วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สมเด็จพระนางเจ้าบูเช็กเทียน..ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิหญิง พระองค์แรกและพระองค์เดียวของจีน


จักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน ข้อมูลจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน

พระบรมนามาภิไธย อู่เม่ยเหนียง (武媚娘)

พระปรมาภิไธย สมเด็จพระจักรพรรดินีเซิ่งเสิน (圣神皇帝)

พระอิสริยยศ สมเด็จพระจักรพรรดินี (皇帝)

ราชวงศ์ ราชวงศ์อู่โจว (周朝)

ระยะครองราชย์ 15 ปี (ค.ศ. 690 - 705)

รัชกาลก่อนหน้า จักรพรรดิถังรุ่ยจง (ครั้งที่1)

รัชกาลถัดไป จักรพรรดิถังจงจง (ครั้งที่2)

วัดประจำรัชกาล ไม่มี

ข้อมูลส่วนพระองค์

พระราชบิดา อู่ซื่อย้วย

พระราชมารดา ท่านผู้หญิงแซ่หยาง (楊氏)

พระราชสวามี จักรพรรดิถังเกาจง (唐高宗皇帝)

พระราชโอรส/ธิดา องค์หญิงอันถิง,องค์ชายหลี่หง, องค์ชายหลี่เสี่ยน , จักรพรรดิถังจงจง , จักรพรรดิถังรุ่ยจง,องค์หญิงไท่ผิง

  

สมเด็จพระนางเจ้าบูเช็กเทียน หรือ จักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน (จีนตัวเต็ม: 武則天; จีนตัวย่อ: 则天; พินอิน: Wǔ Zétiān) มีพระนามเดิมว่าอู่เม่ยเหนียง (武媚娘) พระราชบิดามีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการนามว่าอู่ซื่อย้วยและพระราชมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์สุย ทรงพระราชสมภพ ณ กรุงฉางอันซึ่งเป็นนครหลวงของราชวงศ์ถังในขณะนั้น


 

พระราชประวัติ

 

สมเด็จพระนางเจ้าบูเช็กเทียน (ค.ศ. 625-705) ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิหญิง (女皇) พระองค์แรกและพระองค์เดียวของจีน (สมเด็จพระจักรพรรดิหญิง คือจะทรงเป็นองค์จักรพรรดิด้วยพระองค์เอง บางท่านอาจจะเรียกว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ ส่วนคำว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีนั้นจะเป็นเพียงพระอัครมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิเท่านั้น) มีพระนามเดิมว่า อู่เม่ยเหนียง (武媚娘) เสด็จพระราชสมภพในรัชกาลสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗皇帝 ครองราชย์ ค.ศ. 626-49) รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์ถัง (唐朝 618-907) โดยแต่เดิมทรงเป็นสามัญชน ธิดาข้าราชการนามว่า บูซื่อย้วย ส่วนพระราชมารดานั้นเรียกกันว่าคุณนายหยาง (楊氏) เป็นภริยาคนที่สองของอู่ซื่อย้วย กล่าวกันว่าพระราชมารดานั้นเดิมทรงเป็นเชื้อสายพระราชวงศ์สุย (隋朝) ซึ่งปกครองจีนมาก่อนราชวงศ์ถัง คือว่าคุณนายหยางนั้นเดิมเป็นพระนัดดาของท่านอ๋อง (关王) กวนอ๋อง พระนามเดิมหยางสง ซึ่งเป็นพระญาติสนิทของสมเด็จพระจักรพรรดิสุยหยางตี้ (พระนามจริงว่า หยางกว่าง) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์สุย นับว่าชาติตระกูลคุณนายหยางสูงส่งมาก หากว่าราชวงศ์สุยไม่ได้ล่มลับดับสูญไปเสียแล้ว อู่ซื่อย้วยคงมิได้มีโอกาสแม้เพียงพบหน้าองค์หญิงหยางด้วยซ้ำ แต่ราชวงศ์สุยก็ล่มลับไปเสียก่อนองค์หญิงหยางจึงจำต้องหาที่พึ่งพิง สตรีในยุคนั้นมีทางเลือกไม่มากนัก องค์หญิงหยางซึ่งถูกเลี้ยงดูทะนุถนอมมาเป็นอย่างดีจึงไม่อาจอยู่ต่อไปได้โดยลำพัง เพราะบัดนั้นพระองคืเป็นเพียงพระราชวงศ์ตกยากเท่านั้นเอง ในฐานะใหม่บูซื่อย้วยเองก็ต้องการที่หาภริยาที่จะมาส่งเสริมตัวเองไม่น้อย เพราะภริยาคนแรกนั้นเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา ไม่อาจเชิดชูส่งเสริมเกียรติสามีได้ในยามที่ต้องออกสังคมกับพวกขุนนางด้วยกัน ซึ่งก็มักจะเป็นผู้ดีเก่าเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นองค์หญิงตกยากเชื้อสายราชวงศ์สุยอย่างองค์หญิงหยางจึงเป็นเป้าหมายที่บูซื่อย้วยสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อความต้องการหรือผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายตรงกัน อดีตองค์หญิงหยางจึงสมรสกับบูซื่อย้วย มีฐานะเป็นภริยาคนที่สอง และถูกเรียกขานนามว่า คุณนายหยาง นับแต่นั้นมา แม้จะเป็นภริยาคนที่ 2 แต่ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์เก่ามาก่อนบูซื่อย้วยจึงรักและยกย่องคุณนายหยางอย่างมาก ทำให้ภริยาคนแรกกับบุตรชายทั้ง 2 ที่เกิดแต่ภริยาคนแรกไม่ชอบใจคุณนายหยางอย่างมากและจะเกิดเหตุกระทบกระทั่ง ทำร้ายจิตใจกันตลอดมา

