วันที่ พุธ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขอนินทาปารีส แค่นิดเดียว


.....

คุณเอ๋ย

ตี 2 กว่าๆ ฉันยังต้องลุกขึ้นมาคว้าจานคว้าช้อน ตักข้าวตักแกงก้นหม้อมาเคี้ยวกิน เพราะร่างกายยังปรับไม่ได้กับเวลาของเมืองไทย นอนไม่หลับก็ทรมานพอแล้ว อาการหิวข้าวมื้อเย็น (อันที่จริงค่ำๆของที่โน่น) ยังมารบกวนเข้าให้อีก ยามนอนหลับก็ยังฝันว่าโดนขโมยกระเป๋ากล้องถ่ายรูปไปในขณะที่เดินซื้อของอยู่ข้างถนน ดู๊ดู ดูความอคติที่พกพามาเต็มหัวใจของฉัน จนน่าเกลียดน่าชังตัวเองเสียจริงๆ 

คุณเตาะแตะเธอได้ขอดฉันไว้ในเอนทรีที่แล้วว่า ไปเที่ยวบ้านเขาอย่าไปรื้อพรม ก็อะนะ...เห็นด้วย แต่ทำไงได้ ประเทศนี้ไม่ต้องรื้อหรอก เขากวาดหยากไย่มากองไว้ให้ฉันเห็นเองตรงหน้านี่นา

ว่าด้วยความเป็นประเทศล่าอาณานิคมมาก่อนเก่าอย่างหน้าตาเข้มออกสีเลือด  งานแฟร์ครั้งนี้ประเทศในเครือที่เคยไปปกครองเขาไว้ (ไปปกครองแบบไหนไม่รู้ด้วยนะเออ) มาออกงานกันสนุกสนานบานเบิก ซึ่งน่าจะได้ใช้พื้นที่ฟรีๆ คนผิวสีดำที่มาร่วมงานจึงมาหลากหลายชาติ แต่ก็ล้วนพูดภาษาฟรองส์กันไฟแล่บ สีสันในงานจึงมาจากคนเหล่านี้มากกว่าเจ้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น “นักขาย” “นักจับจ่าย” “นักร้อง” “นักดนตรี” และนักล้วง(กระเป๋า)นักฉก(ฉวยยามเจ้าของเผลอ)

.

.

.

.

.

.

.

.

อย่างที่สอง ที่ฉันค้นพบความจริงตามที่เขานินทาไว้ล่วงหน้า นานเนกาเลโขมาแล้วว่า “ผู้ชายฝรั่งเศสขี้เหนียว”.....อ้าว งานนี้ใครมีสามีฝรั่งเศสอย่ามาโกรธฉันล่ะ ฉันทำวิจัยมาแล้วจริงๆ จากการขายของที่ร้าน ถ้าคู่สามีภรรยาควงคู่มาด้วยกัน น้ำลายฉันมักจะเหนียวหนืด เพราะนอกจากจะต้องพยามใช้ภาษาอังกฤษ ผสมภาษาฝรั่งเศสและภาษาใบ้ ยังต้องใช้เวลานานรอให้เขาถกเถียงกันว่าจะเลือกผ้าพันคอสีอะไรดี ที่เข้ากับสีผิว สีผม สีเสื้อผ้า และ....สีของฤดูใบไม้ผลิ อ้อ...เข้ากับความเห็นชอบของคุณสามีเธอด้วย เป็นประการสำคัญ

.

.

.

คู่สามีภรรยามาซื้อของด้วยกัน ที่มีการตกลงใจซื้อหลังจากใช้เวลาผ่านไปราว 20 นาที มีอยู่ 3 คู่ อีก 6 คู่ ไม่ซื้อ เพราะสามีส่ายหน้าเดินหนี (ไม่รู้ว่าเกี่ยวเรื่องราคา หรือว่ายังไงๆ ภรรยาก็ไม่อาจสวยขึ้นมาได้ เพราะผ้าพันคอไหมไทยผืนนั้น)  และ....มีอยู่คู่เดียว ที่สามีควักเงินซื้อทันทีเมื่อภรรยาหยิบผ้าขึ้นมาทาบที่หน้าอก แถมยังบอกว่าเลือกเพิ่มอีกสิจ๊ะ

ฉันแอบถามน้องสาวชาวไทยคนหนึ่ง ที่มาเป็นลูกค้าว่าทำไมผู้ชายฝรั่งเศสช่างเรื่องมากในการซื้อของ เธอบอกว่า “พี่ถามแบบนี้แสดงว่าไม่มีคู่”....เฮ้ย ย้อนรอยได้เจ็บแฮะ  “ทำไมเหรอน้อง เกี่ยวอะไรกัน”

“เขาเรียกว่าการเป็นสามีภรรยา หมายถึงการฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งต้องใช้เวลาถกเถียง คู่ของหนูก็เป็นนะพี่ หนูเลยมาเดินซื้อของคนเดียวไงล่ะ”.....อ้าวว!!

