วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สงครามกลางเมือง และเรื่องคนไร้ค่าในปารีส


"

"

"
"

"

"
"
"
"
"
"
"

"

"

ฉันเร่งฝีเท้าตามกลุ่มคนที่ค่อนข้างแออัด ไต่บันไดที่ทอดยาวหลายสิบเมตรลดระดับลงไปในอุโมงค์ อันเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือที่เรียกว่า เมโทร  แสงไฟฟ้าสาดจ้าอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืน เวลาที่เปลี่ยนผันแทบจะไร้ความหมาย จะรู้ได้ถึงการเปลี่ยนผ่านของวันและเวลา ก็ด้วยความเย็นเยียบของค่ำคืนที่สายลมพัดพามา จากช่องทางที่รถไฟแล่น โลกใต้ดินแห่งนี้หากขาดแสงประดิษฐ์นั้นแล้ว ความวังเวงหวาดหวั่นคงคุกคามหัวใจคนที่อาศัยอยู่จนจวนคลั่ง

เวลาขณะนั้นสายมากแล้ว ถุงนอนหนาสภาพเก่าครึสองกอง ยังคงนิ่งสนิทอยู่บนพื้นชานชลา  เสียงจอแจของผู้คน และเสียงครืนครามของรถไฟหาได้ทำให้สิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นเคลื่อนไหวไม่ ฉันรู้ว่านั่นคือร่างของคน ใครๆก็รู้ เช่นเดียวกัน บางทีอาจมีเพียงตำรวจแห่งเมืองปารีสเท่านั้น ที่ไม่อยากรับรู้

จากสถานีรถไฟใต้ดินโทลเบี๊ยก เขต 13 กว่าฉันจะทะลุขึ้นบนดินที่เขต 1 เพื่อจะไปดูบ้านเมืองรวงร้านอันหรูเริ่ด แถวๆโรงแรมริตซ์  และเดินเลาะเรื่อยๆเพื่อไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ระหว่างนั้นฉันต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานี Chatelet ที่นี่เองที่ฉันเห็นคนนอนหลับอุตุท่ามกลางความเร่งรีบวุ่นวายของคนอื่นๆ จึงได้รู้ว่าหลุมหลบภัยของคนจรหมอนหมิ่นที่ดีที่สุดคือสถานีรถไฟใต้ดิน เพราะไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก เขาก็ไม่เดือดร้อน แม้จะหนาวอยู่บ้างเพราะไม่มีฮีตเตอร์ ก็ยังดีกว่านอนหลบลมที่มุมตึก และยิ่งในฤดูร้อนที่แบบนี้น่าจะสบายที่สุด

จากที่นั่น เมื่อมาถึงสถานี musee du louvre ทันทีที่ไต่บันไดขึ้นมาจนเท้าแตะพื้นถนนและสบตากับแสงสว่างของดวงอาทิตย์

“คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม” หญิงสาวร่างเล็กผิวขาว หน้าตาคมขำ แต่เนื้อตัวมอมแมม รี่เข้ามาถามฉัน เธอคงไม่ใช่คนฝรั่งเศส หน้าตาท่าทางเครื่องแต่งตัวคล้ายๆชาวยิบซี มีผ้าโพกผมหลวมๆ นุ่งกระโปรงยาวกรอมเท้า ฉันพยักหน้า “ใช่ ฉันพูดภาษาอังกฤษ”

เธอยื่นกระดาษให้ฉัน กระดาษสีขาวยับย่นแผ่นนั้นมีลายมือยุกยิกเป็นภาษาอังกฤษ บอกว่าเธอชื่ออะไร  มาจากประเทศไหน และทำไมจึงต้องมา และขอความกรุณาช่วยบริจาคเงินเล็กๆน้อยๆให้เธอด้วย ฉันไม่ทันจะตัดสินใจอย่างไร เพื่อนที่มาด้วยรีบเอาส่งคืนให้เธอไป แล้วดึงมือฉันให้เดินห่างออกมา เพียงไม่กี่ก้าวฉันได้พบกับคนที่มีหน้าตาและพฤติกรรมคล้ายเธอคนนั้นอีกหลายคน พวกเขาเกร่ทำมาหากินอยู่ในย่านคนมีเงินเดินจับจ่ายซื้อของ

“ระวังพวกยิบซี อยู่ห่างๆเอาไว้เป็นดี” เสียงเตือนของเพื่อน มีรายละเอียดมากมาย ฉันต้องระวังตัวเพราะฉันเองก็ไม่อาจพลาดพลั้งเสียทีใครได้เช่นเดียวกัน มิฉะนั้นอาจต้องเดินอยู่ข้างถนน เทียวถามใครต่อใครว่า “คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า” เหมือนคนเหล่านั้น

วันนั้น ฉันพบกับคนขอทานหลายแบบ บางคนมีหมามีแมวมาเป็นเครื่องช่วยขอเงิน สัตว์แต่ละตัวมักจะนอนซุกนิ่งอยู่ในตะกร้าที่มีผ้าบุนุ่มหนา หรือนั่งนิ่งๆข้างเจ้าของก็พอมี พวกเขาใช้พื้นที่บนฟุตบาทหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เป็นที่ทำมาหากิน ในท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นสายฝนโปรยปราย อุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส

เรื่องขอทานทำนองนี้ ฉันเห็นแต่ละคนจะมีป้ายเขียนบอกอะไรไว้ คล้ายๆขอความอนุเคราะห์สัตว์กระมัง (เดาเอาเพราะอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก)  ถ้าใช่ ก็นับว่าเป็นการเลี่ยงบาลีชนิดหนึ่ง เนื่องจากคนฝรั่งเศสชอบเลี้ยงสัตว์เป็นที่สุด ทั้งผู้ชายผู้หญิงล้วนแต่มีสุนัขคู่ใจ เดินจูงกันไปตามถนน อุ้มกันไปตามอาคารร้านค้าอย่างเสรี บางครั้งฉันเห็นชายหนุ่มจูงหมาตัวเล็กๆเดินเล่น มีสามหนุ่มมีสุนัขเดินตามหลังต้อยๆ ข้างถนนไม่มีเชือกจูงด้วยซ้ำ  อ้อ...ที่แปลกใจอีกอย่างหนึ่ง ครั้งหนึ่ง ที่สถานีรถไฟใต้ดิน  มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ถัดไปบนเก้าอี้อีกตัวมีกระต่ายอ้วนตุ้ยนั่งหมอบอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ทำให้แปลกใจว่าทำไมมนุษย์เมืองนี้จึงรักสัตว์กันนัก ไม่มีหมาจรจัดให้เห็น และไม่น่าจะมีด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างสองอย่างที่เป็นเหตุผลที่ดี (ต่อชีวิตคนและสัตว์)

การพบกับคนจรจัดหลากหลายประเภท ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก ไม่กล้าสบพวกเขา คล้ายๆฉันเป็นฝ่ายผิดเสียเอง ผิดที่มีชีวิตดีกว่าเขา แม้จะแค่นิดหน่อยก็ตามที

และในตอนค่ำ เมื่อฉันเดินทางกลับที่พัก ณ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Chatelet ฉันต้องลงบันไดมาขึ้นรถที่ฝั่งตรงข้ามกับเมื่อเช้า  ในระยะที่ห่างจากฟากโน้นราว 20 เมตร ฉันเห็นชายสองคนนั้นลุกขึ้นนั่งใกล้ๆกัน คนหนึ่งค่อยๆบิขนมปังบาแกตใส่ปาก แล้วเคี้ยวอย่างช้าๆ แววตาเลื่อนลอย อีกคนหนึ่ง ในมือมีขวดน้ำเล็กๆ เขาค่อยยกมันขึ้นจิบทีละนิด ฉันรีบหลบสายตา กลัวว่าความรู้สึกที่มีอยู่จะไปกระทบสายตาของเขาเข้า แม้จะอยู่ ไกลกันเกินจะพูดคุยก็ตาม

ยังมีภาพคนไร้บ้าน คนขอทาน ที่พบตามถนนหนทางอีกหลายราย ทั้งที่เป็นผู้หญิงผิวขาว นั่งนิ่งๆก้มหน้าในมือถือถ้วยกาแฟกระดาษ หน้าร้านค้า ตามทางเดินแคบๆ ที่สถานีรถไฟ หรือที่เป็นผู้ชายที่นอนในซอกตึก หลบลมหลบฝนกันเป็นกลุ่ม บางรายนอนข้างฟุตบาท มีเครื่องนอนครบครัน ในวันที่ไม่มีฝน ท่าทางไม่ต้องระแวดระวังใคร แต่ฉันยังสะท้อนสะท้านใจอยู่ดี เพราะฉันไม่เคยเห็นใครในเมืองนี้หย่อนเศษเงินให้กับคนขอทานเหล่านี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกคนพากันเดินเลี่ยง เมินมอง ทำเหมือนไม่ชีวิตอื่นอยู่ตรงนั้น

นึกได้ว่าเมื่อสามปีที่แล้ว มีข่าวเรื่องการทลายค่ายผู้อพยพที่เรียกว่า “จังเกิลแคมป์” ที่บริเวณชายทะเลทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ที่มีผู้อพยพลี้ภัยสงครามในประเทศ เช่น จากประเทศอิรัก ประเทศอัฟกานิสถาน และอื่นๆ มารวมตัวกันหลายร้อยคน เพื่อหาทางไปต่อยังประเทศอื่น โดยเฉพาะอังกฤษ หรือเพื่อเข้ามาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส จนเป็นที่กล่าวตำหนิของนักสิทธิมนุษยชน แต่ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าค่ายนี้ ที่แท้แล้วเป็นค่ายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการค้ามนุษย์

งครามกลางเมืองและกระบวนการค้ามนุษย์ เป็นคู่แฝดที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ในโลกปัจจุบัน ที่รัฐบาลของทุกประเทศพึงตระหนัก เพราะมนุษย์ตัวเล็กๆ ในฐานะประชาชนธรรมดา ที่ไม่ได้ร่วมก่อสงคราม และยิ่งหดหู่สิ้นหวังเมื่อรู้ชัดว่าตนไม่สามารถช่วยระงับสงครามได้เช่นเดียวกัน

ความรู้สึกของฉัน ต่อการเผาบ้านเผาเมืองในกรุงเทพฯ ไม่อาจเทียบได้กับความรู้สึกของเธอ .....ยิบซีสาวคนนั้น  

ฉันรู้ซึ้งถึงพิษภัยของสงครามกลางเมือง เมื่อประสพด้วยตัวเองในวันนี้

ความรุนแรงสงบลงแล้ว ฉันยังมีความหวัง หวังว่าชีวิตฉันจะดำเนินต่อไปอย่างปกติสุข

แต่สำหรับเธอคนนั้น...เธอจะอยู่อย่างไร ในประเทศที่ไม่ต้องการเธอ


 เธอจะกลับไปบ้านเธอได้หรือไม่ เพราะที่ที่เธอจากมาคือ "เชชเนีย" ดินแดนแห่งสงครามกลางเมือง ที่ไม่รู้วันจบสิ้น 

 



"
"

"
"

"
"
"
"

"


"
"
"
"




โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net