 

ครั้นอายุได้ 17 ปีบูเม่ยเหนียงได้มีโอกาสเข้าวังไปรับราชการฝ่ายในจนมีฐานะเป็นถึงพระสนม นับว่าย่อมต้องเป็นหญิงงามคนหนึ่งของยุคทีเดียว ในรัชกาลนั้นพระอัครมเหสี (皇后) คือสมเด็จพระจักรพรรดินีฉางซุน (长勋皇后 พระนางนั้นมีแซ่ 2 พยางค์คือ ฉางซุน หรือจ่างซุน ส่วนพระนามนั้นคือ อู่เต๋อ) ผู้เป็นพระชนนีของพระราชโอรสทั้ง 3 พระองค์ขององค์ไท่จง เวลาต่อมาหลี่เฉิงเฉียน พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ซึ่งดำรงตำแหน่งรัชทายาท (皇太子) กับพระราชโอรสองค์ต่อมาคือ หลี่ไท่ ซึ่งมีความขัดแย้งกันมานานแล้ว เนื่องจากหลี่ไท่ต้องการที่จะเป็นรัชทายาทแต่ติดที่ตัวเองไม่ได้เป็นราชโอรสองค์ใหญ่ และยังรู้อีกว่าองค์รัชทายาทนั้นเป็นรักร่วมเพศ จึงพยายามทุกทางที่จะกำจัดพี่ชายตนเองให้ได้ ครั้งหนึ่งองค์จักรพรรดิเกือบจะจับได้ตรงๆแล้วว่าองค์รัชทายาทนั้นเป็นรักร่วมเพศ แต่หลักฐานไม่เพียงพอ และทรงเลือกที่จะเชื่อพระราชโอรสของพระองค์มากกว่า จึงโปรดให้ประหารชีวิตขันทีคนสนิทซึ่งเป็นคู่รักขององค์รัชทายาทเสีย แต่ไม่ได้โปรดเกล้าฯให้ปลดจากรัชทายาทแต่อย่างใด ต่อมาองค์รัชทายาทได้วางแผนกบฎ เพื่อรวบอำนาจมาไว้ที่ตนเองแต่ผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อจะกำจัดหลี่ไท่อนุชา แต่แผนการรั่วเสียก่อน องค์จักรพรรดิไม่อาจนิ่งเฉยได้ต่อไปจึงโปรดเกล้าฯให้ปลดองค์รัชทายาทลงเป็นสามัญชน แล้วเนรเทศไปชายแดน หลี่เฉิงเฉียนอยู่ต่อมาได้อีกไม่นานก็ถึงแก่กรรมที่ตำบลชายแดนนั้นเอง ส่วนหลี่ไท่ราชโอรสองค์ต่อมาก็พลาดหวังจากตำแหน่งรัชทายาท ซึ่งกลับไปตกอยู่กับหลี่จื้อ พระราชโอรสพระองค์เล็กซึ่งเป็นอนุชาของหลี่ไท่นั่นเอง ทั้งนี้เป็นพระราชดำริองค์จักรพรรดิเองว่าพระราชโอรสพระองค์รองนั้นมีจิตใจโหดเหี้ยม แม้จะมีความสามารถเหนือกว่าแต่ก็ไม่สมควรได้ครองแผ่นดิน ส่วนพระราชโอรสพระองค์เล็กนั้นแม้จะไม่เข้มแข็งเด็ดขาด แต่ก็มีพื้นฐานจิตใจค่อนไปทางฝ่ายดีงาม การตัดสินพระทัยของสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จงครั้งนี้จะเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์จีนในอีกไม่นานนับจากนั้น ต่อมาไม่นานสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จงก็เสด็จสวรรคต หลี่จื้อซึ่งเป็นองค์รัชทายาทจึงขึ้นสืบราชสมบัติแทน ทรงพระนามว่าสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจง (唐高宗皇帝 ครองราชย์ปี 649-83) เป็นรัชกาลที่ 3 นับจากองค์ปฐมจักรพรรดิถังเกาจู่เป็นต้นมา โดยที่ทรงมีอัครชายาที่พระราชบิดาทรงพระราชทานอภิเษกสมรสให้มาแต่เดิม พระอัครชายาเดิมนั้นจึงได้ครองพระราชอิสริยยศสมเด็จพระอัครมเหสี ออกพระนามว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีหวาง (王皇后) นั่นเป็นเพราะพระนางนั้นเดิมแซ่หวาง (王姓)

