วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รู้จัก "แรมโบ้อิสาน- สุพร อัตถาวงค์" ให้มากกว่นแกนนำแดงฮาร์ทคอร์-ผู้ต้องหาก่อการร้ายที่หลบหนี...???


       อยากให้รู้จักกับแกนนำนปช.อีกคนที่กำลังหลบหนี หลัีงสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา เขาชื่อเดิม "สุภรณ์ อัตถาวงค์" แปลว่า เสื้อผ้า-อาภรณ์ ชั้นดี ที่เจ้าตัวไม่ค่อยจะพอใจนัก จึงเปลี่ยนมาเป็น "สุพร อัตถาวงค์" ที่แปลความได้ว่า "พรที่ดี"

       ผมเองโดยส่วนตัวเคยรู้จัก และสนทนากับสุพรอยู่บ้าง เมื่อครั้งเขาเข้าไปคลุกคลีอยู่กับพรรคความหวังใหม่ ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากกองทัพมาก่อตั้งขึ้น แต่ไม่ถึงกับสนิทสนมมากนัก แต่เพื่อนผม"มานะ ขุนทองจันทร์" จะสนิทสนมกันมาก

       ที่มานะ ขุนทองจันทร์ สนิทสนมกับสุพร เพราะช่วงนั้น สุพร เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่พรรคความหวังใหม่ และเข้ามาตีสนิทกับนักการเมืองสายใต้ ที่มี "วีระ มุสิกพงศ์" เป็นนายหัวหลักอยู่ และมีมานะ ขุนทองจันทร์ เป็นเลขานุการส่วนตัวของวีระ มุสิกพงศ์

       บางครั้งบางคราวที่เสร็จกิจประจำวันแล้ว ผมก็จะแวะเวียนไปหาเพื่อนฝูงที่พรรคความหวังใหม่ในตอนเย็น จึงได้เจอทั้งมานะ และสุพร และนักการเมืองสายใต้หลายคนด้วยกัน 

       แต่ในวาระนี้อยากให้ท่านได้รู้จักกับสุพร มากกว่าที่ท่านได้เคยสัมผัสและรู้เห็นครับ โดยเฉพาะรู้เห็นในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง สายฮาร์ดคอร์ ด้วยท่าทีที่  ดุดัน ห้าวหาญ ถึงพริกถึงขิง เหมือนฉายา "แรมโบ้อิสาน"

       สุพร อัตถาวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2507 ที่บ้านเลขที่ 174 ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เป็นบุตรของ นายประวัติ กับ นางสุ้น อัตถาวงศ์ พี่ชายเป็นอดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอครบุรี ชื่อ "สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์"

           


       หลังจบการศึกษาระดับประถม-มัธยมที่โรงเรียนบ้านเกิดแล้ว ออกจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ มาศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ ที่รั้วพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนจบปริญญาตรี "รัฐศาสตรบัณฑิต" และเมื่อได้โอกาสก็ศึกษาต่อปริญญาโท เป็นมหาบัณฑิตรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกใบหนึ่ง

       ชีวิตส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่กับกรุงเทพฯ เนื่องจากภาระหน้าที่การงานที่ประจำอยู่ในเมืองหลวง เช่น เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เจ้าหน้าที่กองหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศ และหัวหน้าสำนักงาน บมจ.ไทยเพรสซิเดนท์ฟูดส์

        แต่สุพร สนใจการเมืองมาตั้งแต่อยู่ในรั้วพ่อขุน เมื่อว่างจากงานประจำก็ปลีกตัวไปเรียนรู้งานการเมือง จนกระทั่งได้เข้าไปช่วยงาน มนตรี ด่านไพบูลย์ และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา จากพรรคกิจสังคม ซึ่งบทบาทของสุพรในช่วงนั้น ยังเป็นเพียงผู้ช่วยทำงานให้ส.ส. ส่วนมากจะอยู่เบื้องหลังมากกว่า

      

     

       เบื้องหลังทั้งผู้ช่วย ส.ส. (พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์)เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

