วันที่ พุธ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แก่นพระพุทธศาสนา เรื่องที่เราต้องเข้าใจให้ถึงแก่น (2)


 

         ครั้งที่แล้ว ( 24 พฤษภาคม 2553 ) ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับหลักแก่นของพระพุทธศาสนา และได้อธิบายไปพอสมควร ในครั้งนี้จึงขอเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย เพื่อเป็นความเข้าใจในด้านหลักสากล

     หลักการหรือแก่นของศาสนาพุทธนั้น นักวิทยาศาสตร์บางสำนัก อาจจะมองว่าเป็นปรัชญาแนวคำสอนเชิงปฏิเสธ (Negative Doctrine) แต่ความจริงแล้ว พระพุทธศาสนานิกายหินยานนี้ จัดเป็นปรัชญาแนว ปฏิฐานนิยม หรือ Positivism ส่วนนิกายมหายาน นั้น ควรจะจัดอยู่ในปรัชญาแนวจิตนิยม ( Idealism) ซึ่งเป็นนิกายที่ถูกพระอรรถกถาจารย์ฝ่ายมหายานคิดขึ้น จากการอนุมานไปจากพระพุทธวัจนะในเรื่องของ อนิจจัง อนัตตาและนิพพาน

     ส่วนพุทธปรัชญาแนวหินยานหรือปรัชญาเถรวาทเป็นพุทธวัจนะที่แท้จริง และคำสอนต่างๆ ก็ได้มาจากการสังเกตจิตใจและความประพฤติของคนเราโดยตรง ปรัชญาเถรวาทไม่ใช้การอนุมานเช่นนิกายมหายาน หากแต่เสนอหลักจิตวิทยาซึ่งสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ เป็นปรัชญาที่ปฏิเสธคำสอนเก่าแก่ของศาสนาพราหมณ์ที่ว่า มีสิ่งที่เที่ยงและมีตัวตนซึ่งไปสอดคล้องกับแนวคิดของฝ่ายมหายาน ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นว่า นิกายมหายานนั้นเข้ากับกลุ่มชนที่มีแนวคิดในเรื่องของการมอบความเชื่อให้แก่พระเจ้าได้ เพราะคำสอนที่กล่าวถึงการมีอยู่จริงของอันติมะ ( Ultimate Reality) โดยมีธรรมชาติเป็นจริต จิตนี้เป็นพุทธะแล้ว สสารทั้งหลายจึงถูกถือรวมเป็นมโนภาพเข้าไปด้วย ปรัชญานี้จึงเชื่อว่า จิตพุทธะเป็นสิ่งที่เป็นนิจและเป็นอัตตา  ซึ่งมีทัศนะใกล้เคียงกับอุปนิษัทของพราหมณ์มาก อย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้วว่า แตกต่างกันกับแนวคิดของเถรวาท ในส่วนด้านเถรวาทจะปฏิเสธการอนุมานด้วยตรรกะทางอภิปรัชญา  (Metaphysics)   ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาแนววิทยาศาสตร์ของ ออกุสต์ กองต์ (ศตวรรษที่ 19 : Auguste Gomte ) ซึ่งก็คือ ปรัชญาแนวปฏิฐานนิยม( Positivism) ที่เชื่อว่า โลกนี้ประกอบด้วยสสารและจิตผสมกัน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน มีความเชื่อมโยงกัน หลักคำสอนนี้จึงเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ก่อน ออกุสต์ กองต์ ถึง 2,400 ปีเลยทีเดียว

     สำหรับเหตุของการแตกแยกนิกายของพระพุทธศาสนานั้น เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานลงแล้ว  ล่วงได้ประมาณร้อยปี มีภิกขุหมู่หนึ่ง เรียกว่า วัชชีบุตร อยู่เมืองเวสาลี ได้ทำการแก้ไขพระวินัย เรื่องการห้ามมิให้ฉันอาหารนอกเพล กับห้ามไม่ให้รับทรัพย์สินเงินทอง มีภิกขุอื่นเห็นด้วยเป็นอันมาก แต่พระยสะเถระได้เข้าขัดขวางโต้แย้ง แล้วเรียกประชุมสงฆ์ ณ เมืองเวสาลี  เพื่อวินิจฉัยการกระทำของหมู่ภิกขุวัชชีบุตร พวกวัชชีบุตรอ้างข้อที่พระองค์ทรงอนุมัติไว้กับพระอานนท์ก่อนเสด็จพระปรินิพพาน ซึ่งมีความว่า “ดูก่อน อานนท์ ถ้าสงฆ์ ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้าง เมื่อเราล่วงไปแล้ว ก็จงถอนเถิด ....”

     แต่คณะสงฆ์ฝ่ายยสะเถระก็เห็นว่า แม้ว่า พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตไว้ก็ตามแต่ก็ไม่ควรแก้ไขพระวินัยให้ผิดไปจาก ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ แต่ท่านก็ไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับเหล่าวัชชีบุตรได้ เช่นนี้แล้ว การถือพระวินัยจึงแตกออกเป็นสองลัทธิ คือ ลัทธิทางฝ่ายสงฆ์ของพระยสะเถระ ได้ชื่อว่า “เถรวาท” ซึ่งยึดถือเอาคำสอนเดิมของพระพุทธโอวาทเป็นหลักไม่มีการแก้ไข เพราะถือตามมติที่ได้สังคายนาไว้  ส่วนสงฆ์พวกวัชชีบุตรก็ถือลัทธิฝ่าย “อาจาริยาวาท”  เพราะถือเอาตามที่พระอรรถกถาจารย์แก้ไขในภายหลัง เมื่อแยกนิกายกันแล้ว พระยสะเถระก็ได้ทำการสังคายนาขึ้นอีก เรียกว่า ทุติยสังคายนา ต่อมาชื่อเถรวาทก็ได้เปลี่ยนเป็น “สถวีระ” และอาจาริยวาท เปลี่ยนไปเป็น “มหาสังฆิกะ” คือ สงฆ์เหล่าวัชชีบุตรที่ชุมนุมกันพร้อมด้วยฆราวาส กระทำสังฆายนาขึ้น ณ ที่ใกล้กัน สังคายนาครั้งนี้เรียกว่า มหาสังฆีหรือ มหาสังฆิกะ และในปัจจุบันก็เรียกว่า ฝ่ายมหายาน (ยานใหญ่) ส่วนเถรวาทก็เรียกว่า ฝ่ายหินยาน (ยานน้อยหรือยานแคบ) และได้แตกแยกแนวหลักคำสอนเป็นนิกายเล็กนิกายย่อยอีก เช่น ในประเทศไทยก็แตกเป็น ธรรมยุติกนิกายและมหานิกาย ซึ่งความเป็นมาก็คล้ายๆกันกับเหตุแห่งการแยกนิกายในครั้งแรกนั่นเอง

         ครับแล้ว....เจอกันในบทความครั้งต่อไป..............................

โดย อนันตปัญญา

 

กลับไปที่ www.oknation.net