วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อำเภอทรายทองวัฒนา (Amphoe Sai Thong Watthana)


จังหวัดกำแพงเพชร (Kamphaengphet)

อำเภอทรายทองวัฒนา (Amphoe Sai Thong Watthana)

 

กระพี้จั่น พันธุ์ไม้ดี ไหมมัดหมี่งามวิไล

ระบือไกลเป่าแก้ว เพริศแพร้วเบญจรงค์

 

 

 

ประวัติความเป็นมาของอำเภอทรายทองวัฒนา :

เดิมอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอคลองขลุง ได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2535 และยกฐานะเป็นอำเภอทรายทองวัฒนา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2540

ที่ตั้งและอาณาเขต :

อำเภอทรายทองวัฒนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ             ติดต่อกับ อำเภอไทรงาม

ทิศตะวันออก       ติดต่อกับ อำเภอบึงสามัคคี

ทิศใต้                ติดต่อกับ อำเภอบึงสามัคคี และ อำเภอคลองขลุง

ทิศตะวันตก         ติดต่อกับ อำเภอคลองขลุง

พื้นที่ :  202.226 ตารางกิโลเมตร

ประชากร :  23,552 คน (พ.ศ.2557)

ความหนาแน่น :  116.46 คน / ตารางกิโลเมตร

การปกครองส่วนภูมิภาค : อำเภอทรายทองวัฒนา แบ่งพื้นที่การปกครองตามพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ออกเป็น 3 ตำบล 43 หมู่บ้าน

ที่ตั้ง : ที่ว่าการอำเภอทรายทองวัฒนา หมู่ที่ 15 ตำบลทุ่งทราย อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร 62190 

โทรศัพท์ : 055-732026  โทรสาร : 055-732026  

ลักษณะอากาศ :

ภูมิอากาศโดยทั่วไป มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว

อื่นๆ :

สภาพเศรษฐกิจ

1.อาชีพหลัก ได้แก่ ทำนา ทำไร่ ทำสวน

2.อาชีพเสริม ได้แก่ เป่าแก้ว, การทำสารสกัดจากสมุนไพร, ทำผ้าฝ้าย, ทำเครื่องเบ็ญจรงค์, ทำกล้วยอบเนย, ทำกระยาสารท, ทำผลิตภัณฑ์ศิลปประดิษฐ์จากแป้ง, ทำข้าวซ้อมมือ

3.จำนวนธนาคาร มี 1 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

การเกษตรกรรม

1.ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อย มันสำปะหลัง

2.ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำกงจีน, คลองตากแดด, คลองปลารา, คลองเวทนา

 

สถานที่ที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอทรายทองวัฒนา

ทุ่งขอม (Thung Khom)

บ้านทุ่งทราย อำเภอทรายทองวัฒนา มีตำนานอันมหัศจรรย์และเหลือเชื่อ ชาวบ้านเรียกกันว่า ทุ่งขอม เมืองลับแลแห่งทรายทองวัฒนา องค์ประกอบของทุ่งขอม ประกอบด้วยสระ สี่เหลี่ยม ประตูทางเข้าทุ่งขอม ชาวบ้านที่อพยพมาจากจังหวัดอ่างทอง ชัยนาทและภาคอีสานเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2490 เชื่อว่าเป็นสระโบราณที่หล่อเลี้ยงทุ่งขอม ให้วัฒนาถาวรขึ้นมาเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ในสมัยสมัยโบราณ มีผู้เห็นลำแสงประหลาดแสงนวลสว่างจากสระสี่เหลี่ยม ลอยไปสู่บริเวณสระคล้าซึ่งปัจจุบันคือวัดใหม่ทรายทองพัฒนา หรือวัดสระคล้าวนารามในอดีต

