วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่มีวันประสูติ ไม่มีวันตรัสรู้ ไม่มีวันปรินิพพาน โดยปราศจากพระพุทธเจ้า !


ไม่มีวันประสูติ ไม่มีวันตรัสรู้ ไม่มีวันปรินิพพาน โดยปราศจากพระพุทธเจ้า !



... พระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ?

นาย ก
- ไม่รู้ ไม่ทราบ
นาย ข -  มีตัวตนอยู่จริง ในสมัยพุทธกาล
นาย ค
- ไม่มีตัวตนอยู่จริง ในสมัยพุทธกาล

ถ้าใครสักคนตั้งปุจฉาข้างต้นขึ้น คุณจะวิสัชนาด้วยวาทะของ...

นาย ก
นาย ข
หรือ
นาย ค  เหตุผล...

นี่คือ เครื่องพิสูจน์เบื้องต้นว่า จริง ๆ แล้ว คุณเชื่อในความมีตัวตนของสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งโน้น ด้วยอะไรกันแน่ !

บางคนเชื่อ เพราะ...
ตา เห็น รูป
หู ฟัง เสียง
จมูก ดม กลิ่น
ลิ้น ลิ้ม รส
กาย สัมผัส โผฐฐัพพะ
ใจ รู้แจ้ง ธรรมารมณ์

ซึ่ง ณ วันนี้ หากคุณเชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริง คือ
ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานไปแล้ว ในสมัยพุทธกาล

เครื่องมือ 3 อย่าง คือ ตา หู และใจ น่าจะใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้คุณคลายความสงสัยข้างต้นนี้ได้

ซึ่งนั่น ก็ขึ้นอยู่กับว่า
สิ่งที่คุณ...
เห็น
ฟัง
และ
รู้แจ้ง คือ อะไร

ถ้าหากนั่น คือ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือ
พุทธวจนะ

คุณจะเชื่อไหมว่า
พระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริง ในสมัยพุทธกาล

แม้วิธีนี้ อาจไม่ใช่การได้มาซึ่งคำตอบที่ว่า พระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ?

แต่ก็น่าที่จะยืนยันได้ว่า อย่างน้อยที่สุด หากพระองค์ไม่มีตัวตนอยู่จริง ในสมัยพุทธกาล ไฉนเลยจะมี...
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือ
พุทธวจนะ

เผยแผ่อยู่จนถึงทุกวันนี้ และเกือบจะครบ 2600 ปี ใน พ.ศ.2555 (45+2555)

หากคุณพิจารณาตามตรรกะข้างต้น แล้วยังเชื่ออีกว่า พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตนอยู่จริง ในสมัยพุทธกาล

ถ้าอย่างนั้น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ เช่น

วันวิสาขบูชา ที่กำลังจะเวียนมาถึงในวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2553 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 

ก็คงจะไม่มีตัวตนอยู่จริงเช่นกัน ใช่หรือไม่

กล่าวถึงวันวิสาขบูชา (หรือที่บางคนเรียกมันว่า วันพระพุทธเจ้า) วันที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นวันคล้าย...
วันประสูติ
วันตรัสรู้
และ
วันปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถอยกลับไป ในสมัยพุทธกาล ในวันประสูติ เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ 2 เหตุการณ์ คือ เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการประสูติ ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์

ดูก่อนอานนท์ !

ในกาลใด โพธิสัตว์คลอดจากท้องแห่งมารดา
ในกาลนั้น แสงสว่างอันโอฬาร จนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ได้ปรากฏขึ้น...

ในโลก พร้อมทั้ง...
เทวโลก

มารโลก
พรหมโลก

ในหมู่สัตว์...
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์

ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์แลดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น

แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกัน

สัตว์ที่เกิดอยู่ในที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเราก็มีอยู่เหมือนกัน ดังนี้

และหมื่นโลกธาตุนี้ก็หวั่นไหวสั่นสะเทือนสะท้าน

แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ดังนี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ๆ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค

ขณะนั้นก็เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการประสูติ ไม่ก่อน ไม่หลังกัน ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์

ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ

ดูก่อนอานนท์ !
เมื่อใด โพธิสัตว์ มีสติสัมปชัญญะ ออกจากท้องแห่งมารดา

เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน

อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสี่ แห่งการปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง

นอกจาก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันแล้ว พระสัมมสัมพุทธเจ้า ก็ตรัสถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในการประสูติของพระองค์ไว้แก่พระอานนท์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำเอามาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ดูก่อนอานนท์ ! หญิงอื่นๆ ย่อม...
นั่งคลอด
นอนคลอด บ้าง

ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ หาเป็นอย่างนั้นไม่
มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมยืนคลอดโพธิสัตว์ ดังนี้

ดูก่อนอานนท์ !
ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา
ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายย่อมเข้ารับก่อน


ส่วนมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเข้ารับต่อภายหลัง ดังนี้

ดูก่อนอานนท์ !
ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดายังไม่ทันถึงแผ่นดิน
เทพบุตรทั้งสี่ ย่อมรับเอามาวางตรงหน้าแห่งมารดา ทูลว่า

แม่เจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญ่ของแม่เจ้า เกิดแล้ว ดังนี้ 

ดูก่อนอานนท์ !
ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา
ในกาลนั้น เป็นผู้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนด้วย...
เมือก
เสมหะ
เลือด
หนอง
ของไม่สะอาดอย่างใด ๆ

เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว เหมือนอย่างว่า

แก้วมณีที่วางอยู่บนผ้าเนื้อเกลี้ยงอันมาแต่แคว้นกาสี
แก้ว
ผ้า ก็ไม่เปื้อนแก้ว เพราะเหตุใด

เพราะเหตุว่า
มันเป็นของสะอาดหมดจดทั้งสองอย่าง ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา เป็นผู้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนด้วย...
เมือก
เสมหะ
เลือด
หนอง
ของไม่สะอาดอย่างใด ๆ

เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว ดังนี้

ดูก่อนอานนท์ !
ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา
ในกาลนั้น ท่อธารแห่งน้ำสองท่อ ปรากฏจากอากาศ...

เย็นท่อหนึ่ง
ร้อนท่อหนึ่ง อันเขาใช้ในกิจอันเนื่องด้วยน้ำ...
แก่โพธิสัตว์ และ
แก่มารดา ดังนี้

ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ผู้คลอดแล้วเช่นนี้
เหยียบพื้นดินด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ

มีพระพักตร์ทางทิศเหนือ
ก้าวไป ๗ ก้าว

มีฉัตรสีขาวกั้นอยู่ ณ เบื้องบน ย่อมเหลียวดูทิศทั้งหลาย และกล่าวอาสภิวาจาว่า

เราเป็นผู้...
เลิศแห่งโลก

เจริญที่สุดแห่งโลก
ประเสริฐสุดแห่งโลก

ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย
บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี
ดังนี้

ซึ่งการปรากฏขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ก็เพื่อเหตุปัจจัย  3 ประการ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้

ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก

ธรรมชาติ ๓ อย่างนั้น คืออะไรเล่า?
คือ
ชาติ
ชรา
มรณะ
ด้วย

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้แล ถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้

ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุใดแล ที่ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในโลก

เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงต้องรุ่งเรืองไปในโลก

เท่าที่กล่าวเกี่ยวกับการประสูตินั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการปรากฏของพระองค์ไว้แก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! การมาปรากฏของ บุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง) มีได้ยากในโลก

ใครเล่า เป็นบุคคลเอก?
ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง เป็นบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง)

ภิกษุทั้งหลาย ! การมาปรากฏของบุคคลเอกนี้แล มีได้ยากในโลก

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่ว่า

อานนท์ ! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะนั้น ย่อมรู้ว่า

ข้อนี้มิใช่ฐานะ ข้อนี้มิใช่โอกาสที่จะมี คือ
ข้อที่ในโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ สององค์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้

ส่วนฐานะ อันมีได้นั้น คือ ข้อที่ในโลกธาตุอันเดียว มีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะองค์เดียว เกิดขึ้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้

และถึงที่สุดการปรากฏขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการประสูตินั้น ก็เพื่อความสุขของโลก ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พราหมณ์

พราหมณ์เอย ! เมื่อใครจะเรียกผู้ใดให้เป็นการถูกต้องว่า
เป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็นปรกติ และ
เกิดขึ้น...
เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก
เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก
เพื่ออนุเคราะห์โลก

เพื่อประโยชน์
เพื่อความเกื้อกูล
เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว

เขาเมื่อจะเรียกให้ถูกต้องเช่นนั้น พึงเรียกเราตถาคตนี้แลว่า
เป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็นปรกติ เกิดขึ้น...
เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก
เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก
เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์
เพื่อความเกื้อกูล
เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ส่วนในวันตรัสรู้ ก็เช่นเดียวกัน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ 2 เหตุการณ์ได้เกิดขึ้น คือ เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการตรัสรู้ ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใด ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ได้ปรากฏขึ้น...

ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์

ถึงแม้ใน โลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกัน

สัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย! ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้นอกจากเราก็มีอยู่เหมือนกัน ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลเป็น อัศจรรย์ครั้งที่สาม ที่ยังไม่เคยมี ได้บังเกิดมีขึ้นเพราะการบังเกิดแห่ง ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขณะนั้นก็เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการตรัสรู้ ไม่ก่อน ไม่หลังกัน ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์

ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ

ดูก่อนอานนท์ !
เมื่อใด ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน

อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยที่คำรบห้า แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง

และในวันที่เกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์นี้ อาการแห่งการตรัสรู้ก็เกิดขึ้นแก่พระองค์ ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่ราชกุมาร

ราชกุมาร! ครั้นเรากลืนกินอาหารหยาบ ทำกายให้มีกำลังได้แล้ว

เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ มีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่

เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุ ฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจารมีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่

เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึง บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข แล้วแลอยู่

และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้ บรรลุ ฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่ 

เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ

เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ คือ

ระลึกได้...
ชาติหนึ่ง
สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ

สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ
ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติ
 บ้าง

ตลอด...
หลายสังวัฏฏกัป
หลายวิวัฏฏกัป
หลายสังวัฏฏกัป
และ
วิวัฏฏกัป บ้างว่า

เมื่อเราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น
เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น

ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้นๆ
ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้นๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น

ครั้นจุติจากภพนั้นๆ ๆ ๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้

เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักขณะดังนี้

ราชกุมาร ! นี่เป็น วิชชาที่ ๑ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามแรกแห่งราตรี
อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว

ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว

เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาทมีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่ โดยควร 

เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ

เรามีจักขุทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักขุของสามัญมนุษย์
ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่

เลวทรามประณีต
มีวรรณะดี มีวรรณะเลว
มีทุกข์ มีสุข

เรารู้แจ้งชัด หมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า

ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
พูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ

เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่อบายทุคติวินิบาตนรก

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบ

กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ

เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์

เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักขุสามัญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่
เลว ประณีต
มีวรรณะดี วรรณะทราม
มีทุกข์ มีสุข

รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ฉะนี้

ราชกุมาร ! นี้เป็น วิชชาที่ ๒ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามกลางแห่งราตรี
อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว

ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว

เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่ โดยควร

เรานั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ

เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า
นี่ทุกข์
นี่เหตุแห่งทุกข์
นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์


และ
เหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย
นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย
นี้ความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย
นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย

เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ

ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว

เรารู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก

ราชกุมาร ! นี่เป็น วิชชาที่ ๓ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี
อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว

ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว

เช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่ โดยควร

และในวันเดียวกันนั้น ความรู้สึกว่า ตรัสรู้ก็เกิดขึ้นแก่พระองค์ ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็เมื่อเราเป็นผู้มี...
ความเกิด
ความแก่
ความเจ็บ
ความตาย
เป็นธรรมดา

มี...
ความโศก
ความเศร้าหมอง
เป็นธรรมดา ด้วยตน

ก็รู้จักโทษแห่งสิ่งที่มีความ...
เกิด
แก่
เจ็บ
ตาย
โศก
เศร้าหมอง
เป็นธรรมดา

ครั้นรู้แล้ว จึงได้แสวงหานิพพาน อัน...
ไม่เกิด
ไม่แก่
ไม่เจ็บ
ไม่ตาย
ไม่โศก

ไม่เศร้าหมอง
เป็นธรรมดา อันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า อันเกษมจากโยคธรรม

เราก็ได้บรรลุพระนิพพานนั้น

อนึ่ง ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นได้เกิดแก่เราว่า

ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ
การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีก
ดังนี้

และในวันนั้น พระองค์ก็ได้ตรัสรู้ในสิ่งซึ่งเรียกว่า ทางสายกลาง ดังพุทธวจะที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! มีสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งอยู่สองอย่าง ที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะด้วย

สิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งนั้นคืออะไร?

