วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แก่นพระพุทธศาสนา เรื่องที่เราต้องเข้าให้ถึงแก่น


   ในโลกของพระพุทธศานานั้น การศึกษาถึงแก่นแท้และพระธรรมคำสั่งสอน ต้องกระทำไปพร้อมๆกัน เพราะนั่นหมายถึงการเสาะแสวงหาด้วยจิตใจที่เหนือกว่าการแสวงหาความจริงด้วยภาษาและตัวอักษร

    ว่ากันว่า ศาสนาพุทธนั้นเป็นศานสนาที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติได้มากที่สุด เพราะเป็นศาสนาที่เน้นด้านการหลอมรวมกันระหว่างความจริงของชีวิต ธรรมชาติ และจิตใจของคน เข้าไว้ด้วยกัน ปรัชญาของศาสนาก็เช่นกัน เป็นปรัชญาที่ง่ายต่อการเข้าใจและปฏิบัติ แต่ก็ยากแท้หยั่งถึงสำหรับผู้ที่ตัดขาดจากสังคมวัตถุหรือโลกธรรมวัตถุไม่ได้เช่นกัน

    ความที่ผมเขียนนี้ อาจดูเหมือนกับว่ามีความคิดด้านอคติต่อบุคคลที่ดำรงตนอยู่ในศาสนาหรือสถานะอื่น ที่ต่างจากตัวผมไปหรือบุคคลที่มีความคิดต่างจากผม ตรงนี้ผมต้องขอออกตัวไปก่อนนะครับว่า กระผมไม่เคยแม้แต่จะคิดเช่นนั้น  ผมเคารพในความคิด ความเชื่อ และการตัดสินใจของทุกท่านครับ เพียงแต่ต้องการเสนอแนวความคิดที่สื่อถึงความเป็นพุทธตามพุทธโอวาทเท่านั้นเองครับ

    แก่นแท้ของพระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ความจริงมีเพียงแก่นธรรมอยู่เพียงแก่นเดียวครับ แม้ว่าศาสนาพุทธจะมีอีกหนึ่งนิกายคือ นิกายมหายาน ซึ่งทางนิกายมหายานนั้น จะเน้นที่การเชื่อว่า มีการดำรงอยู่ของอัตตา แต่แก่นแท้ซึ่งก็คือเถรวาท หรือที่เรียกว่า เป็นนิกายที่ถือแบบมาจากพระโอษฐ์ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เชื่อว่า อัตตานั้นมีและไม่มีตัวตน เช่นเดียวกับอากาศ หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในโลกนี้ ขอขยายความให้ชัดเจนก็คือ สิ่งต่างๆ ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตในโลกนี้ล้วนเกิดมาจากการหลอมรวมกันขึ้นมาของสิ่งเล็ก สิ่งน้อยต่างที่มีสภาพไม่คงที่ ดังนั้น พระพุทธองค์จึงกล่าวว่า ในโลกนี้อัตตาย่อมมีและไม่มีในเวลาเดียวกัน 

    แล้วจะอธิบายให้เข้าใจสภาวะของอัตตานี้ได้อย่างไร คำถามนี้ย่อมสื่อให้เข้าใจโดยการคิดพิจารณาความเป็นธรรมดาของธรรมชาติให้ลึกซึ้ง นั่นคือ ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจด้วยภาษาหรืออักษรได้ แต่สามารถอธิบายได้จากความเข้าใจความรู้สึกถึงจิตใจ ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ว่า" การสงบปากนิ่ง คือการอธิบายถึงพระบรมธรรมและนิพพานที่ชัดแจ้ง โดยไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด " หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ  สภาวะนิพพานนั้นไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดหรืออักษร เว้นแต่ผู้ที่ปฏิบัติให้ถึงได้ด้วยแล้วเท่านั้นจะซึมซับได้ถึงสภาวะนั้น  ก็คือ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงอธิบายเรื่องสภาวะของได้ไม่ละเอียดเท่ากับให้สาวกได้ลงมือปฏิบัติเอง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายได้เฉพาะวิธีและขั้นตอนในการปฏิบัติ ส่วนสาวกจะเข้าถึงได้สำเร็จหรือไม่นั้น สาวกผู้ปฏิบัติย่อมรู้และเข้าใจในสภาวะนั้นด้วยตนเอง

    หากท่านสงสัยด้วยว่า "อัตตา" นี้ ทำไมเข้าใจยากจริงหนอ เดี๋ยวผมก็เขียนว่า มีและไม่มี ดำรงตนและไม่ดำรงตนอยู่ ในเวลาเดียวกัน เช่นนี้แล้ว ทำไมต้องเขียนให้สับสน ทำไมไม่เขียนให้เข้าใจให้กระจ่างชัดไปเลย

   คือ อยากให้ลองคิดตามดู อย่างในหัวข้อกระทู้ธรรมมิลินทปัญหา มีอยู่กระทู้ธรรมหนึ่งที่พระนาคเสนทรงตอบความของพระเจ้ามิลิน ถึงการมีตัวตนของท่านว่า ด้วยในทางบรรดาเพื่อนพรมจรรย์ทรงเรียกท่านว่า นาคเสน แต่ในทางปรมัตถ์นั้น ท่านไร้ซึ่งตัวตน วิสัชนานี้ เป็นข้อที่สร้างความสงสัยให้กับพระเจ้ามิลินมาก เนื่องจากว่า พระนาคเสนท่านตอบคำถามแบบแสดงถึงความเป็นอัตตาหรือตัวตนนั่นเอง