 

สมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงนั้นทรงเป็นบุคคลที่อ่อนแอแต่มีจิตใจดีงาม แม้ว่าจะค่อนข้างไปทางหูเบาและฝักใฝ่ในกามารมณ์ไปบ้างก็ตาม ดังนั้นไม่นานนักหลังจากขึ้นครองราชย์ หวางฮองเฮาก็ทรงพบคู่แข่งที่ทรงเสน่ห์อย่างมาก นั่นก็คือสตรีสามัญแซ่เซียว นามว่า ฮุ่ยจือ ซึ่งองค์เกาจงโปรดปรานนางอย่างมาก จนถึงกับโปรดเกล้าฯให้สถาปนานางขึ้นเป็นพระมเหสีลำดับที่ 3 ออกพระนามว่า พระวรราชชายาเซียว (宵恕妃) สมเด็จพระจักรพรรดินีหวางทรงตระหนักดีว่าพระราชสวามีโปรดปรานพระวรราชชายาเซียวมาก จนทรงกลัวว่าจะส่งผลถึงฐานะของพระนาง ซึ่งก็เป็นความจริงดังที่องค์จักรพรรดินีทรงกังวล เพราะไม่นานต่อมาพระวรราชชายาก็ทรงพระครรภ์และประสูติพระราชกุมารพระองค์น้อยที่มีสุขภาพแข็งแรง ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าชายหลี่ซู่เจี๋ย องค์จักรพรรดิกับพระวรราชชายาทรงปีติยินดีอย่างยิ่ง องค์จักรพรรดิถึงกับโปรดเกล้าฯให้สถาปนาพระราชโอรสพระองค์น้อยขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งรัฐสี่ (喜王) ตั้งแต่แรกประสูติทีเดียว และยังมีพระราชปรารภว่าจะให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทอีกด้วย องค์จักรพรรดินีผู้ตื่นตกใจได้พยายามดำเนินการใช้กโลบายทุกทางจนสามารถเปลี่ยนพระทัยให้สถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในบรรดาพระราชโอรสทั้งหมด คือ พระองค์เจ้าชายหลี่จง กษัตริย์แห่งรัฐเอี้ยน (燕王) ซึ่งพระมารดาเป็นเพียงพระสนม คือพระสนมหลิว ซึ่งเป็นพระญาติกับองค์จักรพรรดินีทางฝ่ายพระมารดาในองค์จักรพรรดินีคือท่านผู้หญิงหลิวนั่นเอง ให้เป็นองค์รัชทายาทแทนได้สำเร็จ ซึ่งพระวรราชชายาโกรธแค้นอย่างยิ่ง เมื่อพบหน้ากันครั้งใดก็จะใช้วาจาเสียดสีกันเสมอๆ ในขณะที่องค์จักรพรรดินีทรงคิดหาวิธีการต่างๆนานาที่จะกำจัดศัตรูหัวใจไปให้ได้อย่างเด็ดขาดนั้น ในที่สุดก็ทรงคิดได้ถึงบูเม่ยเหนียง พระสนมในรัชกาลก่อน ซึ่งปัจจุบันได้ไปบวชชีตลอดชีวิตตามราชประเพณีนั้น บูเม่ยเหนียงได้เคยเป็นที่ทรงปฏิพัทธิ์ในองค์เกาจงมาตั้งแครั้งรัชกาลก่อน เรื่องนี้สมเด็จพระจักรพรรดินีหวาง ก็ทรงทราบดี แต่ทรงคิดว่าจะเพียงแต่ชักนำนางเข้ามาเพื่อดึงความสนพระทัยขององค์จักรพรรดิมาเสียจากพระมเหสีเซียวเท่านั้น พอกำจัดพระมเหสีเซียวไปได้แล้วก็จะค่อยกำจัดบูเม่ยเหนียงทีหลัง จึงไม่ทรงขัดขวางเมื่อพระราชสวามีมีพระราชดำริจะรับบูเม่ยเหนียงเข้าวังในอีกครั้ง คราวนี้บูเม่ยเหนียงไม่ได้เป็นเพียงพระสนมธรรมดาเหมือนในรัชกาลก่อนอีกต่อไปแล้ว แต่ว่าโปรดเกล้าฯให้นางเป็นถึงพระสนมเอกลำดับ 1 (昭宜) จากบรรดาพระสนมเอกของจีนซึ่งมีทั้งหมด 9 นาง นับว่าเป็นที่ 3 ในวังรองจากสมเด็จพระจักรพรรดินี และ พระวรราชชายาทีเดียว พระสนมเอกก็ไม่ทำให้องค์จักรพรรดินีทรงผิดหวัง เพราะว่าหลังจากนั้นไม่นานพระวรราชชายาเซียวก็ถูกองค์จักรพรรดิทรงลืมไปเสียสนิท เมื่อสบโอกาสพระสนมเอกก็ไม่รอช้าที่จะกำจัดองค์จักรพรรดินีออกไปเสียก่อนที่ตนเองจะเป็นฝ่ายถูกกำจัดออกไปแทน เรื่องที่บันทึกไว้มีว่า พระสนมเอกมีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก (ในเศวตฉัตร เพราะทรงประสูติราชโอรสกับองค์จักรพรรดิแล้ว 2 พระองค์ในระหว่างที่จำใจถือเพศบรรพชิต) ปรากฏว่าองค์จักรพรรดินีเสด็จไปทรงเยี่ยมเจ้าหญิงน้อยซึ่งยังพระชนม์ไม่ถึงเดือน นัยว่าเสด็จไปทรงเยี่ยมตามราชประเพณีในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระมารดาเลี้ยงและเพื่อแสดงว่าทรงมีพระมหากรุณาต่อเจ้าหญิงน้อยดุจพระมารดาแท้ๆ แต่สิ่งที่ตามมาร้ายแรงกว่าที่ใครจะคาดคิดได้ ก็คือเจ้าหญิงน้อยได้สิ้นพระชนม์โดยไม่ทราบสาเหตุในวันเดียวกันนั้นเอง ข้อหาว่าองค์จักรพรรดินีว่าเป็นสาเหตุที่พระราชธิดาน้อยสิ้นพระชนม์ในครั้งนี้องค์จักรพรรดินีไม่อาจแก้ตัวใดๆได้เลย เพราะว่าพระนางเป็นผู้ที่อยู่กับเจ้าหญิงน้อยเป็นพระองค์สุดท้ายก่อนที่เจ้าหญิงน้อยจะสิ้นพระชนม์ นับว่าองค์จักรพรรดินีทรงชักศึกเข้าบ้านโดยแท้