คือ
การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย อันเป็นการกระทำที่ยังต่ำ เป็นของชาวบ้านเป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ

การประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบาก อันนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ สองอย่างนี้แล 

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ที่ไม่ดิ่งไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น…
เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว
เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุเป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ
เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ไม่ดิ่งไปหาที่สุดโต่ง สองอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น คือ
ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการนี่เอง

แปดประการคืออะไรเล่า?
คือ
ความเห็นที่ถูกต้อง
ความดำริที่ถูกต้อง

การพูดจาที่ถูกต้อง
การทำการงานที่ถูกต้อง
การอาชีพที่ถูกต้อง

ความเพียรที่ถูกต้อง
ความระลึกที่ถูกต้อง
ความตั้งใจมั่นที่ถูกต้อง

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือข้อปฏิบัติที่...
เป็นทางสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว
เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ
เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลคือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องความทุกข์

คือ
ความเกิด
ความแก่
ความเจ็บไข้
ความตาย
ก็เป็นทุกข์
ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก
ความพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
เป็นทุกข์

กล่าวโดยย่อ ขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทาน เป็นทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องแดนเกิดของความทุกข์

คือ
ตัณหา อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ

ได้แก่
ตัณหาในกาม
ตัณหาในความมีความเป็น
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องความดับไม่เหลือของความทุกข์

คือ
ความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้น นั่นเอง
คือ
ความสลัดทิ้ง ความสละคืน ความปล่อย ความทำไม่ให้มีที่อาศัย ซึ่งตัณหานั้น 

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์

คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ ได้แก่
ความเห็นที่ถูกต้อง
ความดำริที่ถูกต้อง
การพูดจาที่ถูกต้อง

การทำการงานที่ถูกต้อง
การอาชีพที่ถูกต้อง
ความเพียรที่ถูกต้อง

ความระลึกที่ถูกต้อง
ความตั้งใจมั่นที่ถูกต้อง

ภิกษุทั้งหลาย !
จักษุ
ญาณ
ปัญญา
วิชชา
แสงสว่าง
เกิดขึ้นแล้ว

เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน

เกิดขึ้นแก่เราว่า
…
นี้คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์
ก็ความจริงอันประเสริฐคือ ความทุกข์นี้...
เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้

เราตถาคตกำหนดรู้รอบแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
จักษุ
ญาณ
ปัญญา
วิชชา
แสงสว่าง
เกิดขึ้นแล้ว

เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน

เกิดขึ้นแก่เราว่า
…
นี้คือ ความจริงอันประเสริฐ คือแดนเกิดของทุกข์
ก็ความจริงอันประเสริฐ คือ แดนเกิดของทุกข์นี้...
เป็นสิ่งที่ควรละเสีย

เราตถาคตละได้แล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
จักษุ
ญาณ
ปัญญา
วิชชา
แสงสว่าง
เกิดขึ้นแล้ว

เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน

เกิดขึ้นแก่เราว่า
…
นี้คือ ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของความทุกข์
ก็ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้...
เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง

เราตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
จักษุ
ญาณ
ปัญญา
วิชชา
แสงสว่าง
เกิดขึ้นแล้ว

เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน

เกิดขึ้นแก่เราว่า
…
นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์ก็ความจริงอันประเสริฐคือ ข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้...
เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี

เราตถาคตได้ทำให้เกิดมีแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เหล่านี้ยังไม่เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี

ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญญาว่า
ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ…
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อใด ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เหล่านี้เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี


เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่า
เป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ...
ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์

ซึ่งทางสายกลางนี้ ก็คือ หนทางเก่าที่พระพุทธเจ้าในอดีตเคยผ่านพบมาแล้วทั้งสิ้น ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว

บุรุษนั้นจึงเดินตามทางนั้นไป
เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วย...
สวน

ป่าไม้
สระโบกขรณี

มี...
ซากกำแพงล้อม
ภูมิภาคน่ารื่นรมย์

ภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า

ขอท้าวพระกรุณาจงทรงทราบเถิด

ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบได้เห็นรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว

ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป

เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลาย แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วย...
สวน
ป่าไม้

สระโบกขรณี มี...
ซากกำแพงล้อม
ภูมิภาคน่ารื่นรมย์

ขอพระองค์จงปรับปรุงสถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า
!
ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่ง และรุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์ นี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

นั่นคือ อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นเทียว ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ
สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ

สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล รอยทางเก่าที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว

เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น

เมื่อดำเนินไปตามซึ่งหนทางนั้นอยู่

เราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ
ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ
ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ
ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ

ส่วนในวันปรินิพพาน ก็เช่นเดียวกัน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ ได้เกิดขึ้น คือ เกิดแผ่นดินไหวเนื่องด้วยการปรินิพพาน ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์

