วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รวมบทกลอนปริศนาธรรม “ธรรมมะ อธรรม”


บทกลอนปริศนาธรรม “ธรรมมะ อธรรม”

 

ธรรมะ ทำมะ มาทำ ทำไม

ธรรมะ ทำโม ทำโม้ ทำไม

ธรรมะ ทำมี ธรรมไหม ทำไม

ในเมื่อธรรมะมีอยู่เองแล้ว จะทำไปอีกทำไม

 

ธรรมะ ทำมี ธรรมะ จริงหรือ

ธรรมะ ไม่ทำ ไม่มีธรรมะ จริงหรือ

ธรรมะ ทำ กับ ธรรมะไม่ทำ อะไรเป็นธรรมะ

ก็ในเมื่อสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติอยู่เองแล้ว

 

ธรรมะ ถูกทำ ไม่เป็นธรรมชาติเดิมแท้

ธรรมะ ถูกทำ เป็นธรรมชาติที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น

แล้วธรรมะ ถูกทำ จะเป็นธรรมชาติเดิมแท้ได้อย่างไร

ในเมื่อ มนุษย์ปรุงแต่งทำธรรมะขึ้นมาเองภายหลัง?

 

ธรรมะ มาทำ ธรรมมะ ทำไม

ในเมื่อ ธรรมะ มีอยู่เองเช่นนั้นแล้ว

ธรรมะ มาทำ จึงเป็นการปรุงแต่ง

ธรรมะ เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องทำ จึงเป็นธรรมแท้

 

 ยิ่งทำ ธรรมะ ยิ่งไม่เป็นธรรมะ

ยิ่งไม่ทำ ธรรมะ ยิ่งเป็นธรรมะ

เพราะละวางการทำ การสร้าง, รักษาหรือทำลายแล้ว

ธรรมะ จึงเกิดเอง ดับเอง ตามธรรมชาติไม่เกิดกรรม

 

“ธรรมะ อธรรม” คือ ไม่ทำ ไม่ธรรม

เมื่อไม่ทำ ไม่ธรรมแล้ว กรรมก็หมด

ธรรมะ ยังทำ จึงก่อเกิดกรรมสืบชาติภพได้

สร้างทำ, วัด, บุญ ฯลฯ ล้วนเป็นกรรมดีสืบชาติภพ

 

ธรรมะ ไม่อธรรม คือ ธรรมะไม่ละวาง

เพราะยึดดี, ติดดี, หลงดี, หลงบุญ

ก็บุญนั่นแหละที่นำพาไปสู่ชาติภพใหม่

ไม่พ้นจากวัฏฏะ จะนิพพานได้อย่างไร

 

“ธรรมะ อธรรม” คือ ธรรมะไม่ทำ แต่ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย

อธรรม ไม่มีธรรมะ ก็จะไม่ทำอะไรเลย นิพพานไม่ได้

ไม่ทำเลย ทั้งไม่มีธรรมชาติเลย จะเป็นธรรมได้อย่างไร

ดังนั้น “ธรรมะ อธรรม” จึงทำโดยไม่ทำ ธรรมชาติทำเอง

 

ทำอย่างเป็นธรรมชาติ คือ “ธรรมะ อธรรม”

ไม่ทำอะไรเลย ปฏิเสธไปหมด ได้แต่อธรรม

ทำเองเสียทุกอย่าง ก็ได้แต่ธรรมะปรุงแต่ง

“ธรรมะ อธรรม” จึงไม่ใช่ทั้งธรรมะและอธรรม

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม ธรรมะไม่ปฏิบัติ

 

ธรรมะ ทำไมทำ ไม่ทำ ได้ธรรมไหม

ก็ธรรมะ คือ ธรรมชาติอยู่เองแล้ว

ธรรมะปฏิบัติ ก็คือ ธรรมะปรุงแต่ง

ธรรมะปรุงแต่ง จะเป็นธรรมชาติหรือ?