       เมื่อมนตรี ด่านไพบูลย์ย้ายจากกิจสังคม มาอยู่พรรคความหวังใหม่ สุพร ก็ตามมาด้วย และได้มีโอกาสไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคพลังธรรม ในช่วงที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังเป็นหัวหน้าพรรค ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าอาสาสมัครรณรงค์เลือกตั้งพรรคพลังธรรม ปี 2538 จนกระทั่งปี 2539 ได้เปิดตัวสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกที่บ้านเกิด ด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เขต 2 นครราชสีมา ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่สามารถเบียดแย่งเก้าอี้สู้กับผู้สมัครจากพรรคชาติพัฒนาได้

       ความพ่ายแพ้ย่อมีบทเรียน สุพรเริ่มมองเห็นข้อด้อยของตัวเองในการเข้าถึงประชาชน เพราะแต่ก่อนเคยทำงานอยู่เมืองหลวง ทำให้ชาวบ้านไม่ค่อยรู้จักมากนัก จากนั้นจึงเร่งลงพื้นที่ทำความรู้จักกับประชาชนและรับฟังปัญหาเพื่อหาทางแก้ไขความเดือดร้อน ระหว่างนี้ สุพรได้เข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่มากมาย เช่น เป็นกรรมการมูลนิธิ "ครูพริ้มและศิษย์" โรงเรียนครบุรี, ประธานศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านเฉลียง, รองประธานศิษย์เก่า รุ่น 2523 โรงเรียนครบุรี, ประธานลูกเสือชาวบ้าน "รุ่นเฉลิมพระเกียรติ" อ.ครบุรี, ที่ปรึกษาชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน อ.ครบุรี-อ.เสิงสาง, ที่ปรึกษากลุ่มสตรีแม่บ้าน อ.เสิงสาง, ที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่มันสำปะหลัง อ.เสิงสาง, ที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่อ้อยลำมูลบน อ.ครบุรี และ ที่ปรึกษาชมรมผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน อ.เสิงสาง เป็นต้น

                       

                            (มนตรี ด่านไพบูลย์)

        ปี 2544 สุพรมีความพร้อมมากขึ้น เนื่องจากทำกิจกรรมร่วมกับมวลชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งชื่อเสียงของพรรคไทยรักไทยที่เขาสังกัดก็กำลังได้รับความนิยมจากประชาชน การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 เป็นการเลือกตั้งในระบบเขตเดียวเบอร์เดียว สุพรถูกส่งลงเลือกตั้งในเขต 10 นครราชสีมา พื้นที่อำเภอเสิงสางและอำเภอครบุรี ต้องแข่งกับ สกุล ศรีพรหม จากพรรคชาติพัฒนา ปรากฏว่า กระแสพรรคไทยรักไทยช่วยหนุนให้สุพรชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้น แม้ว่าภายหลังจะโดนใบเหลือง แต่ก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกรอบเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544

       ด้วยบุคลิกเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาของสุพร เวลาให้สัมภาษณ์หรือตอบโต้ใครมักจะใช้คำพูดที่ดูรุนแรง ห้าวๆ เหมือนไม่กลัวใคร จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักของประชาชนและสื่อมวลชน จนเป็นที่มาของฉายา "แรมโบ้อีสาน"

        เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา ว่า ไม่เป็นกลาง ขาดความเป็นผู้นำทางนิติบัญญัติ เป็นบุคคลที่ทำให้ชาติเสียหายจากการปฏิวัติ จนนำมาสู่การล่ารายชื่อ ส.ส. เพื่อถอดถอน พล.ต.มนูญกฤต ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา เนื่องจากทำงานที่ไม่เป็นกลาง

       ตามด้วย การตอบโต้นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด กลุ่มวังน้ำเย็น พรรคไทยรักไทย เช่นกัน เกี่ยวกับเรื่องภรรยานายนิรันดร์ ประมูลงานโครงการก่อสร้างคลองสมถวิล จ.มหาสารคาม ซึ่งเธอออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการหาผลประโยชน์ พร้อมกับเทียบเคียงว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น มีการรับสัมปทานเช่นเดียวกัน ทำให้สุพรออกมาโจมตีกลับ เพื่อปกป้องนายกฯ จนถูกมองว่าเป็น "องครักษ์พิทักษ์นายกฯ"