 

สมเด็จพระจักรพรรดินีบู (武皇后) (ต่อไปนี้จะขอออกพระนามแต่โดยย่อว่า องค์จักรพรรดินี ) คือพระอิสริยยศใหม่ของพระสนมเอกบู เพราะว่าองค์จักรพรรดิทรงโปรดเกล้าฯให้ถอดพระยศอดีตจักรพรรดินีหวางลงเป็นสามัญชน ให้เรียกว่านางไพร่หวาง (王氏) พระวรราชชายาก็พบว่ามีส่วนรู้เห็นด้วย ก็โปรดให้ถอดยศลงเป็นนางไพร่เซียว (宵氏) แล้วให้กักบริเวณนางทั้ง 2 ไว้ ณ ตำหนักเย็นอันอับชื้นมืดทึบ ภายหลังต่อมาไม่นานองค์จักรพรรดินีก็จัดการให้ทั้งนางไพร่หวาง และนางไพร่เซียว ให้ถูกฆาตกรรมไปอย่างโหดร้ายและเงียบเชียบ นอกจากพระราชโอรส 2 พระองค์โตที่ประสูติก่อนเข้าวังคือหลี่หง ซึ่งได้รับพระกรุณาให้เป็นรัชทายาทแทนเจ้าฟ้าชายหลี่จง องค์รัชทายาทองค์ก่อนที่ถูกปลดจากตำแหน่งพร้อมๆกับพระนางหวางนั่นเอง และหลี่เสียน แล้วองค์จักรพรรดินียังได้ประสูติพระราชโอรสรุ่นเล็กอีก 2 พระองค์คือหลี่เจ๋อ (ภายหลังเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิถังจงจง) และเจ้าฟ้าชายหลี่ต้าน (ภายหลังเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิถังยุ่ยจง) ตลอดระยะเวลาราว 30 ปีที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์จักรพรรดินีในรัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงนั้น แทบจะเรียกได้ว่าองค์จักรพรรดินีบูนี่เองคือผู้ปกครองแผ่นดินอย่างแท้จริง เนื่ององค์จักรพรรดินีเป็นสตรีที่มีความสามารถ และมีสติปัญญาไม่น้อยไปกว่าบุรุษแต่อย่างใด และเมื่อมาเจอกับบุรุษที่อ่อนแอและจิตใจค่อนข้างดีงามเช่นสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงด้วยแล้ว จึงนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง แต่เดิมที่บรรดาเจ้านายฝ่ายในแต่โบราณจะถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน แต่องค์จักรพรรดินีบูกลับทรงเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นองค์จักรพรรดินีพระองค์แรกที่ประทับอยู่หลังม่านเวลาที่พระราชสวามีออกว่าราชการ และองค์จักรพรรดิก็มักจะตรัสถามองค์จักรพรรดินีที่ประทับอยู่หลังม่านเบื้องหลังราชบัลลังก์อยู่ตลอด ทั้งนี้ไม่มีใครเลยที่จะไม่ยอมรับว่าองค์จักรพรรดินีไม่ทรงมีพระปรีชาสามารถ