 

ธรรมะไม่ปฏิบัติ คือ ธรรมชาติแท้

ไม่ปฏิบัติ ไม่ใช่ ไม่ทำอะไรเลย

แต่ไม่ปฏิบัติในรูปแบบที่มนุษย์ปรุงขึ้น

ก็รูปแบบที่มนุษย์ปรุงขึ้นนั่นแหละ ไม่เป็นธรรมชาติ

 

ธรรมะไม่ปฏิบัติ คือ ปฏิบัติเป็นธรรมชาติ

เมื่อเป็นธรรมชาติ ก็เป็นธรรมะไม่ต้องปฏิบัติ

ธรรมะที่ต้องปฏิบัติ เป็นธรรมะที่ไม่เป็นธรรมชาติ

ธรรมะที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะมนุษย์ปรุงแต่งขึ้น

 

ยกหนอ ยุบหนอ พุทธ โธ ปรุงขึ้น ปรุงขึ้น

ธรรมะที่มนุษย์ปรุงขึ้นนี้หรือคือธรรมชาติ?

หรือสารพัดคำศัพท์บาลีในตู้ไตรปิฎก

นี่คือสิ่งที่มนุษย์ปรุงขึ้น มิได้มีอยู่เองตามธรรมชาติ

 

เมื่อทุกข์ ก็บอกว่ามองโลกด้านดีสิ

เมื่อเบื่อ ก็บอกว่าไปดูหนังกัน

เมื่อเครียด ก็บอกว่าทำใจสบายๆ

นี่แหละ ธรรมะ ทำมาร ปรุงแต่งเอาแต่สุข

 

เมื่อทุกข์ เออ ทุกข์โว้ย ไม่มีอย่างอื่น

เมื่อเบื่อ เออ เบื่อโว้ย ไม่มีอะไรเลย

เมื่อเครียด เออ เครียดเสียให้มันเข็ด

นี่จึงเป็นธรรมะไม่ปฏิบัติ ไม่ปรุงแต่ง

 

เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ย่อมดับไปเอง

ทุกข์ยังไม่ทันดับ ก็ถูกปรุงใหม่

เสริมแต่งด้วยสุขเข้าไปแทนที่

นี่เรียกว่า ธรรมะ ทำมาร สุขนิยม

 

เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ไม่ปล่อยให้ดับเอง

ทุกข์ยังไม่ทันดับ ก็รีบทำจิตให้สงบ

เสริมแต่งด้วยความสุขสงบเข้าไป

นี่เรียกว่า ธรรมะ ทำพรหม สงบนิยม

 

เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ก็ให้มันเกิดไป

ไม่ต้องปฏิบัติ ปล่อยมันไป มันก็ดับเอง

ไม่ปฏิบัติ ไม่ปรุงแต่ง ก็เกิดเอง ดับเอง ตามธรรมชาติ

เห็นธรรมชาติตามจริง ไม่ปรุงแต่งอย่างนี้ คือ ธรรมะไม่ปฏิบัติ

 

...........................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม ทุกข์ไม่ต้องดับ

 

เมื่อมีกิเลส ก็มีทุกข์ เป็นเหตุปัจจัยตามกัน

เมื่อมีทุกข์ คนชอบไปดับทุกข์ ไม่ดับกิเลส

กิเลสก็ยังมี ทุกข์ก็เกิดเรื่อยๆ เหมือนคนเสพฝิ่น

ทุกข์ก็ไปดับ เจ็บก็เสพฝิ่น นี่คือ เสพติดธรรมะ

 

ทุกข์เป็นไฟเผาผลาญให้คนเห็นความจริง

ทุกข์เผาผลาญมอดไหม้ดังไฟเผากองฟืน

เพราะมีกิเลสจึงมีทุกข์ กิเลสเป็นดังกองฟืนนั้น

เมื่อไฟแห่งทุกข์เผากิเลสอยู่ แล้วจะดับทำไม?

