วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญหาบ้านเมือง ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน


ปัญหาบ้านเมือง ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน

นิติธร  ทองธีรกุล  ๑๕ เมษายน ๒๕๕๓ (ปรับปรุงและเผยแพร่ ๑๗ พ.ค. ๕๓ ๑๖.๕๐ น.)

ปัญหาบ้านเมือง

สถานการณ์ปัญหาการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องยากที่จะหาทางออกได้โดยง่าย หรือหลายท่านใช้คำว่าขณะนี้ประเทศของเรากำลังเดินมาถึงทางตัน “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” ยืดเยื้อเรื้อรังจนประชาชนคนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับคนเสื้อสีไหนต้องออกมาแสดงตัวตนว่าพวกเขายังมีตัวตนอยู่ และเป็นผู้ที่ไม่เอาความรุนแรง  ไม่ใช่ฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ทว่า เป็นประชาชนคนไทยที่รักสงบ...

เสียงของคนที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยออกมารวมกลุ่มแสดงพลังตามจุดต่างๆ ของกรุงเทพฯ บ้าง หรือรวมกลุ่มกันในโลกออนไลน์บ้าง  แต่กระนั้นก็ยังมิวายที่จะถูกให้ร้ายและบิดเบือนว่าเป็นกลุ่มจัดตั้งของฝ่ายโน้นฝ่ายนี้  ซึ่งก็ไม่อาจจะไปห้ามผู้กล่าวหาได้  เพราะการกระทำของแต่ละฝ่ายย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงให้สังคมได้ประจักษ์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้วว่าการกระทำของใคร มีเจตนาเพื่อสิ่งใด...?

ประชาธิปไตย

๑.

ขณะที่ปัญหาทางการเมืองระหว่างกลุ่ม นปช.และรัฐบาลยังดำเนินไปอย่างยากที่จะคาดเดา  อีกหลายส่วนของสังคมมีการเปิดเวทีเสนอแนะทางออก ร่วมกันสะท้อนความคิดเห็น ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวางในนามที่เรียกว่า “ภาคประชาสังคม”  ด้วยหวังว่าเสียงสะท้อนและมุมมองเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการฝ่าวิกฤติของประเทศ หรือเตือนสติแกนนำ หรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของทุกฝ่ายได้บ้างไม่มากก็น้อย

จากการเฝ้าติดตามข่าวสารความเป็นไปของบ้านเมือง และการร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อทางออกของปัญหาดังกล่าวของภาคส่วนต่างๆ ผมจับใจความจากสิ่งที่แต่ละคนพูดด้วยเจตนาดีต่อบ้านเมืองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะยุติได้ด้วยการ “เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และมองคนให้เป็นคน”

ก่อนหน้านี้ผมพยายามร่วมคิดไปด้วยว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่  เป็นเพราะบ้านเมืองเราไม่มีประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ หรือประชาธิปไตยที่เป็นอยู่มันยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย...?  และประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องนั้น เป็นอย่างไร ?  อันนี้ผมไม่รู้จริงๆ แต่สิ่งที่ผมเชื่อมาโดยตลอดคือประชาธิปไตยจะงอกงามและเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ก็ด้วยหัวใจของคนนั้นเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เคารพในคุณค่า และสิทธิของผู้อื่น กล่าวโดยสั้นๆ คือ นอกจากแต่ละคนจะต้องรู้สิทธิ และหน้าที่ของตัวเองแล้วจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วย และในช่วงที่ผ่านมาหลายคนพูดถึงสิ่งเหล่านี้มากขึ้นๆ  ซึ่งผมขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่านี่เป็น “หลักสิทธิมนุษยชน” นั่นเอง

๒.