        นายวัง พิลึก อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทุ่งทราย อายุ 77 ปี เล่าให้ฟังว่า ได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณทุ่งขอม ได้ขุดพบถ้วยชาม พระเครื่อง พระบูชา ของใช้ของคนโบราณ อาวุธ เช่น ดาบ กระบี่ ง้าว จำนวนมาก มีเครื่องบดยา พิมพ์พระ วัตถุโบราณจะอยู่ลึกประมาณ 1 เมตร ลักษณะการขุดพบเป็นลักษณะของกรุ พระโดยทั่วไป ที่เรียกกันว่า เมืองลับแล บริเวณสระสี่เหลียมและทุ่งขอม ประชาชนอพยพพากันมาหักร้างถางพง ในช่วงวันโกนและวันพระสิ่งที่พวกท่านเหล่านั้นพบเห็นและเล่าเป็นเสียงเดียวกันคือ คือความมหัศจรรย์ ที่ได้ยินเสียงตำน้ำพริก ที่แว่วมาตามสายลม กลิ่นหอมของอาหาร ได้ยินเสียงเครื่องดนตรี วงมโหรี สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่า มันคืออะไร แต่ทุกคนเชื่อกันว่า เป็นวิถีชีวิตของชาวลับแล ซึ่งอาจอยู่อีกมิติหนึ่งเขากำลังประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของเขา

         บริเวณสระสี่เหลี่ยมและทุ่งขอมในอดีตเต็ม ไปด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์นานาชนิด เช่น เสือ ช้าง เก้ง กวาง พออาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ไม่มีใครกล้าลงจากบ้าน ทุกครั้งที่ไปขุดแต่งพื้นที่บริเวณทุ่งขอมและสระสี่เหลี่ยม เพื่อทำกิน จะพบของโบราณเสมอ ชาวบ้านเชื่อกันว่าดินแดนแห่งนี้ มีชุมชนโบราณอาศัยอยู่ มีอารยธรรมที่รุ่งเรือง มีการสืบทอดวัฒนธรรมมาหลายชั่วคน เรียกดินแดนแห่งนี้กันว่าทุ่งขอม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของขอมโบราณ

           นายอำเภอทรายทองวัฒนา นายประสาท บุตรดา เกรงว่าความทรงจำเหล่านี้ จะลบเลือนและหายไป พร้อมกับการล้มหายตายจากของผู้ใหญ่รุ่นแรก ที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่ทุ่งขอม จึงรวบรวมนักปราชญ์ ผู้สูงอายุ ในชุมชน เล่าตำนานย้อนหลัง เพื่อจดบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ.2547 ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอทรายทองวัฒนา อันประกอบด้วยนายอำเภอประสาท บุตรดา ประธานในการสัมมนา นายปรารภ คันธวัน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร นายวัง พิลึก อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อายุ 77 ปี นายระเบียบ ดวงมาลา อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อายุ 71 ปี นายเสมอ นาคเมือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 17 อายุ 36 ปี นายมนตรี อ่อนสิงห์ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งทรายนายวิโรจน์ แสงหิรัญวัฒนาปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งทราย นายเอกชัย สีดำ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 พระจำลอง แสงอรุณ อดีตผู้ใหญ่บ้าน อายุ 67 ปี พระสอิ้ง เกศวงษ์ อายุ 64 ปี แห่งวัดอู่สำเภา นายศิริวัฒน์ ขาวผิว ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทรายทองวัฒนา นางสาวบุศกร กฤษณัมพก นายจักพรรดิ์ ร้องเสียง ผู้สื่อข่าวทิพย์เคเบิลทีวี และอาจารย์จันทินี อภัยราช อาจารย์ 3 ระดับ 8 โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ร่วมอภิปรายสืบค้น มีอาจารย์สันติ อภัยราช ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น ร่วมเป็นที่ปรึกษา และป้อนคำถามหลังจาก และบันทึกภาพจากสถานที่จริง

           เมื่อได้ฟังข้อมูลทั้งหมด และชมจากสถานที่ จริงแล้วเชื่อได้ว่า ทุ่งขอม เป็นชุมชนโบราณจริง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 –18 หลักฐานจากวัตถุโบราณที่ค้นพบ จำนวนมากมาย ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวขอม ไม่มีหลักฐานทางสิ่งก่อสร้างให้เห็นอย่างชัดเจนเพราะ ถูกทำลาย ไปหมดสิ้น เมื่อสันนิษฐานจากสระที่อยู่บริเวณทางเข้าทุ่งขอม มีสระโบราณขนาดใหญ่ ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต นับถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมเจริญรุดหน้า อายุราวนครไตรตรึงษ์ เมืองเทพนคร หรือ คลองเมืองแต่ไม่มีหลักฐานการสร้างบ้านแปงเมือง ไม่มีคูน้ำและคันดิน อาจเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ และเจริญอยู่ชั่วระยะหนึ่ง การอพยพจากไป คงจะไปอย่าง เร่งด่วน เพราะทิ้ง โบราณวัตถุไว้เป็นจำนวนมาก