 

ไฟแห่งทุกข์เผากิเลส ถึงที่สุด กิเลสถูกทุกข์เผาสิ้น

กิเลสและทุกข์ดับลงพร้อมกัน เพราะไหม้หมดเชื้อ

นี่เรียกว่า “นิโรธ” คือ สันดาปทวิภาวะได้สมบูรณ์

ไม่มีเกิดอีก ทั้งฝั่งขวาและซ้าย เหตุหรือผล ดับทั้งคู่

 

เมื่อเราเพียรทำลายเหตุ ความเพียรของเราสร้างเหตุใหม่

เมื่อเราเพียรทำลายผล ความเพียรของเราก็สร้างผลใหม่

เมื่อเพียรทำลายเหตุและผล เหตุและผลคู่ใหม่ ก็เกิดแทน

เพราะไม่ทำลายเหตุด้วยผล ทำลายผลด้วยเหตุ จึงไม่พ้นทวิภาวะ

 

ทุกข์ไม่ต้องดับ กิเลสไม่ต้องตัด ด้วยเป็นของคู่กัน

ปล่อยให้ทุกข์เผากิเลส กิเลสหนุนให้ทุกข์

ท้ายที่สุดแล้ว อะไรจะเหลือ ในเมื่อห้ำหั่นกันอย่างนี้

ทุกข์และกิเลส ย่อมกระทำกันเองจนดับไปทั้งสองข้าง

 

นิโรธ ย่อมพ้นจากวัฏฏะ, ทวิภาวะ หรือเหตุและผล

ก็เหตุนั่นแหละทำลายผล ผลนั่นแหละทำลายเหตุ

ก็สิ่งตรงกันข้ามกันนั่นแหละที่ทำลายล้างกันเอง

แล้วจักหาการเกิดดับได้จากไหน วัฏฏะย่อมพ้นไปเอง ดังนี้

 

เมื่อสิ่งหนึ่งเกิด เรากลัว ก็พยายามไปดับ

การพยายามไปดับของเรา คือ การสร้างสิ่งใหม่

เพราะไม่ปล่อยให้ดับไปเอง สิ่งใหม่จึงถูกปรุงแต่งขึ้นเรื่อยๆ

ธรรมชาติเดิมแท้ไม่ปรากฏ ด้วยเพราะการสร้างใหม่ของเราเอง

 

ทุกข์ย่อมไม่ต้องดับ เมื่อเกิดเอง ย่อมดับได้เอง

กิเลสไม่ต้องตัด เมื่อเกิดเอง ย่อมดับเองได้

กิเลสและทุกข์ เกิดดับถึงที่สุด ก็หลุดพ้นจากวัฏฏะเอง

นิโรธ ย่อมปรากฏแทนที่ เมื่อหลุดพ้นจากทวิภาวะนี้

 

รูปฌานก็ไม่ใช่ อรูปฌานก็ไม่ใช่ ทางหลุดพ้น

ทุกข์และกิเลสนั่นแหละทางหลุดพ้น ตรงอริยสัจสี่

ปล่อยธรรมชาติดำเนินอย่างตรงไปตรงมาไม่ปรุงแต่ง

ทุกข์ไม่ต้องดับ ก็ดับเอง กิเลสไม่ต้องตัด ก็สิ้นเอง เช่นนี้

 

...........................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม กิเลสไม่ต้องตัด

 

ผม ตัดแล้ว ก็งอกใหม่ ตัดแล้วตัดอีก

หญ้า ตัดแล้ว ก็งอกใหม่ ตัดแล้วตัดอีก

กิ่งไม้ ตัดแล้ว ก็งอกใหม่ ตัดแล้วตัดอีก

กิเลส ตัดแล้ว ก็เกิดใหม่ ตัดแล้วตัดอีก

 

เมื่อมีตัด ก็มีงอก นี่เรียกว่า “วัฏฏะ”

การตัดกิเลสย่อมไม่ทำให้พ้นวัฏฏะ

เมื่อไม่พ้นวัฏฏะ ก็ไม่ตรงนิพพาน

แล้วจะยังตัดกิเลสกันไปทำไม?