ความหมายของประชาธิปไตยในความคิดเห็นแต่ละคนเชื่อว่าโดยเนื้อหาสาระแล้วไม่แตกต่างกันซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ คือ หลักที่ว่าด้วยการเคารพความคิดเห็นของเสียงที่แตกต่าง  เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน  ตั้งอยู่บนการมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ไม่เป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น  ดังนั้น  การเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการเมืองที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายของบ้านเมืองเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนี้เอง  หลักสิทธิมนุษยชนและหลักของประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่จะต้องผูกพันสอดคล้องกันไปอย่างไม่สามารถแยกขาดจากกันไม่ได้  เพราะหากประชาธิปไตยถูกเรียกร้องให้ได้มาเพียงแต่ชื่อหรือรูปแบบ โดยไม่มีหลักการสิทธิมนุษชนดังว่าเป็นแก่นสารติดมาด้วย ก็เปรียบเสมือนการเรียกร้องให้ได้มาเพียงคำว่า “ประชาธิปไตย”

หลักสิทธิมนุษยชน : หลักคุณธรรมสากล

ผมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทางออก  ทางลง หรือทางรอดของสังคมไทยในขณะนี้จะเป็นอย่างไร เหตุการณ์จะรุนแรงบานปลายและมีการสูญเสียไปมากกว่านี้หรือไม่  แต่ทว่า ในฐานะประชาชนคนไทยที่ไม่ต้องการเห็นการฆ่ากันเองของคนไทยด้วยกัน และไม่อยากเห็นใครหรือคนกลุ่มใดออกมาปลุกปั่นประชาชน สร้างความเกลียดชังกันจนนำไปสู่การเข่นฆ่า ทำร้ายกันอีก  จึงอยากเสนอมุมมองต่ออนาคตหลังจากวันนี้(หากยังมี) 

ด้วยเชื่อว่าหลักสิทธิมนุษยชนคือหลักคุณธรรมสากล คือวิถีทางที่จะนำเราไปสู่สันติภาพและการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลายได้อย่างแท้จริง  ผมจึงคิดว่าเราน่าจะมีการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” แก่ประชาชนและสังคมให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องแและเข้มข้นมากกว่านี้  เพราะสิทธิมนุษยชนคือหลักการพื้นฐานที่จะทำให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จากภายในมากกว่า

นอกจากนั้น “สิทธิมนุษยชน” ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้โลกเกิดความสงบ สันติ ลดช่องว่างของความแตกต่างเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้อย่างแท้จริง  เพราะเครื่องมือและกลไกด้านสิทธิมนุษยชนที่สากลยอมรับกันทั่วโลก และมีการใช้อยู่นั้นหลายประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใช้ได้จริง  ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  อนุสัญญาและกติการะหว่างประเทศฉบับต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามเป็นสมาชิกมานานแล้ว อาทิ  ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) เป็นต้น   

แต่เป็นเรื่องที่แปลก และน่าเสียดายยิ่งเพราะที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้ถูกพูดถึงหรือจัดให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจแก่คนทั่วไปน้อยถึงน้อยมากๆ  ทำให้สังคมหรือประชาชนส่วนใหญ่มองภาพประธิปไตยแยกส่วนไปจากสิทธิมนุษยชนอย่างสิ้นเชิง และทำให้คำว่า “ประชาธิปไตย” ที่เรียกร้อง กล่าวถึงกันอยู่ในสังคมเป็นเพียง “การหย่อนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเพียง “รูปแบบหรือเปลือก” ของประชาธิปไตยเท่านั้น

โดยสรุป หลักสิทธิมนุษยชนที่พูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นคือ หลักที่ว่าด้วย การเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  การเอาใจเข้ามาใส่ใจเรา  การเคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น การไม่เลือกปฏิบัติ  การเคารพในความแตกต่าง  ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน การมองเห็นคนเป็นคน  เป็นหลักคุณธรรมที่มีความเป็นสากล ที่ข้ามพ้นความเป็นเชื้อชาติ ศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น

“ร่วมสร้างสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นในหัวใจ

คือการสร้างรากฐานประชาธิปไตยให้ประชาชน”

 

 

 

 

 

โดย นิติกุล

 

กลับไปที่ www.oknation.net