วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย


เหตุการณ์ที่หนึ่ง วันที่กลุ่มเสื้อสีชมพูออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรกที่จุฬาฯ พ่อเจ้าประคุณได้ยินลุงๆ เสื้อแดงแถวออฟฟิสคุยกันเสียงดังคับซอยว่า “จุฬานี่ไงนะซ่าส์นักเหรอ ว่างๆ อยู่พอดี เดี๋ยวยกพวกไปบุกซะเลย”

เหตุการณ์ที่สอง พ่อเจ้าประคุณได้พูดคุยกับลุงๆ ป้าๆ สภาร้านชำแถวที่ทำงานซึ่งสมาชิกบางคนเป็นกลุ่มเสื้อแดงโดยถามไถ่ว่าไม่กลัวกันบ้างเหรอไปชุมนุมกันอย่างนี้ ลุงฮาร์ดคอร์คนนึงตอบมาว่า ไม่กลัว เห็นต่างกันอย่างนี้ อยู่ร่วมกันไม่ได้หรอก ตายเป็นตาย

เหตุการณ์ที่สาม ขณะขับรถไปทำงานของช่วงเช้าวันพฤหัสที่ 13 พฤษภาคม หมุนไปเจอ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทองเล่าออกอากาศในรายการวิทยุช่องหนึ่งที่เขาเป็นผู้จัดอยู่ว่า ได้รับข้อความจากคนฟังคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการสลายม็อบเสื้อแดง โดยเสนอว่าให้มีการวางยาสลบคนเสื้อแดง โดยใส่ยาไปในท่อน้ำประปาสายหลัก ดร.เจิมศักดิ์และผู้ร่วมจัดรายการ หัวเราะกันขำขัน และออกอาการเห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้

เหตุการณ์ที่สี่ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เสธแดงถูกลอบยิง ผู้จัดรายการจากสถานีช่องเดียวกันชื่อฤดี อุมานันท์กล่าวถึงลูกสาวของเสธแดงด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่าเธอมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกับผู้เป็นพ่อ โดยเธอเป็นสายพันธมิตร และตบท้ายด้วยการรายงานว่า “เขาว่ากันว่าลูกสาวเสธแดงไม่ร้องไห้เลยนะ”

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องจริงที่ฉันหรือคนใกล้ตัวได้เจอมากับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ “เขาว่ากันว่า” ฟังดูก็อาจเป็นเพียงเหตุการณ์ปกติในช่วงที่ภาวะสังคมไทยกำลังผิดปกติอย่างรุนแรง หลายคนอาจได้ยินหรือสัมผัสกับสถานการณ์แบบนี้มาาบ่อยเสียจนไม่เห็นความผิดเพี้ยนที่แฝงอยู่ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเช่นนี้

ฉันนั่งไล่เรียงเหตุการณ์นี้ในสมอง วนเวียนคิดอยู่หลายรอบ แล้วก็ตั้งคำถามที่เชื่อว่าเป็นคำถามเดียวกับที่คนไทยอีกหลายคนกำลังหาคำตอบอยู่ “เกิดอะไรขึ้นกับคนไทยและสังคมของเรา” เริ่มกันที่เหตุการณ์แรก ขอออกตัวก่อนเลยว่าฉันไม่ใช่เด็กจุฬาฯ แต่ก็มีความเคารพในความเป็นสถาบันการศึกษาของรั้วจามจุรี และไม่เห็นว่าการทีี่ชาวจุฬาฯ ออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนของตน ที่เผอิญไปขัดกับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นจะเป็นเรื่องที่ผิดแต่ประการใด ในขณะที่คนเสื้อแดงพยายามบอกสังคมว่า การชุมนุมของพวกตนเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และสร้างกระแสว่า คนกรุงคนไหนไม่เห็นด้วยคือพวกศักดินาใจแคบ ที่ไม่เคยเห็นความทุกข์ของคนต่งจังหวัด แต่คนเสื้อแดงเองกลับยอมรับไม่ได้กับการออกมาแสดงความคิดเห็นของกลุ่มคนอื่นที่คิดต่างหนำซ้ำยังแสดงทัศนคติข่มขู่ก้าวร้าวไม่ต่างจากอันธพาลที่ไม่รู้จักคำว่าสันติวิธี

ประโยคสั้นๆ ของลุงเสื้อแดงในเหตุการณ์ที่สองสะท้อนให้เห็นทัศนคติอันน่ากลัวของคนร่วมสังคมของเรา ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่กลุ่มเสื้อแดงเท่านั้นที่คิดว่าเขาจะอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างไม่ได้ ฉันเองได้ยินทั้งเพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวหลายๆ คนพูดถึงคนเสื้อแดงในลักษณะคล้ายๆ กัน ประมาณว่า “โง่นัก ก็ให้พวกมันแยกไปอยู่กันเองเลยไป” 

ที่ผ่านมาสังคมไทยพยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า เราเป็นสังคมที่รักสงบ และสามารถอยู่กับความแปลกแยกแตกต่างได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะคนไทย “ยังไงก็ได้” แต่ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนไทยนั้นมีด้านที่รุนแรงและร้าวลึกไม่ต่างจากที่อื่นใดในโลก ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันกลับมามองความเป็นไทยของเราในมุมใหม่ ว่าเราไม่จำเป็นต้อง “แสร้ง” คิดให้เหมือนกัน และเป็นคนยังไงก็ได้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่หันมาพูดและแสดงความคิดเห็นของตนอย่างสร้างสรรค์ และในขณะเดียวกันก็เคารพ พร้อมรับฟังและเต็มใจที่จะเรียนรู้ความคิดเห็นที่แตกต่างของคนร่วมสังคม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบเหลือจะทนเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ท่าทีของดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และฤดี อุมนันท์ในเหตุการณ์ที่สามและสี่ ได้สะท้อนให้เห็นการขาดความรับผิดชอบและวิจารณญาณที่ดีของสื่อและนักวิชาการ 