 

ผม เสียรากผม ย่อมไม่อาจงอกได้

หญ้า เสียรากแล้ว ย่อมตายสนิท

กิ่งไม้ ไม่มีรากแล้ว จะงอกได้อย่างไร

กิเลส ถอนรากถอนโคนแล้ว จะมีมาแต่ไหน?

 

รากเหง้าต้นตอของกิเลสคือ “อวิชชา”

อวิชชาตรงข้ามกับปัญญา เป็น “ทวิภาวะ” กัน

เมื่อปัญญาเกิด อวิชชาดับ เมื่ออวิชชาอยู่ ปัญญาไม่มี

ปัญญาเกิด อวิชชาสิ้น กิเลสจึงถูกถอนรากถอนโคน

 

เมื่อมืดอยู่มองไม่เห็น ย่อมเดินผิดทาง

เมื่อสว่างวาบหนึ่ง เห็นทางแล้ว พอจำได้

แม้กลับมืดไป ยังพอเดินตรงทางได้อยู่

ปัญญา สว่าง อวิชชา มืด เกิดดับสลับกัน

 

อาศัยจังหวะ กิเลสเกิดดับไปเองตามธรรมชาติ

กิเลสดับชั่วคราวฉับพลันนั้น มองเห็นทางสว่าง

จดจำทางได้ แจ้งชัด เดินตรงสู่ทาง คือ “มรรค”

นี่คือ จากนิโรธแล้วไปมรรค ไม่ต้องตัดอะไรเลย

 

นักตัดกิเลส เพียรตัดกิเลสเนืองๆ

เขาเจริญกรรมฐานต่อเนื่องเสมอๆ

เป็น “เสขบุคคล” ผู้ไม่หยุดฝึกจิต

ความเพียรจม วนอยู่ใน การตัด การงอก ไม่พ้นวัฏฏะ

 

ความเพียรชอบ ไม่เพียรจม คือ ไม่ชอบเพียร

เพราะชอบเพียร จึงติดเพียร วนอยู่ในวัฏฏะเพียร

ไม่ชอบเพียร แต่ไม่ท้อถอย ทำเหมือนไม่ทำ

เพียรมาก ก็เพียรจม ติดหล่ม จมปลัก ไปต่อได้ไฉน?

 

รถวิ่งได้เร็ว ไม่ใช่เพราะเพียรจมลงในถนน

รถวิ่งได้เร็ว เพราะล้อหมุนของมันเองบนถนน

ไม่เพียรจมลงในถนน ก็ไม่ติดถนน จึงวิ่งไปบนถนน

มหาบุรุษเดินมรรค ไม่เพียรจมลงในมรรค ย่อมลัดเร็ว

 

...........................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม พระอรหันต์ไม่น่าศรัทธา

 

ธรรมชาติที่แท้จริง ไม่ถูกปรุงแต่ง น่าศรัทธาไหม?

ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งโดยมนุษย์ให้น่าศรัทธา จึงเกิดศรัทธา

ความน่าศรัทธาเป็น “ของปรุงแต่ง” ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์

พระอรหันต์ที่แท้ จึงดูแล้วไม่น่าศรัทธา

 

พระอรหันต์ที่น่าศรัทธา เรียกว่าไม่ใช่อรหันต์ธรรมชาติ

เป็นพระอรหันต์ที่ถูกน้ำมือมนุษย์สร้างขึ้น ปรุงแต่งขึ้น

พระอรหันต์แบบนี้ คนชอบมาก ศรัทธากันมากมาย

เพราะปรุงแต่งได้ตรงตามใจที่มนุษย์ต้องการ

 

พระอรหันต์แท้ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า

ไม่น่าศรัทธา ไม่สร้าง, ไม่รักษา และไม่ทำลายศรัทธา

ใครจะศรัทธาใคร หลงใคร ก็เพราะเวรกรรมเขาทำมาเอง

พระอรหันต์จึงไม่สร้าง ไม่รักษา ไม่ทำลาย “ศรัทธา” ใดๆ

 