 

ในช่วงกลางรัชกาลสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงทรงมีพระราชโองการให้ประชาชนออกพระนามพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งสวรรค์ (天皇) ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีบูนั้นให้ออกพระนามในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งสวรรค์ (天后) เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เวลาที่ออกพระนามคู่กันทั้ง 2 พระองค์ ให้ใช้คำว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้ง 2 พระองค์ (二聖) และได้บังคับใช้ดังนี้ไปจนตลอดรัชกาล

 

ในรัชกาลสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงนั้นเกียรติภูมิของราชวงศ์ถังสูงส่งขึ้นกว่าสมัยใดนั่นเพราะกองทัพถังมีชัยเหนืออาณาจักรโกกุเรียว ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือถึงตอนกลางของคาบสมุทรเกาหลี แม้แต่ในรัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จง พระราชบิดาก็ไม่อาจทรงพิชิตได้ แต่สงครามครั้งนี้ก็ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในท้องพระคลังไปมหาศาล ทั้งองค์จักรพรรดินีเองก็ไม่ทรงโปรดทำอะไรเล็กๆ จึงทรงโปรดให้เฉลิมฉลองชัยชนะครั้งนี้โดยการโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ภูเขาไท่ซาน (太山) ภูเขาที่นับถือกันมาแต่โบราณกาลว่าเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในแผ่นดิน จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จักต้องเสด้จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีสักการะสิ่งศักดิสิทธิ์ ณ ภูเขาไท่ซานแห่งนี้ แม้สมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จงเองยังทรงปฏิเสธคำกราบบังคมทูลของเหล่าข้าราชการที่กราบบังคมทูลขอให้เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ถึง 3 ครั้งทีเดียวจึงได้ยอมเสด็จ เพราะทรงตระหนักดีว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในท้องพระคลังอย่างยิ่งนั่นเอง

 

พระราชพิธีในรัชกาลนี้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้ง 2 พระองค์โปรดเกล้าฯให้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพราะโปรดให้เป็นการแสดงอำนาจบารมีของมหาอาณาจักรต้าราชวงศ์ถัง ซึ่งขณะนั้นกำลังเบ่งบานถึงที่สุดให้นานาประเทศได้ประจักษ์ พระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ยิ่งใหญ่มโหฬารจนถึงกับมีนักประวัติศาสตร์ได้จดบันทึกไว้อย่างพิสดาร มีบรรดาทูตานุทูตจากทั้ง 3 อาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลีอีกทั้งประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันตก เอเชียใต้และเอเชียกลางรวมถึงประเทศมุสลิมแถบคาบสมุทรอาหรับต่างก็ส่งผู้แทนของตนมาร่วมถวายพระเกียรติในพระราชพิธีครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง พระราชพิธีนี้เป็นความยิ่งใหญ่มโหฬารที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถังทีเดียว

 

สมเด็จพระจักรพรรดินีบูอาจมีชื่อเสียงว่าเป็นทรราชย์หญิงองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน เป็นผู้ที่โหดร้ายและโหดเหี้ยมผิดไปจากสตรีทั่วไป อย่างไรก็ดีทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มิอาจมองแต่เพียงมุมเดียวแล้วสามารถให้ภาพที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังและผู้ที่ได้ศึกษาพระราชประวัติของพระนางไม่อาจปฏิเสะได้เลยก็คือ พระนางเป็นสตรีที่มีความสามารถอย่างยิ่ง ทรงมีมุมมอง ระบบความคิด (cognitive system) ที่ก้าวล้ำหน้าเกินกว่ายุคสมัยของพระนางเป็นอันมาก คุณูปการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งจากจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทรงกระทำให้แก่ประวัติศาสตร์จีนก็คือทรงเป็นผู้ริเริ่ม (หรือเป็นแรงสำคัญที่สนับสนุน) ให้เกิดระบบสอบคัดเลือก เพื่อเข้ารับราชการขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน จากแต่โบราณมาถึงสมัยพระนางนั้นการเข้ารับราชการจะสงวนไว้ให้เฉพาะบรรดาลูกท่านหลานเธอทั้งสิ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่มีการพัฒนาประเทศ พระนางทรงเริ่มให้มีระบบสอบคัดเลือกขึ้นมาทำให้ราชสำนักได้บุคคลผู้มีความสามารถจากทั่วทั้งแผ่นดินได้เข้ามาสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐ ทำให้อาณาจักรต้าถังเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในยุคนั้นทีเดียว มีการติดต่อค้าขายกับนานาประเทศแม้แต่กับชาติตะวันตกโดยผ่านหลายทางทั้งทางบก (ผ่านเส้นทางสายไหมทางเอเชียกลาง) หรือทางทะเล (ผ่านเส้นทางสายไหมทางทะเลทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) มีบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่ากรุงฉางอัน (长安) ราชธานีของต้าถังในยุคนั้นมีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคนนับเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดของโลกทีเดียว (ในสมัยเดียวกันที่พอจะเทียบได้ก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) นครหลวงแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) เท่านั้นที่มีประชากรมากพอๆกัน ความรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ของต้าถังนั้นนับว่าพระนางเป็นบุคคลสำคัญที่สุดพระองค์หนึ่งที่มิอาจมองข้ามไปได้