 

หมู่บ้านไม้ประดับวังน้ำแดงใต้

(Wang Nam Dang Tai ornamental plants village)

หมู่ 14 บ้านวังน้ำแดงใต้ ตำบลทุ่งทราย อำเภอทรายทองวัฒนา เป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายพันธุ์ไม้ประดับนานาชาติทั้งไม้ไทยและไม้ป่าหายาก ซึ่งเกษตรกรในหมู่บ้านเป็นผู้ผลิตเป็นอาชีพเสริม นอกจากนี้ยังมีบริการปลูกและจัดส่งถึงบ้าน พันธุ์ไม้ประดับที่ผลิต เช่น ต้นปีบ พญาสัตบรรณ พุดซ้อน ยี่หุบ มณฑา มิกกี้เม้าท์ ชาดัด ชาช่อ โพธิ์แดง ทองหลางด่าง ปาล์มต่าง ๆ แก้ว การะเกด จั๋ง สน มังกร ลั่นทม ชวนชม ประดู่ และกิ่งอ่อน เป็นต้น

 

กลุ่มเขียนลายเบญจรงค์ (Group painted Benjarong)

อยู่ที่ บ้านทุ่งตากแดด หมู่ 5 ตำบลทุ่งทราย อำเภอทรายทองวัฒนา เครื่องถ้วยเบญจรงค์เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทย ที่มีความงามและทรงคุณค่ามาแต่อดีต ได้ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ความนิยมเริ่มมาแพร่หลายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากมีความต้องการใช้เครื่องถ้วยชามเคลือบเป็นจำนวนมาก เครื่องถ้วยเบญจรงค์ใช้แม่สีหลักในการลงลวดลายห้าสีคือ สีดำ สีขาว สีเหลือง สีแดง และสีเขียว (คราม) ในระยะแรกให้ช่างชาวจีนลงสีโดยเขียนลายลงไปให้ ต่อมาเมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องมาตั้งเตาและทำเครื่องถ้วยเบญจรงค์เอง แต่ระยะหลังความนิยมเริ่มลดน้อยลงเพราะราคาแพงและหายาก

 

กลุ่มหัตถกรรมเป่าแก้วบ้านโนนจั่น

(Group Craft of glass blowing Ban Non Chan)

 

ตั้งอยู่ที่ 32 บ้านโนนจั่น หมู่ 1 ตำบลทุ่งทอง อำเภอทรายทองวัฒนา เริ่มจากนายณรงค์ แสงอะโน ราษฎรบ้านโนนจั่นได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯและได้ศึกษาหนังสือเกี่ยวกับวิธีการเป่าแก้วที่ได้มาจากญาติ ที่ทำงานอยู่สถาบันวิจัยแห่งชาติ แผนกแก้วเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นได้ทำการทดลองทำ ดัดแปลงเป่าเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เริ่มมีความชำนาญ จึงได้เปิดร้านเพื่อผลิตและจำหน่ายอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ไม่เป็นที่นิยม ต่อมาเมื่อสมรส จึงพาครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้านโนนจั่น หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งทอง อำเภอทรายทองวัฒนา และได้ชักชวนชาวบ้านมาฝึกหัดเป่าแก้ว โดยไม่คิดค่าฝึกสอนแต่ประการใด เมื่อชาวบ้านที่เรียนเกิดทักษะ ความชำนาญ ก็ซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่มีความจำเป็น ไปทำการเป่าแก้วที่บ้านของตนเอง จากนั้นได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ และทางกลุ่มจดทะเบียนเมื่อ ปี 2541สมาชิกจะทำการผลิตที่บ้านตนเอง ซึ่งในปัจจุบันทางกลุ่มมีเตาสำหรับเป่าแก้ว ประมาณ 70-80 เตา และรวมกันจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้า โดยผลกำไรของศูนย์จะนำเข้ากลุ่ม แล้วจะมีเงินปันผลให้ ติดต่อสอบถาม คุณณรงค์ แสงอะโน

โทร. 081-3613591, 055-732203   e-mail : glassman_50@hotmail.com

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง

โดย ไกด์พงษ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net