เรื่องของการสร้าง, รักษา หรือทำลายศรัทธาเป็นเรื่องของพรหม

คนส่วนใหญ่ชอบพรหม, ฤษี, พราหมณ์ แต่อ้างว่าเป็นชาวพุทธ

แต่คนกลับไม่ชอบธรรมชาติ ไม่ชอบความจริง ไม่ชอบสัจธรรม

ชาวพุทธแท้ๆ จึงแทบไม่มีเหลือแล้ว

 

พระอรหันต์ที่แท้ไม่น่าศรัทธา แต่ก็ไม่น่าจงเกลียด

  ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ไม่มีความน่าศรัทธาหรือน่าเกลียด

พระอรหันต์ที่แท้ มีความเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์อย่างนั้น

จึงไม่มีความน่าศรัทธา หรือไม่น่าศรัทธาแต่อย่างใด

 

คนเห็นพระอรหันต์ที่แท้จริงแล้ว เมินผ่านไป ไม่สนใจ

คนเห็นอรหันต์เก๊ แล้วน่าศรัทธาดี จึงสนใจมากมาย

ความน่าศรัทธาไม่ได้เกิดจากการมองเห็น

แต่เกิดจากการปฏิบัติตามคำสอนแล้วได้ผลจริง

 

คนที่ศรัทธาโดยไม่ได้ทำตามคำสอนแล้วได้ผลจริง

คนแบบนี้เรียกว่า “โง่เง่าและงมงาย” โดยแท้

ก็เพราะยังไม่รู้ผลเลยว่าปฏิบัติได้จริงหรือเท็จ

ก็ศรัทธาเขาเสียแล้วโดยขาดการปฏิบัติพิสูจน์

 

คนที่ไม่โง่เง่าและงมงาย ย่อมไม่ปฏิเสธหรือยอมรับศรัทธา

เขาทำจิตเป็นกลางอุเบกขาก่อน จนกว่าการทดลองจะสำเร็จ

เมื่อเขาได้ทดลองปฏิบัติตามคำสอนแล้วได้ผลจริง

เมื่อนั้น เขาจึงเกิดศรัทธาที่แท้จริง จากการ “พิสูจน์”

 

คนเห็นทองปลอมว่าสวย ไม่ทันพิสูจน์ก็เชื่อแล้ว

คนแบบนั้น เรียกว่า “โง่เง่าและงมงาย”

เมื่อเห็นอรหันต์เก๊ ก็เชื่อถือศรัทธาในทันที

เพราะขาดการปฏิบัติเพื่อพิสูจน์คำสอนก่อน นั่นเอง

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม ขี้เกียจจึงหมดกรรม

 

ขยันมาก ก็ก่อกรรมมาก ไม่จบไม่สิ้นได้

ต้องขี้เกียจให้เป็นก่อน จึงใช้ปัญญาเป็น

คนขี้เกียจไม่เป็น ใช้ปัญญาไม่เป็น

ก็จะขยันแต่ใช้แรง ไม่ใช้ปัญญา

 

ขี้เกียจให้เป็น งานการสำเร็จ ทำงานน้อย

เรียกว่าทำงานมีประสิทธิภาพหรือ Smart

ขยันมากเกินไป ก่อกรรมยุ่งเหยิง เรียกว่า Work hard

คน Work hard ไม่รู้จักใช้ปัญญา ไม่ Smart

 

คนที่รู้จักใช้ปัญญา ต้องเริ่มจากขี้เกียจให้เป็น

ขี้เกียจไม่เป็น ก็กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบ

คนไม่รับผิดชอบ เพราะขี้เกียจไม่เป็น

เพราะคิดว่าขี้เกียจคือไม่ต้องทำอะไรเลย

 