ไม่มีใครปฏิเสธถึงอิทธิพลของนักวิชาการระดับ ดร.เจิมศักดิ์ที่มีต่อมวลชนได้ ภาพนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ทางในการสื่อสารในฐานะสื่อของอ.เจิมศักดิ์ทำให้ความคิดของเขาส่งเสียงไปได้ไกล และมีผลทางความคิดกับคนในวงกว้าง และหลายๆ คนก็พร้อมที่จะคล้อยตามไปกับเขาเพียงเพราะความศรัทธาในคุณวุฒิและวัยวุฒิของอาจารย์ แต่ในช่วงที่ผ่านมา คนที่ติดตามข่าวสารด้วยวิจารณญาณ คงเห็นชัดว่า อ.เจิมศักดิ์นั้นสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งในฐานะบุคคล ฉันเคารพในการเลือกข้างของอาจารย์ แต่ในฐานะสื่อและนักวิชาการ การที่ อ.เจิมศักดิ์จัดรายการในเชิงชี้นำความคิดของทั้งผู้ร่วมรายการและผู้ฟังทั่วประเทศนั้น ฉันมองว่าเป็นความถดถอยของวงการสื่อ ยิ่งการที่นำเอาเรื่องแนวคิดที่ผิดทั้งศีลธรรมและกำหมายอย่างการวางยาผู้ชุมนุมมาเล่าออกอากาศ และเห็นเป็นเรื่องขำขัน พร้อมทั้งเห็นดีเห็นงามกับความคิดเห็นไร้สติเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ฉันคิดว่ารับไม่ได้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน 

ในส่วนความคิดเห็นของคุณฤดีในกรณีน้องเดียร์ลูกสาวของเสธแดงนั้น ฉันไม่เข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ในการยกประเด็นลูกสาวไม่ร้องไห้กับการที่พ่อของตนถูกยิงอาการปางตายขึ้นมาพูด โดยไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเรื่องที่พูดนั้นจริงเท็จอย่างไร เพราะเป็นเพียงเรื่องที่ “เขาว่ากันว่า” เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนทั้งสอง คงเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนนอก และหากคุณฤดีต้องการชี้นำให้เห็นว่าสีเสื้อนั้นมีความสำคัญมากกว่าความผูกพันทางสายเลือดของพ่อและลูก ทัศนะคติเช่นนี้เป็นเรื่องที่อันตรายต่อสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสังคมทุกสังคม นี่ยังไม่รวมถึงการขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ น้องเดียร์จะรู้สึกอย่างไรที่คนชื่นชมในตัวเธอ โดยคิดว่าเธอไม่อนาทรร้อนใจกับอารบาดเจ็บของผู้เป็นพ่อ เพียงเพราะทัศนะทางการเมืองที่ต่างกัน

เหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระทั้งสี่นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน เพียงแต่ที่ผ่านมา เราต่างปล่อยให้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป และในที่สุดก็สะสมพอกผูน และนำมาสู่วิกฤตอันอันน่าเศร้าใจของประเทศเรา ท่ามกลางความหวาดกลัวและหดหู่ที่เกิดขึ้นในใจของเรา

ฉันเองก็คงเหมือนกับทุกคน ที่ยังมองไม่เห็นว่าวิกฤตนี้จะไปจบลงที่ตรงไหนและอย่างไร แต่ฉันแอบหวังว่าวิกฤตนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของตัวเราและประเทศชาติ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ขึ้นกับเงื่อนไขทางการเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชนะการเลือกตั้งในคราวหน้า ใครจะมาเป็นนายก หรือทักษิณจะกลับมาไหม

เราต้องพร้อมที่จะเปิดใจรับความต่างทางความคิดของคนร่วมสังคม อย่าเอาเพียวความเชื่อทางการเมืองของเขามาตัดสินความเป็นปัจเจกของเขา เพราะคนเรานั้นมีความหลากหลาย และมิติที่ซับซ้อน แง่มุมด้านใดเพียงด้านหนึ่ง คงไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของคนๆ หนึ่ง นอกจากนี้เราเองต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ช่วยกันเปลี่ยสังคมไทยให้เป็นสังคม law abiding ไม่ใช่ law avoiding อย่างเช่นทุกวันนี้ เอาง่ายๆ แค่เริ่มเคารพกฎจราจร และเลิกติดสินบาทคาดสินบนตำรวจและข้าราชการทุกรูปแบบ ไอ้ประเภท จ่าช่วยๆ กันหน่อยนี่ ต้องเลิกให้ได้ อย่างน้อยเราคงไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมให้กับคนในสังคมได้ในทุกแง่มุม แต่อย่างน้อยทุกคนควรจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายเดียวกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคแห่งสงครมข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้ คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และมีวิจารณญาณในการไตร่ตรองและกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร

หากตัวเราเองยังไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ มันก็ดูจะไม่เป็นธรรมที่เราจะไปคาดหวังให้คนอื่นเขาเปลี่ยนแปลง

โดย aoikrub

 

กลับไปที่ www.oknation.net