      เหตุการณ์ที่ 3 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับสุพร และเพื่อนซี้ทางการเมืองอีกคนคือ ธีระชัย แสนแก้ว ส.ส.เขต 7 อุดรธานี พรรคไทยรักไทย จนเป็นที่มาของฉายา “แรมโบ้-อีโต้” โดยทั้ง 2 ได้ทำการตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพย์สินของ อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ว่าเป็นเท็จ ในช่วงที่มีการอภิปรายการเลือกตั้งเมื่อปี 2545

      ข้อกล่าวหาของทั้ง 2 ได้พาดพิงว่า ทรัพย์สินของนายกฯอภิสิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านบาท หลังลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2544 แต่ถูก สุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของอภิสิทธิ์ได้ออกมายืนยันว่าทรัพย์สินมาจากการการเป็นนายหน้าขายที่ดิน และอภิสิทธิ์ได้ฟ้องหมิ่นประมาททั้ง 2 คน ซึ่งต่อมาศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

      เหตุการณ์ที่ 4 ออกมาตอบโต้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในเรื่องที่สาทิตย์กล่าวหาว่ารัฐบาลนำงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 58,000 ล้านบาทลงพื้นที่ ส.ส.ไทยรักไทยเพียงฝ่ายเดียวนั้น

     


      เหตุการณ์ต่อมา ขณะเป็น ส.ส.ได้ร่วมกับธีระชัย แสนแก้ว เข้าแจ้งความนายชวน หลีกภัย ฐานให้สัมภาษณ์หมิ่นประมาท ทำให้เสียชื่อเสียง กรณีที่นายชวนกล่าวปราศรัยที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างเปิดที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ สาขาอำเภอสันกำแพงว่า ส.ส.พรรคไทยรักไทยรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เดือนละ 50,000 บาท

      บทบาทการปกป้องนายกรัฐมนตรีและตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือด เป็นที่พอใจผู้นำรัฐบาล ทำให้สุพรมีความก้าวหน้าในหน้าที่การเมืองอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งเป็นโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2546 และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ตามลำดับ

       ในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์) สุพร ก็มีเรื่องตอบโต้กับนายสุวโรช พะลัง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหาประพัฒน์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตลำไยอบแห้ง จนมีเรื่องฟ้องร้องกัน จากนั้นก็ตอบโต้กับปลอดประสพ สุรัสวดี ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ขณะนั้น ในประเด็นที่ปลอดประสพใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น "จะเตะนายสุพร" และ "มันเป็นใคร" แต่เรื่องราวก็เงียบหาย เมื่อสุพรได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546

                               

       ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ทำหน้าที่เลขาธิการรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) และบทบาทการปกป้องนายก็ยังโดดเด่น โดยเฉพาะกรณีที่ ส.ส.กลุ่มวาดะห์ อย่างนัจมุดดีน อูมา ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคดีปล้นปืนในภาคใต้ จนกลุ่มวาดะห์ออกมาโจมตีพล.อ.ธรรมรักษ์ แต่ก็ถูกสุพรตอบโต้ทันควันว่า "เพชรแท้ย่อมเป็นเพชรแท้ ยกเว้นถ้าตัวเองเป็นตะกั่วก็จะโดนละลายไปเอง"

        หลังหมดวาระการเป็นส.ส.สมัยแรก สุพรยังได้รับความไว้วางใจให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่เดิม และยังได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมกับได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วย จากการบริหารงานของรัฐบาลที่สังคมเริ่มตั้งข้อสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้นำรัฐบาล รวมถึงการแทรกแซงองค์กรอิสระจนไม่สามารถทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง จนทำให้เกิดการประท้วงขับไล่รัฐบาล

       พ.ต.ท.ทักษิณ ชิงประกาศยุบสภาฯ พร้อมกับกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 แต่ถูกพรรคประชาธิปัตย์, พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน บอยคอตต์การเลือกตั้ง จึงเกิดคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งและเป็นที่มาของการยุบพรรคไทยรักไทย และกรรมการบริหารพรรค 111 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี รวมถึงสุพร ด้วย

           

       เหตุการณ์บ้านเมืองหลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน  แม้พ.ต.ท.ทักษิณจะประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่สังคมยังรับรู้ได้ว่าตัวเขายังอยู่เบื้องหลังของรัฐบาลรักษาการณ์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็จัดตั้งม็อบขึ้นมาสนับสนุน จนเกิดการเผชิญหน้าและเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง  กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย  คมช.
       