คนที่ขี้เกียจเป็น ไม่ใช่คนที่ไม่ทำอะไรเลย

แต่ทำโดยไม่ทำ เพราะเน้นใช้ปัญญา

ดังนี้ ชีวิตก็ค่อยๆ เรียบง่าย กรรมใหม่ไม่เกิด

สิ่งต่างๆ ย่อมแสดงชัดโดยไม่ปิดบังอำพราง

 

คนที่ขยันเกินไป ไม่รู้จักใช้ปัญญา

ยิ่งทำยิ่งก่อกรรม ชีวิตก็ยิ่งยุ่งเหยิง

เมื่อชีวิตยุ่งเหยิงไม่เรียบง่าย เลยมองไม่ชัด

เมื่อมองไม่ชัด ยิ่งทำให้โง่ลงไปใหญ่

 

ยิ่งขยันก็ยิ่งโง่ลง ยิ่งขี้เกียจให้เป็น ยิ่งฉลาด

คนขี้เกียจไม่เป็น ไม่ฉลาดแล้ว ยังไม่รับผิดชอบอีก

คนขี้เกียจเป็น นอกจากมีปัญญาแล้ว ยังรับผิดชอบเป็นด้วย

ดังนี้ จึงกล่าวว่าขี้เกียจให้เป็น ชีวิตก็เรียบง่ายขึ้น

 

เพราะขี้เกียจจึงหมดกรรมใหม่ ชีวิตเรียบง่ายขึ้น

เมื่อชีวิตเรียบง่ายขึ้น ก็มองเห็นธรรมง่ายขึ้น

เมื่อธรรมปรากฏชัดไม่ถูกบดบัง ก็เกิดปัญญาง่ายขึ้น

ดังนี้ กิจที่รับผิดชอบ ย่อมสำเร็จโดยเรียบง่าย

 

เพราะขี้เกียจเป็น จึงหมดกรรม นิพพานง่าย

เพราะขี้เกียจไม่เป็น จึงกลายเป็นคนไม่เอาไหน

เพราะขยันเกินไป จึงเป็นคนยุ่งเหยิง ไม่เรียบง่าย

เพราะขี้เกียจให้เป็นอย่างนี้ จึงมี “ความเพียรชอบ” ได้

 

ความเพียรชอบคือความไม่เพียรจม

ความเพียรชอบคือความขี้เกียจให้เป็น

เมื่อขี้เกียจเป็นแล้วจึงเพียรชอบเอง

ดังนี้ ขี้เกียจเป็น จึงเป็นเพียรชอบ

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เสพสุขจึงนิพพานได้

 

วิบากกรรม มีทั้งวิบากกรรมดีและชั่ว

คนที่เสวยแต่วิบากกรรมข้างเดียว

เช่น คนที่สมถะมากๆ ไม่เสวยสุข

มีหรือที่จะนิพพานได้? ในเมื่อไม่หมดวิบาก?

 

พระโมคคัลลานะ เพื่อนิพพานแล้วยอมให้เขาทุบตาย

คนเราจะนิพพานได้ ต้องยอมรับทุกวิบากกรรม

ทั้งวิบากกรรมชั่ว และวิบากกรรมดีให้หมดสิ้น

ไม่หมดสิ้นวิบากกรรม ไฉนเลยจะนิพพานได้?

 

คนมีบุญมาก ต้องเสวยวิบากกรรมดีให้หมด

ต้องเสพสุข เริงโลกีย์ให้หมดเกลี้ยง

แม้ปฏิบัติสมถะในธรรมวินัยพระโคดม

คนมีบุญมาก ย่อมไม่มีทางนิพพานได้เลย

 

ความสมถะนั่นแหละ ที่ขวางทางนิพพาน

เพราะสมถะนั้น คือ ปฏิเสธไม่ยอมรับวิบากกรรมดี

เมื่อปฏิเสธวิบากกรรมดี จึงชำระวิบากกรรมดีไม่หมด

ความสมถะ จึงไม่ใช่ทางนิพพานสำหรับทุกคน

 