 

ช่วงเวลาประมาณ 30 ปีในรัชกาลของสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงนั้นนับว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีบูเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน เพราะว่าสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวงฉางซุน (长勋皇太后) ได้เสด็จสวรรคตไปแล้วตั้งแต่รัชกาลก่อน อดีตจักรพรรดินีหวางก็สวรรคตไปอย่างไร้เกียรติ อำนาจขององค์จักรพรรดินีบูนั้นนับว่าเหนือกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีก ด้วยเหตุที่กล่าวไปแล้วคือองค์จักรพรรดิเองเป็นบุคคลที่ค่อนไปทางอ่อนแอ เมื่อมาเจอกับสตรีที่แข็งแกร่งและล้ำยุคเช่นพระนางด้วยแล้ว ผลก็เป็นอย่างที่น่าจะคาดเดากันได้ไม่ยาก มีบันทึกไว้ว่าช่วงกลางถึงปลายรัชกาลนั้น องค์จักรพรรดินีทรงกำหนดกฎระเบียบใหม่ๆขึ้นมาในราชสำนัก ทำให้องค์จักรพรรดิมิอาจมีพระมเหสีและพระสนมกำนัลอื่นใดได้อีก เพราะองค์จักรพรรดินีทรงให้ยกเลิกเสียโดยอ้างว่าเพื่อให้องค์จักรพรรดิซึ่งทรงเป็นประดุจดังเทพเจ้าในร่างของมนุษย์ ตามความเชื่อโบราณที่ว่าทรงเป็นโอรสสวรรค์ (天子) จึงต้องรักษาพระราชจริยวัตรให้บริสุทธิ์งดงาม ตำแหน่งมเหสีและบรรดาสนมนางในต่างๆถูกเปลี่ยนเป็น" พระนางผู้พิทักษ์คุณธรรมจรรยา "เพราะองค์จักรพรรดินีทรงโปรดปรานในการคิดค้นศัพท์ใหม่ๆด้วยพระองค์เอง โดยมักจะค่อนไปทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้องค์จักรพรรดิจึงไม่ต่างไปจากบรรพชิตหรือนักบวชเท่าไรนัก เพราะแม้แต่องค์จักรพรรดินีเองก็ทรงงานราชการ อาทิ ตรวจฎีกา ตัดสินพระทัยในราชการทั้งปวง ตัดสินความ ฯลฯ จึงไม่ทรงเหลือเวลาถวายงานในฐานะพระมเหสีอีก ภายหลังจึงเกิดความเล่าลือว่าองค์จักรพรรดิทรงพอพระทัยในตัวเฮ่อหลันฮูหยิน พี่สาวแท้ๆของพระจักรพรรดินีบู ที่เข้ามาอยู่ในวังเพื่อถวายการอภิบาลพระนัดดาทั้ง 4 พระองค์ เพราะองค์จักรพรรดินีซึ่งเป็นพระชนนีแท้ๆมิทรงมีเวลาเนื่องจากต้องทรงงานว่าราชการแผ่นดิน (แทนองค์จักรพรรดิ) เฮ่อหลันฮูหยิน ในฐานะพระมาตุจฉาจึงต้องเป็นผู้ถวายการอภิบาลเจ้าชายน้อยๆทั้ง 4 พระองค์ตลอดมา โดยเฉพาะ 2 พระองค์โตคือ เจ้าฟ้าชายหลี่หง และเจ้าฟ้าชายหลี่เสียนนั้น ต่างก็สนิทสนมรักใคร่กับท่านผู้หญิงประดุจพระมารดาแท้ๆทีเดียว ด้วยว่าทั้ง 2 พระองค์ประสูตินอกเศวตฉัตรคือตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระชนนียังประทับอยู่ที่สำนักชีในครั้งนั้นเอง จึงไม่อาจเปิดเผยเรื่องนี้ได้ ท่านผู้หญิงจึงต้องถวายการอภิบาลเจ้าชายน้อยทั้ง 2 พระองค์แทนพระชนนีแท้ๆไปก่อน แม้ภายหลังองค์จักรพรรดินีบูจะเข้าวังแล้ว พระยศขณะนั้นก็ยังเป็นเพียงพระสนมเอก ระยะแรกการชิงดีชิงเด่นกับสมเด็จพระจักรพรรดินีหวาง และพระมเหสีเซียวก็กำลังเข้มข้น พระราชโอรสทั้ง 2 พระองค์อาจมีอันตรายได้ ระยะที่ทั้งสองทรงอยู่ในการอภิบาลของท่านผู้หญิงจึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน จึงก่อให้เกิดความผูกพันที่ลึกซึ้งประดุจพระมารดาแท้ๆนั่นเอง