อานนท์ !
ในกาลใด ตถาคต ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ในกาลนั้น ปฐวี ย่อมไหว ย่อมสั่น ย่อมสะเทือน

อานนท์ ! นี่เป็นเหตุที่แปด เป็นปัจจัยที่แปด แห่งการปรากฏของแผ่นดินไหวอันใหญ่

ซึ่งในวันนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสโอวาทสำคัญแก่พระอานนท์

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดดังนั้น

อานนท์ !
ธรรม
วินัย
ก็ดี ที่เรา...
แสดง
บัญญัติ แล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย

ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว

และได้ตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า

สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ดังนี้

นี่เป็นวาจาครั้งสุดท้ายของตถาคต

และหากการประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ความสุขของโลก ในทางกลับกัน การปรินิพพานของพระองค์ ก็คือ ความทุกข์ของโลก ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
การทำกาลกิริยาของบุคคลเอก ย่อมเป็นความทุกข์ร้อนของมหาชนเป็นอันมาก
การทำกาลกิริยาของบุคคลเอกคนใดเล่า
?
คือ
การทำกาละกิริยาของพระตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง

ภิกษุทั้งหลาย ! การทำกาละกิริยาของบุคคลเอกนี้แล ย่อมเป็นความทุกข์ร้อนของมหาชนเป็นอันมาก

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อที่จะชี้ว่า
วันประสูติ
วันตรัสรู้
และ
วันปรินิพพาน นั้นมีอยู่จริงในสมัยพุทธกาล

หากแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยตรัสถึง วันวิสาขบูชา ไว้ในสมัยพุทธกาล แต่อย่างใด

วันวิสาขบูชา จึงเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่อรรถกถา หรือ สาวกหลังพุทธกาล ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่พุทธประสงค์ใด ๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย

แต่ถึงกระนั้น แม้ วันวิสาขบูชา จะไม่มีอยู่จริงโดย พุทธวจนะ

อย่างน้อยที่สุด การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพานก็ยังคงมีอยู่ และอ้างอิงได้โดยพุทธวจนะ

ในเมื่อ การประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานมีในสมัยพุทธกาล นั่นก็ย่อมหมายความว่า สถานที่ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพานก็ต้องมีเช่นกัน ใช่หรือไม่

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสถึงสิ่งที่พึงกระทำต่อสถานที่ประสูติ ตรัสรู้และปรินพพานไว้แก่พระอานนท์

ดูก่อนอานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีอยู่ 4 ตำบล

4 ตำบลอะไรเล่า?

ดูก่อนอานนท์ !
สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาว่าพระตถาคต...
ประสูติ
ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไป
ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
แล้ว ณ ที่นี้

อานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มี 4 ตำบลเหล่านี้แล

อานนท์ ! ภิกษุทั้งหลาย หรือภิกษุณีทั้งหลาย หรืออุบาสกทั้งหลายหรืออุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีศรัทธา จักพากันมาสู่สถานที่ ๔ ตำบลเหล่านี้โดยหมายใจว่า

พระตถาคตได้...
ประสูติ
ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไป

ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้บ้าง
ดังนี้

อานนท์ ! ชนเหล่าใดเที่ยวไปตามเจดียสถานจักมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้นจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้

ถึงกระนั้น หากคุณไม่มีโอกาสไปเยือนสถานที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเพราะเหตุปัจจัยใด

นั่นก็ใช่ว่า คุณไม่อาจบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาในศาสนาของคุณได้

อย่างน้อยที่สุด พระองค์ก็ได้ตรัสถึงสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพื่อการบูชาอันสูงสุด ไว้แก่พระอานนท์

อานนท์ ! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด...
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบยิ่ง

ปฏิบัติตามธรรมอยู่

ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด

อานนท์ ! เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า

เราจัก...
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบยิ่ง
ปฏิบัติตามธรรมอยู่
ดังนี้

ซึ่งนั่น ก็คือ ปฏิบัติตาม พุทธวจนะ ที่เกิดจากการเล่าเรียน (เฉพาะ) คำสั่งสอนของพระศาสดา ที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา ในนามสาวก สาวิกา เผยแผ่ให้พวกเราเห็น ฟังและรู้แจ้ง นั่นเอง

มาเริ่มต้นนับหนึ่ง ในการเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ ในวันนี้ วันวิสาขบูชา กันเถิด!

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 13-14 ค่ำ เดือน 7
(ก่อนวันวิสาขบูชา 1 วัน)

ขอบคุณภาพดีดีจาก http://www.mattaiya.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=4

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net