วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หยุดเถอะทักษิณ โดย...พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล


หยุดเถอะทักษิณ  โดย...พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

"อภิปรายนอกสภา"2-3 ตอนที่ผ่านมา บังเอิญไปตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ ไม่ว่าเรื่อง"ปฏิบัติการเด็ดหัวก๊อดส์อาร์มี - ปฏิบัติการที่กบฏไพร่พึงสังวร" เรื่อง "มาตรการขี้เท่อ - จากเบาไปหาหนัก" และเรื่องล่าสุดคือเรื่อง "ระวังจะไม่มีโอกาสยุบสภา"

บทความหลังๆนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นให้ผู้เขียนได้รับฟังด้วยความเคารพจำนวนมาก จึงขอถือโอกาสวันเสาร์สุดสัปดาห์แสดงความเห็นเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน

ต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการกดดันของขบวนการผู้ชุมนุมที่มีต่อรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนถึงสี่แยกราชประสงค์และปริมณฑล เป็นเรื่องที่หนักหนาและร้ายแรงจริงๆ เป็นความพยายามก่อชนวนและจุดระเบิดทำลายขีดขั้นความอดทนของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการนองเลือดขึ้นในบ้านเมืองให้ได้ ซึ่งในที่สุดก็ทำได้สำเร็จจริงๆ

คงไม่มีใครคาดคิดเหมือนที่รัฐบาลไม่คาดคิดว่าจะมีคนไทยด้วยกันคนไหนคิดทำร้ายบ้านเมืองตนเองด้วยความรุนแรงเช่นนี้

ใครจะคาดคิดว่า จะมีคนไทยคนไหนชั่วช้าสามานย์ถึงขนาดยิงระเบิดเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเพื่อทำลายวัดพระแก้ว

ใครจะคาดคิดว่าจะมีคนไทยคนไหนชั่วช้าสามานย์ ถึงขนาดยิงจรวดอาร์พีจีใส่คลังน้ำมันสำคัญของประเทศเพื่อเผาบ้านเผาเมือง

ใครจะคาดคิดว่าจะมีคนไทยคนไหนชั่วช้าสามานย์ถึงขนาดวางระเบิดเสาไฟฟ้า แรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อทำลายระบบไฟฟ้าของประเทศชาติ

ใครจะคาดคิดว่า จะมีคนไทยคนไหนชั่วช้าสามานย์ถึงขนาดนำกำลังเข้าบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมประกาศจะระเบิดทำลายตึก สก. และตึก ภปร. ให้ราบเป็นหน้ากลอง จนต้องเคลื่อนย้ายองค์สมเด็จพระสังฆราชและคนไข้ในโรงพยาบาลหนีภัยอย่างโกลาหล

ใครจะคาดคิดว่าจะมีคนไทยคนไหนชั่วช้าสามานย์ถึงขนาดยิงระเบิดร้ายแรงใส่สถานที่สำคัญในเมืองหลวงและทั่วประเทศถึง 60 - 70 ครั้งในช่วงเวลาเพียงเดือนเดียว

ใครจะคาดคิดว่าจะมีคนไทยคนไหนชั่วช้าสามานย์ถึงขนาดนำม็อบเข้ายึดศูนย์เศรษฐกิจสำคัญของบ้านเมืองจนประเทศชาติต้องเสียหายนับแสนล้านบาท ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการจนแทบจะหายนะ และผู้คนจำนวนมากต้องตกงานจนเดือดร้อนไปทั่ว

ใครจะคาดคิดว่า ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ

เชื่อแล้วหรือยังว่า "มันไม่ใช่มวลชนผู้สุจริต" แต่มันคือ "ผู้ก่อการร้าย"

มีพฤติกรรมทำลายบ้านเมืองร้ายแรงยิ่งกว่ากลุ่มกระเหรี่ยงต่างชาติ "ก๊อดส์อาร์มี"

มาตรการที่จะปฏิบัติต่อผู้ก่อการร้ายเช่นนี้จึงไม่ใช่ "มาตรการจากเบาไปหาหนัก"

ผู้เขียนไม่ได้ตำหนิรัฐบาลผู้เคร่งครัดในหลักการ "นิติรัฐ" และไม่ได้ตำหนิว่า"รัฐบาลขี้เท่อ" แต่ผู้เขียนขอตำหนิมาตรการที่ใช้ว่า "ขี้เท่อ" จริงๆ

กระสุนปริศนาที่ศีรษะ เสธฯ แดง เมื่อคืนวันที่ 13 พฤษภาคม ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นฝีมือใคร เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วคงจำกันได้ว่า กระสุนจากปืนไรเฟิลติดกล้องนัดหนึ่งเจาะศีรษะเจ้าพ่อเมืองเพชรคนสำคัญในระยะกว่า 100 เมตรจนสิ้นชีพทันทีมาแล้ว