 

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าองค์จักรพรรดินีทรงตั้งกฏเกณฑ์ใหม่ๆขึ้นหลายประการ ยังผลให้องค์จักรพรรดิทรงตกอยู่ในภาวะที่ไม่ต่างจากนักบวชยิ่งกว่าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรต้าถัง ในพระราชฐานฝ่ายในนั้นสตรีที่พระองค์น่าจะสนิทด้วยได้ง่ายที่สุด น่าจะเป็นเฮ่อหลันฮูหยินนี่เอง เพราะว่าทรงใช้เวลาอยู่กับพระราชโอรสบ่อยๆ (เพราะองค์จักรพรรดินีเอาราชการไปบริหารเองหมดแล้ว) ท่านผู้หญิงซึ่งเป็นพระอภิบาลในพระราชโอรสทั้ง 4 และน่าจะเป็นผู้ที่องค์จักรพรรดินีไม่ทรงระแวงเพราะเป็นพระพี่นางแท้ๆของพระนาง บุคคลทั้งสอง (เฮ่อหลันฮูหยินก็เป็นหม้าย เพราะสามีถึงแก่กรรมตั้งแต่ในรัชกาลก่อนแล้ว) น่าจะเห็นใจกันและกันได้ไม่ยาก ซึ่งจะโทษใครก็ไม่เต็มปากนัก ทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นคำเล่าลือกันทั่วไป แต่ความจริงอย่างเดียวที่ปรากฏในเวลาต่อมาก็คือ เฮ่อหลันฮูหยินถึงแก่อสัญกรรมโดยปัจจุบันทันด่วน พิสูจน์ได้วางท่านถูกวางยาพิษ แน่นอนว่าเสียงเล่าลือก็เป็นไปในทางที่ว่าองค์จักรพรรดินีวางยาพิษฆ่าพี่สาวของตัวเอง แต่นั่นไม่มีอะไรยืนยัน บางกระแสก็ว่าเพราะองค์จักรพรรดิทรงบังคับใจ ท่านผู้หญิงจึงกินยาพิษปลิดชีพตนเอง เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาของกาลเวลาอยู่จนทุกวันนี้

 

ดังที่กล่าวไปแล้วตอนต้นว่าอดีตรัชทายาทคือ เจ้าฟ้าชายหลี่จง ซึ่งเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดินีบูขึ้นครองอำนาจแล้วจึงถูกถอดออกจากตำแหน่งรัชทายาท เจ้าฟ้าชายหลี่หง พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่ประสูติแต่สมเด็จพระจักรพรรดินีบูจึงได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทสืบต่อมา เจ้าฟ้าชายหลี่หงตามบันทึกกล่าวไว้ว่าเปนผู้ที่มีความสามารถอย่างยิ่งพระองค์หนึ่ง ถ้าได้ทรงขึ้นครองบัลลังก์ราชวงศ์ถังน่าจะรุ่งเรืองยิ่งกว่าที่เป็นอีกหลายเท่า แต่ความขัดแย้งกับพระชนนีนั้นมีอยู่มาก เพราะองค์ชายก็มีความคิดเช่นเดียวกับคนอื่นในยุคสมัยเดียวกันว่าพระชนนีเป็นเพียงสตรี ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราชการแผ่นดินมากนัก แต่สำหรับองค์พระชนนีซึ่งแทบจะทรงว่าราชการแทนองค์จักรพรรดิทั้งหมดอยู่แล้วนั้น องค์รัชทายาทยิ่งมิอาจทนได้ จึงทรงกราบทูลพระราชบิดาว่าจะวางแผนยึดอำนาจจากพระชนนี โดยออกพระราชโองการองค์จักรพรรดิว่าองค์จักรพรรดินีใส่ร้ายอดีตจักรพรรดินีหวาง และให้คืนศักดิ์ฐานะแด่อดีตจักรพรรดินีหวางและอดีตพระมเหสีเซียวผู้ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย

 

