วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... ชื่อประเทศนั้น สำคัญไฉน ขอยืนหยัดในความเป็นไทย เป็นคนไทย รักประเทศไทย


โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยค่ะ

เนื้อหาในส่วนนี้ คัดลอกตัดตอนมาจาก บทความพิเศษ "ประเทศไทย" อายุครบ ๖๕ : ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อประเทศปี ๒๔๘๒ โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 08


อ้างอิงจากรายงานประชุมครั้งที่ ๔/๒๔๘๒  เรื่องการเปลี่ยนนามประเทศ 
รายงานประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๔๘๒  เรื่องการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย
รายงานประชุมครั้งที่ ๖/๒๔๘๒ เรื่องการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย

[กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก 'สยาม' มาเป็น 'ไทย' ตลอดไปจนถึงรายละเอียดการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสมัยนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้นของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม)  กับการโต้แย้งในแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับชื่อ ประเทศไทยนี้ ซึ่งโดยสรุปได้กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สมัยต่อๆมาให้ความสำคัญเท่าใดนัก นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรายังคงใช้ชื่อประเทศว่า 'ไทย' มาจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ -ความเห็นของผู้เขียน]


............. ไม่มีสมาชิกสภาคนใดแสดงความเห็นคัดค้าน หรือยกประเด็นความเป็นไปได้ที่ชื่อใหม่จะทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกสำหรับคนที่ไม่ใช่เชื้อชาติไทย ทำนองเดียวกับที่หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เสนอในการอภิปรายเรื่องนี้ครั้งแรกในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นับว่าแปลกพอสมควร หากคำนึงถึงว่า ๑ ปีก่อนหน้านั้น เมื่อหลวงวิจิตรวาทการปาฐกถาแอนตี้จีน ยังทำให้เกิดการตั้งกระทู้ในสภา ๒ ครั้ง ประเด็นเดียวที่มีการถกเถียงกันเป็นเรื่องทางเทคนิคว่าควรถือว่ากฎหมายที่จะออกเป็นการ "แก้ไข" หรือ "เพิ่มเติม" รัฐธรรมนูญ (ความจริง ในทางกฎหมายไม่ต่างกัน เพราะการ "เพิ่มเติม" ก็เป็นการ "แก้ไข" อย่างหนึ่ง มาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ด้วยกันว่า "แก้ไขเพิ่มเติม"!) ในที่สุดก็ให้ลงคะแนนในฐานะที่เป็นการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้คะแนน ๓ ใน ๔ คงจำได้ว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเคยมีการแสดงความกังวลเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าสมาชิกสภาที่เข้าประชุมทุกคนลงคะแนนเห็นชอบให้เรียกชื่อประเทศใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์ ๑ เดือนต่อมา เมื่อกฎหมายนี้ถูกนำเข้าพิจารณาในวาระสุดท้ายอีกครั้งในชื่อใหม่ "ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยขนานนามประเทศ" (ตามบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องเว้นระยะห่างระหว่างวาระแรกกับวาระสุดท้าย ๑ เดือน) ประเด็นเดียวที่ถกเถียงกัน และใช้เวลาถึง ๑ ชั่วโมง คือ ชื่อใหม่ควรเขียนโดยมี "ย" หรือไม่ ปรากฏว่า การลงมติออกมาใกล้กันมาก คือให้มี "ย" ๖๔ เสียง ไม่ให้มี "ย" ๕๗ เสียง เมื่อถึงเวลาลงมติรับรองครั้งสุดท้าย ทุกคนที่มาประชุมก็ให้การเห็นชอบเป็นเอกฉันท์อีก๓๘