      โดยธรรมที่พระนาคเสนวิสัชนาไปนั้น เป็นการอธิบายธรรมถึงสภาวะของอัตตา คือ ที่ท่านตอบว่า เพื่อนพรมจรรย์เรียกท่านว่า นาคเสน ก็คือ เป็นการกล่าวเรียกชื่อท่าน เพื่อให้เข้าใจและเป็นที่จดจำว่า ท่านชื่อนาคเสน มีตัวตนเช่นนี้ มีหน้าตาเช่นนี้ และมีลักษณะท่าทาง การพูด และการกระทำเช่นนี้ ( หรือที่เรียกว่า ขันธ์ห้า นั่นเอง ซึ่งประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ) แต่ในทางปรมัตถ์นั้น ท่านกล่าวว่า ไร้ซึ่งตัวตน นั่นคือ ร่างกายท่านประกอบมาจากเซลล์หลายล้านเซลล์ ประกอบมาจากอวัยวะหลายล้านส่วน ซึ่งสิ่งเหล่านั้น เมื่อแยกกันออกไปแล้ว ล้วนมีลักษณะและชื่อที่เรียกแตกต่างกันออกไปอีก   แล้วประกอบหลอมรวมสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาเป็นร่างกายและถูกตั้งชื่อเรียก เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำนั่นเอง

    อธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีก เช่น รถยนต์ที่ท่านใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ถ้าถามว่า ท่านไปเที่ยวต่างสถานที่ด้วยอะไร หากท่านตอบว่า ด้วยรถยนต์ แล้วรถยนต์ที่ว่านั้น เรียกว่า เป็นรถยนต์ทุกส่วนเหมือนกันหรือเรียกแตกต่างกันออกไป นั่นแหละครับที่เรียกว่า สภาวะธรรมของอัตตาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่และไม่มีอยู่โดยตัวตนของมันเอง

    เช่นนี้แล้ว พระพุทธองค์ท่านจึงทรงสอนให้พทธศาสนิกชน ไม่หลงหรือยึดติดในตัวตน แม้กระทั่งตัวตนของพระองค์เอง ท่านก็ไม่ให้ทรงยึดติด ท่านทรงสั่งสอนให้ยึดติดในการทำความดี การปฏิบัติชอบ และหลีกเว้นจากการหลงในกามสุข การทำความชั่วทางใจ วาจาและกาย ซึ่งการทำความดีนั้นง่ายมากครับ แต่ส่วนมากเห็นว่ามันไม่เท่ ไม่สร้างคุณค่าหรือประสบการณ์ให้กับชีวิต เห็นว่า คนที่ไม่เคยทำความชั่วหรือทำสิ่งที่ผิดคือคนที่ไม่เจริญหรือไม่ทำอะไรเลย

    ในส่วนนี้เราต้องคิดให้รอบคอบ ว่าการทำสิ่งที่ไม่ดี หรือสิ่งที่ดีนั้น เกิดประโยชน์กับตัวเราเองหรือคนรอบข้างมากขนาดไหน เราต้องกาทำเพื่อตัวเราหรือเพื่อคนรอบข้าง แต่จะอย่างไรก็ตามการกระทำสิ่งใดก็แล้วแต่อย่างสุดโต่ง ไม่ใช่ว่าจะเกิดผลดีเสมอไป การเดินตามทางสายกลางนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแน่นอน เพราะเกิดประโยชน์ต่อเราและคนรอบข้าง คือ เป็นคุณกับทั้งสองฝ่ายเสมอ อยู่ที่การคิดพิจารณาตรึกตรองด้วยเหตุและผลของเรา

    ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนย่อมหนีไม่พ้นความตายกันทุกคนอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายเช่นกันก็อยู่ที่เราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไรให้เกิดประโยชน์และความสุขกับตนเองและผู้คนรอบข้างหรือแม้แต่โลกนี้ เป็นโจทย์ที่เราต้องตอบกับตัวเราเองไปตลอดชีวิตมากกว่า การวิ่งเข้าหาวัตถุทางกายจนหลงลืมวัตถุทางใจ หากเราตอบโจทย์ชีวิตกับตัวเองได้ เราก็จะพบกับวิมุตติสุขได้เร็วขึ้น ดีกว่าที่บางครั้งกว่าที่เราจะพบกับความสุขที่แท้จริงนั้น เราต้องใช้ชีวิตและร่างกายให้บอบช้ำเกินกว่าที่เราจะได้ใช้ร่างกาย ชีวิต และจิตใจที่ยังสมบูรณ์ 100 เปอร์เซนต์ เช่นที่ควรจะเป็น 

............ นี่แหละครับ คือ ข้อตอบของ สภาวะอัตตา ที่เราต้องค้นหาด้วยตัวเราเอง คนอื่นไม่สามารถบอกให้เรารู้สึกได้.....

     

  

โดย อนันตปัญญา

 

กลับไปที่ www.oknation.net