ทว่าองค์จักรพรรดินีทรงล่วงรู้เสียก่อน ภายหลังความจริงอย่างเดียวที่ปรากฏคือ องค์รัชทายาทเสด็จทิวงคตโดยปัจจุบันทันด่วนโดยทรงถูกวางยาพิษ (เรื่องอื่นก่อนหน้าเป็นเพียงคำเล่าลือ) หลี่เสียนพระราชโอรสองค์ถัดมาจึงได้เป็นรัชทายาทสีบแทน เจ้าชายองค์นี้เป็นผู้ที่มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าพระเชษฐาธิราชเลยแม้แต่น้อย แต่พระองค์นี้จะมีผลงานโดดเด่นในด้านอักษรศาสตร์ คือได้ทรงพระราชนิพนธ์พระราชพงศาวดารตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่ยังคงได้รับการยอมรับจากวงการประวัติศาสตร์จีนในปัจจุบันว่ามีความน่าเชื่อถืออ้างอิงได้มากที่สุดฉบับหบึ่งทีเดียว นับว่าทรงเป็นปราชญ์ก็ว่าได้ แต่จุดจบของพระองค์ก็ไม่ต่างจากพระเชษฐาเท่าไรนัก เรื่องของเรื่องที่ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็คือ ในเวลาต่อมา หมิงสงเอี๋ยน หมอดูคนโปรดซึ่งเป็นพระสหายที่ร่วมต่อสู้ในเกมช่วงชิงอำนาจ และเป็นกำลังสำคัญให้บูเม่ยเหนียงขึ้นมากุมอำนาจทั้งหมดของอาณาจักรในทุกวันนี้ได้ในฐานะองค์จักรพรรดินี ถูกฆ่าตาย ทหารไปค้นเจออาวุธจำนวนมากในวังขององค์รัชทายาท จึงมีพระราชโองการว่าองค์รัชทายาทคิดจะก่อการกบฎ ให้ถอดออกจากตำแหน่งรัชทายาทลงเป็นสามัญชน แล้วเนรเทศไปถึงนครเฉิงตู ดินแดนเสฉวนอันห่างไกล ภายหลังหลี่เสียนทรงกระทำอัตวินิบาตกรรมตัวเองโดยการผูกคอตายที่นครเฉิงตูนั้นเอง เสียงเล่าลือก็ดังขึ้นมาอีกว่าองค์จักรพรรดินีนั่นเองที่พระราชทานแพรขาวไปให้พระราชโอรสเพื่อบีบบังคับให้ผูกคอตายเอง แล้วแต่ว่าใครจะเชื่อหรือคิดอย่างไร เรามาติดตามเรื่องราวกันต่อไปดีกว่าครับ

 

ก่อนหน้านั้นพระนางทรงสละราชสมบัติพระราชทานคืนให้แก่พระโอรส และรื้อฟื้นราชวงศ์ถัง ขึ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงประกาศนิรโทษกรรมให้แก่ ฮองเฮาหวัง พระมเหสีองค์ก่อนของถังเกาจง ซึ่งถูกพระนางใส่ร้ายจนถูกสำเร็จโทษ นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชโองการให้ลบพระปรมาภิไธยของพระนางออกจากรายพระนามฮ่องเต้เสีย ให้คงไว้แต่ว่าพระองค์เป็นฮองเฮาในฮ่องเต้ถังเกาจงเท่านั้น หลังจากพระนางสวรรคตแล้ว พระบรมศพถูกฝังไว้ร่วมกับ ถังเกาจง พระสวามี ณ สุสานหลวงเฉียงหลิงมณฑลส่านซีภาคตะวันตกของจีน และได้สร้างศิลาจารึกไร้อักษรไว้หน้าสุสานด้วย ศิลาจารึกไร้อักษรนี้มีชื่อเสียงดังอุโฆษไปทั่วโลก เพราะว่าความสำเร็จความล้มเหลวและความผิดถูกดีเลวของจักรพรรดินีพระองค์นี้ไม่จำต้องจารึกไว้เป็นตัวอักษร หากแต่ให้ชนรุ่นหลังพิจารณาเองเอง

 

มีกลอนบทหนึ่งซึ่งแต่งไว้ให้แก่ฮ่องเต้หญิงพระองค์นี้ ได้มีการแปลเป็นไทยได้ความว่า

 

นับเป็นบุญ ช่วยหนุนนำ หรือกรรมซัด

 

สวรรค์จัด ให้กำเนิด เกิดใต้ฟ้า

 

ฤๅนรก บีฑาคน ดลเธอมา

 

ลงเป็นข้า ในพระองค์ ถังไท่จง

 

เป็นสตรี ถือดีมา กว่าหญิงอื่น

 

กล้าหยัดยืน ฝืนชะตา ที่ฟ้าส่ง

 

ขอลิขิต ขีดเส้นทาง อย่างทะนง

 

เป็นนางหงส์ คงเคียงคู่ หมู่มังกร

 

ใครกำหนด กดสตรี มิแจ้งเกิด

 

บุรุษเลิศ ประเสริฐล้ำ นำหน้าก่อน

 

ส่วนนารี สิอยู่หลัง ดังขั้นตอน

 

คือคำสอน กลอนโบราณ สานสืบมา

 

เปลี่ยนแนวคิด ขีดเส้นใต้ ให้คำใหม่

 

ขอก้าวไกล ไปเป็นหนึ่ง ซึ่งเหนือหล้า

 

เป็นฮ่องเต้ ยอดหญิงเหล็ก เสกบัญชา

 

ฤทธิ์เทียมฟ้า นางพญา บูเช็กเทียน

 

โดย JeabJeab-Mango

 

กลับไปที่ www.oknation.net