“งั้นถามใหม่ ถามจริงๆเถอะ ผู้ชายฝรั่งเศสขี้เหนียวจริงหรือเปล่า”

เธอหัวเราะ ไม่ตอบคำถาม ก่อนจะบอกลา โอ เครอ วัว

จบเรื่องนินทาผู้ชาย หันมานินทาผู้หญิงมั่งดีกว่า

.

ผู้หญิงที่นี่เป็นคนสวย และต้องสวยจนนาทีสุดท้ายของชีวิต ความเป็นคนช่างแต่งตัวของเธอๆ ทำให้ถนนหนทาง รถราที่โดยสาร สดสวยชวนมองไปหมด แม้แต่นางแบบตามป้ายโฆษณาข้างถนน ดูเหมือนว่าจะเลือกเฟ้นคนงามได้อย่างใจของเจ้าของสินค้า

ความมีรสนิยมในศิลปะ สีสันที่ใช้ตกแต่งตัวเองของแต่ละคนดูมีเอกลักษณ์แต่ก็อิงอยู่ในเทรนด์ เห็นคนแต่งสีดำกันทั้งเมือง ต้องดูรายละเอียดเล็กๆบนเนื้อตัว ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า สายสร้อยที่คอ ผ้าพันคอ หรือที่ติดผม ถ้าชอบแต่งตัวแบบไม่งั้นในความงาม มาอยู่เมืองนี้คงสนุก แต่คนที่เบื่อความงามทำนองนี้แบบฉัน อยู่แล้วเหนื่อย

หันมานินทารสนิยมการซื้อของ ของคนที่นี่ ที่แบ่งได้ตามรสนิยมแบบคร่าวๆ คืองามแบบโฉ่งฉ่าง กับเรียบหรู 

การแต่งตัวโฉ่งฉ่าง โอ่โถง โปะเอาเครื่องประดับชิ้นเบอเริ่มเทิ่มไว้ที่คอ ทำให้สร้อยเก๋ๆจากเมืองไทยขายดีมาก ขายดีราวกับลดแลกแจกแถม ลูกค้ามีทั้งผิวขาวผิวดำ ทั้งในและนอกประเทศฝรั่งเศส ถือว่าเป็นโชคดีของคนขายที่มีกลุ่มลูกค้ากว้าง ส่วนเครื่องประดับชิ้นเรียบๆเก๋ๆ จะเป็นกลุ่มคนผิวขาว ที่มักจะมีอายุสูงวัยนิดหน่อย (คนสูงอายุบางกลุ่มจะซื้อของง่าย น่าจะเป็นเพราะว่ามีเงินเดือนจากสวัสดิการของรัฐที่สูงพอสมควร)

นินทาข้อสุดท้ายสำหรับการนอนไม่หลับในคืนนี้ คือ....

.

.

.

.

.

.

.

คนฝรั่งเศส (วันนี้) ชอบของแปลก ราคาถูก คล้ายๆกับว่า ไหนๆก็จ่ายตังค์ค่าผ่านประตูมาแล้ว ซื้อของที่ระลึกติดมือไปที่บ้านสักชิ้นก็แล้วกัน สินค้าบางอย่างจากไทย เราเห็นจนเบื่อ กลับขายได้ดีที่นี่ เพราะราคาไม่กี่ยูโรนั่นเอง ตอนวันแรกๆที่เปิดงาน มีผู้หญิงคนไทยที่อาศัยที่นี่มาต่อราคาของ บอกว่าจะซื้อเอาไปขายต่อ ราคากระเป๋าปักฝีมือชาวเขา ราคา 50 กว่ายูโร เธอขอต่อเหลือ 30 ยูโร ด้วยเหตุผลที่ว่า 

“ของที่ราคาสูงกว่า 35 ยูโร ขายยากนะคะ แล้วพี่เองก็จะเอาไปขายต้องบวกราคาอีกเท่าตัว ถ้าน้องขาย 50 พี่ต้องเพิ่มเป็น 100 ยูโร พี่ขายไม่ได้แน่นอน”

ฉันได้แต่อึ้ง หันมามองหน้ากับเพื่อนอย่างจนปัญญาจะพูดต่อ

เราต้องเสียค่าขนของอย่างแพง เสียค่าพื้นที่ขายของในราคาที่แสบเนื้อ เสียค่าโรงแรมระดับกระจอกคืนละหลายพัน เสียค่าข้าวราดแกงมื้อละเฉียด 300 บาท(คิดอัตรา 40 บาท/ยูโร) กว่าจะเอาของสวยๆมาขายถึงที่นี่ได้ เผื่อจะเอาเงินกลับไปเยียวยาประเทศ  แม่คุณเล่นต่อราคาแบบคนกันเองจนสะท้านใจ แถมบอกอีกว่าเธอสามารถทำราคาขายได้อีกเท่าตัว

แล้วนิสัยแบบนี้ไปเอามาจากไหนกันหือ....แม่คุณ

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net