ไม่จำเป็นต้องเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่แม่นปืนที่ไหน แต่ผู้ร้ายธรรมดาก็ทำอย่างได้ผลมาแล้ว จึงได้เตือนว่า เป็นสิ่งที่ "พึงสังวร" สำหรับใครต่อใครที่กำลังทำตัวเป็น "กบฏไพร่" อยู่ในขณะนี้

วันเดียวกันกับวันที่เกิดวิบากกรรมแก่ เสธฯ แดง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า "กำหนดวันเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน 2553 ได้ตกลงใจยกเลิกแล้ว"

ผู้เขียนได้แสดงความเห็นไว้ว่า "มาตรการ 5 ขั้นตามแผนปรองดองล้วนเป็นนโยบายสำคัญที่ดีและต้องรีบเร่งปฏิบัติ แต่ไม่ควรนำไปผูกติดกับการยุบสภาตามข้อเรียกร้องของพวกไพร่แดง"

การเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นเพียงข้ออ้างที่ยกขึ้นมาต่อรองกับรัฐบาลเท่านั้น

เพียงยุบสภาไม่เพียงพอ และไม่ใช่ความปรารถนาที่แท้จริงของ "จอมไพร่" ผู้ต้องลงทุนเพื่องานนี้ร่วมหมื่นล้านบาทแล้ว

หัวใจของการลงทุนครั้งนี้คือความปรารถนาให้ได้ "นิรโทษกรรม" จากคดีอาญาทั้งที่มีคำพิพากษาไปแล้วและที่ค้างคาการพิจารณาอยู่ ความปรารถนาที่จะได้คืนทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่ถูกยึดทรัพย์ และความปรารถนาที่จะได้กลับคืนมาครองอำนาจในประเทศไทย

หากรัฐบาลไปยอมรับเงื่อนไขการยุบสภา ข้อเรียกร้องจะไม่หยุดยั้งอยู่เพียงเท่านั้น แต่จะบิดพลิ้วเปลี่ยนแปลงเพื่อกดดันไปเรื่อยจนรัฐบาลยอมรับไม่ได้

กลายเป็นว่า "มีการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงต้องเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตามข้อหาที่ไพร่แดงไปร้องทุกข์ไว้"

ครั้นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงผู้รับผิดชอบป้องกันการก่อการร้ายยอมตากหน้าเข้าพบอธิบดีกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์

ข้อเรียกร้องกลับเปลี่ยนเป็นเรียกร้องให้เข้ามอบตัวกับตำรวจยังสถานีตำรวจที่ผู้ก่อการร้ายได้เข้าแจ้งความแก้เกี้ยวไว้ ซึ่งมีถึง 20 - 30 แห่งทั่วประเทศ

และคงตามมาด้วยข้อเรียกร้องให้รองนายกรัฐมนตรีต้องพิมพ์มือทำประวัติอาชญากรรมด้วย

ต้องไม่ลืมว่า "ท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีคือรัฐบาล"

ระบบนิติรัฐวันนี้กำลังกลายเป็นเรื่องผู้ก่อการร้ายเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามอบตัว

แท้จริงข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภาแลกกับการสลายการชุมนุมอย่างผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกแล้ว

สองวันของการเปิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำม็อบ

แทนที่จะหยิบยกความเดือดร้อนโดยส่วนรวมของประชาชนผู้ชุมนุมมาเป็นข้อเจรจา แต่กลับมีข้อเรียกร้องจากแกนนำไพร่แดงเพียงประการเดียวคือ "ให้นายกรัฐมนตรียุบสภาในทันที" ซึ่งมองไม่เห็นว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาของประชาชนตรงไหนอย่างไร

การเจรจาต้องยุติลงเพราะแกนนำไพร่แดงไม่ยอมรับเงื่อนไขการยุบสภาตามกำหนดของฝ่ายรัฐบาล ทำให้ข้อเสนอการยุบสภาภายใน 9 เดือนจบสิ้นไปแล้ว แต่ต่อมาไม่ทราบว่าเป็นการเจรจาในทางลับของใครอย่างไร กลายเป็นมีประกาศเรื่องจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553

เมื่อคำนึงถึงจุดยืนที่แท้จริงของการก่อความไม่สงบป่วนบ้านป่วนเมืองครั้งนี้ ทำให้มีความเชื่อว่า การปรองดองเพื่อให้ผู้ก่อการร้ายสลายตัวด้วยการกำหนดจัดการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เรื่องไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน น่าจะเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว

แต่เรื่องไม่มีการเลือกตั้งด้วยปัจจัยอื่นยังน่าเป็นห่วงอยู่

บ้านเมืองบอบช้ำมากแล้ว

หยุดเถอะทักษิณ

 

 

 

 

โดย ท่านเจ้าคุณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net