          ปัญหาชื่อประเทศไม่ได้ยุติลงที่การออกกฎหมายนี้ ความ irony อย่างใหญ่หลวงของเรื่องนี้คือ ขณะที่ระหว่างการเปลี่ยนชื่อ มีความเป็นเอกฉันท์ชนิดไม่มีการอภิปรายทั้งในสภาและในคณะรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้น เมื่อความเป็นไปได้ของการกลับไปใช้ชื่อเดิมมีน้อยลงๆ การถกเถียงกลับเป็นไปอย่างแข็งขัน (อย่างน้อยในสภา) ช่วงเดียวในประวัติศาสตร์หลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทย ที่ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเปลี่ยนชื่อกลับเป็นสยาม คือเมื่ออำนาจทางการเมืองผ่านมาอยู่ในมือปรีดีหลังสงคราม (และสถาปนิกสำคัญของการเปลี่ยนชื่อเป็นไทยทั้งหลวงพิบูลสงครามและหลวงวิจิตรวาทการกลายเป็นผู้ต้องหาในคุก ไม่ต้องพูดถึงการเสียเครดิตของเชื้อชาตินิยมของพวกเขา) ถ้าหากในปลายปี ๒๔๘๘ ปรีดีจะเสนอกฎหมายยกเลิกการแก้รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๒ ไม่มีปัญหาเลยว่าเขาจะได้รับเสียงเพียงพอในสภา (๓ ใน ๔) หรือจะยิ่งได้ผลกว่านั้นคือถ้าใช้ชื่อสยามในรัฐธรรมนูญใหม่ที่เขาชี้นำการร่าง แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น ปรีดีเพียงแต่ให้รัฐบาลทวี บุณยเกตุ ประกาศให้ใช้ Siam กับ Siamese ในภาษาอังกฤษ "ส่วนชื่อในภาษาไทยให้คงใช้ว่า "ไทย" ไปตามเดิม" ซึ่งไม่เป็นการยากอะไรที่จอมพล ป. จะยกเลิกเมื่อกลับมีอำนาจอีกครั้ง๓๙ หลังปรีดีปล่อยให้โอกาสเปลี่ยนชื่อประเทศคืนผ่านไปแล้ว การถกเถียงเรื่องชื่อไทยหรือสยามครั้งใหญ่ ๒ ครั้ง คือ ในสภาร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๔๙๑ และในสภาร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๐๔ ก็มีลักษณะเชิง "วิชาการ" มากขึ้น คือไม่สัมพันธ์กับกระแสการเมืองรอบข้างนัก (ไม่มีกระแสหรือขบวนการชาตินิยม-เชื้อชาตินิยมในสังคมวงกว้าง) แม้ว่าครั้งแรกจะลงเอยด้วยมติที่คะแนนเสียงใกล้กันมาก คือ ไทย ๑๘ เสียง สยาม ๑๔ เสียง แต่พอถึงครั้งหลัง ลักษณะเชิง "วิชาการ" ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะขณะที่คุณภาพของการอภิปรายโดยทั่วไปเหนือกว่าปี ๒๔๙๑ มาก (รวมทั้งการให้เหตุผลสนับสนุนชื่อสยามที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการให้กันมา โดย พลตรีแสวง เสณาณรงค์) และใช้วันประชุมถึง ๓ ครั้ง แต่คะแนนที่ออกมาเห็นได้ชัดถึงความเป็น "วิชาการ" ของการถกเถียงทั้งหมด คือ ไทย ๑๓๔ เสียง สยามเพียง ๕ เสียง (แสดงว่า ไม่มีกระแสในเรื่องชื่อนี้จริงๆ เท่าไร ไม่สอดคล้องกับเวลาที่อุทิศให้) เมื่อถึงการร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๑๗ ก็มีสมาชิกสภานิติบัญญัติเสนอเรื่องชื่อขึ้นมาอีกอย่างผ่านๆ ประปรายเพียง ๒-๓ คน ซึ่งเกือบไม่ได้รับความสนใจจากสมาชิกคนอื่นเลย๔๐ โดยสรุปคือ ปัญหาชื่อไทยหรือสยามได้ "ตาย" ไปในทางการเมืองและสังคมนานแล้ว

         อย่างไรก็ตาม "เสียงสะท้อน" ของการวิวาทะเรื่องนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นให้กับการผลิตงานวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ในสถานที่ที่ไม่ใครคาดถึง : ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์...

ที่มา: http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0601010647&srcday=2004/06/01&search=no

ชื่อประเทศนั้น สำคัญไฉน

ขอยืนหยัดในความเป็นไทย เป็นคนไทย รักประเทศไทย

ร้องเพลงชาติไทย


เชิญอ่าน

  • ...... ความพยายามในการจะเปลี่ยนชื่อประเทศ 'ไทย' กลับไปเป็นประเทศ 'สยาม'
  • ...... เหตุผลที่เปลี่ยนชื่อประเทศ 'สยาม' เป็นประเทศ 'ไทย'
  • ...... ครบรอบ 75 ปี วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใครทำอะไรที่ไหนในวันที่ 24 มิถุนายน 2550
  • โดย ปิรันญ่า

     

    กลับไปที่ www.oknation.net