      
      บทบาทของสุพรในช่วงนั้นเงียบไปนาน กระทั่งหลังคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อกลางปี 2550 เขาจึงเข้าร่วมกับกลุ่มพีทีวีและกลุ่มคนรักทักษิณ ไม่เอาเผด็จการ ซึ่งมีแกนนำประกอบด้วย วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, จักรภพ เพ็ญแข, เหวง โตจิราการ, พิมพา จันทร์ประสงค์, เอกพร รักความสุข และมานิตย์ จิตจันทร์กลับ เพื่อปลุกระดมให้คนเข้าร่วมต่อต้าน คมช.

      แต่กลางดึกของวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 สุพรถูกคนร้ายประกบยิงขณะขับรถยนต์กลับบ้านพัก ทำให้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนถากหน้าอก 2 นัด ไปที่หัวไหล่ แต่อาการไม่หนัก สำหรับชนวนเหตุในการลอบสังหารครั้งนี้ เจ้าตัวฟันธงว่ามาจากประเด็นการเมือง เพราะฝ่ายตรงข้ามอยากเป็น ส.ส.เขตนี้แทนตน ทั้งยังมีความอาฆาตแค้นส่วนตัวในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่กล่าวหาตนกลั่นแกล้งธุรกิจ และขัดผลประโยชน์ต่างๆ ในเวลาที่ผ่านมา สมัยที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล ได้ผลักดันให้มีการตั้ง "โรงงานเอทานอล" ในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อาจไปขัดผลประโยชน์ธุรกิจบางโรงงาน 
 
      คดีนี้ไม่มีอะรคืบหน้าสุพรเมื่อหายดีแล้วก็เก็บตัวเงียบไปพักใหญ่ จนกระทั่งมาขึ้นเวทีเสื้อแดงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก่อนจะประสบอุบัติเหตุรถชน ขณะเดินทางไปปราศรัยที่ จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็โกนหัวบวชในช่วงเดือนมิถุนายน 2552 โดยอ้างว่าเพื่อตัดกรรมให้กับนายใหญ่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ

      สุพร ยังเหนียวแน่นอยู่กับกลุ่มผู้จงรักภักดี พ.ต.ทงทักษิณ และลีลาการปราศรัยที่ดุเดือด หยาบคาย ถือเป็นฮาร์ดคอร์คนหนึ่งพอๆ กับอริสมันต์ พงศ์เรือง, ขวัญชัย ไพรพนา,  ยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก”

     

      ช่วงการชุมนุมประท้วงที่แยกผ่านฟ้าสุพร นำผู้ชุมนุมโกนหัวประท้วงรัฐบาล แล้วนำม็อบไปประท้วงที่หน้าอาคารรัฐสภา จนเกิดเหตุบุกเข้าไปภายในรัฐสภา แล้วเดินทางไปชุมนุมปิดถนนประท้วงหน้าสถานีดาวเทียมไทยคม ถ.รัตนาธิเบศร์ จนถูกออกหมายจับร่วมกับอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง,  ยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก”, นางศิริวรรณ นิมิตรศิลป์, พายัพ ปั้นเกตุ, พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และวันชนะ เกิดดี เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา

      ช่วงการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ สุพร ก็มีบทบาทนำ แต่รองลงมาจาก วีระ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เหวง โตจิราการ จรัญ ดิษฐาอภิชัย วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย

      เวลานี้ชื่อ "สุพร อัตถาวงศ์" กำลังเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจเป็นอันดับต้นๆ แต่เข่ายืนยันผ่านคนสนิทว่า จะเข้ามอบตัว หลังเลิก พรก.ฉุกเฉิน ท่ามกลางข่าลลือ สุพร เสียชีิวิตแล้ว

โดย นายหัวไทร

 

กลับไปที่ www.oknation.net