เมื่อโลกียะถึงที่สุดแล้ว โลกุตระจะเข้าเอง

เมื่อไปให้สุดๆ ในทางโลกแล้ว ทางโลกก็สุดเอง

ทางธรรมย่อมปรากฏได้แท้จริง เมื่อทางโลกสุดแล้วเท่านั้น

ดังนี้ จึงต้องเริงโลกีย์ เสวยวิบากกรรมดีให้หมดก่อน

 

ทางสายกลางของคนเราไม่เหมือนกัน

เพราะวิบากกรรมทำบุญมาไม่เท่ากัน

คนมีบุญน้อย จะสมถะ ย่อมไม่ผิดแปลก

คนมีบุญมาก จะสมถะ แบบพระโคดมได้ไฉน?

 

ทางสายกลางที่เราคิดเอาเอง หรือทำตามเขาสอน

คือ ทางสายกลางที่เกิดจากอุปทาน ไม่ใช่ของจริง

ทางสายกลางแท้จริงจะเกิดได้ เมื่อถึงที่สุดแห่งสุดโต่งแล้ว

สุดโต่งทางซ้าย สุดโต่งทางขวา เหมือนลูกตุ้มแกว่งไปมา

 

ลูกตุ้มแกว่งไปมาเอง อย่างเป็นธรรมชาติ

ทดลองไปสุดๆ ทางซ้ายที ทางขวาที

จนถึงที่สุดแห่งการทดลอง ลูกตุ้มย่อมหยุดเอง

เมื่อนั้นทางสายกลางย่อมปรากฏอย่างแท้จริง

 

ดังนี้ ทางสายกลางเกิดไม่ได้ด้วยการกำหนด

ด้วยการคิดเอาเอง หรือทำตามคำสอนใคร

แต่เกิดจากการสุดโต่งทั้งสองส่วน จนถึงที่สุด

สุดที่สุดโต่งแล้ว จึงหมดสุดโต่ง จึงกลางแท้ได้

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม ใช้กิเลสทำลายกิเลส

 

ข่มใจไม่ทำชั่ว ย่อมไม่เห็นความชั่วในตน

ข่มกิเลสเก็บกดไว้ ย่อมไม่เห็นกิเลสในตน

หมกอวิชชาหมักดองไว้ ย่อมไม่เห็นภัยมืดในตน

ธรรมะอำพรางเช่นนี้ ไหนเลยจะสู้ธรรมะเปลือยเปล่า

 

สัตบุรุษผู้เปี่ยมพร้อมด้วยสติปัญญา

ย่อมใช้ทุกข์เป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส

เขาจึงไม่นิยมดับทุกข์ จนกว่ากิเลสจะสิ้น

เขาย่อมสง่าผ่าเผย ผจญทุกข์อย่างทะนงองอาจ

 

สัตบุรุษผู้ถึงพร้อมด้วยวัชรจิต

ย่อมใช้กิเลสเป็นเครื่องแสดงตัวเอง

ก็กิเลสนั้นแหละที่มีความน่ารังเกียจในตัวเอง

ปล่อยให้กิเลสแสดงตัว จึงเสมือนให้ศัตรูอยู่ในที่แจ้ง

 

บุคคลผู้โง่เขลา ย่อมหวาดกลัวกิเลส

เกรงกลัวว่าบุคคลอื่นจะเห็นกิเลสของตัว

จึงเอากิเลสของตัวไปเก็บกดซ่อนไว้

เช่นนี้ กิเลสผู้เป็นดั่งศัตรูจึงกลายเป็น “มือมืด”

 

คนโง่ เพียรแต่เก็บกดกิเลส เพียรแต่ดับทุกข์

สัตบุรุษผู้มีปัญญา ย่อมใช้ทุกข์ให้เป็นประโยชน์

ใช้กิเลสเป็นเครื่องแสดงจุดอ่อนตัวเอง

ดังนี้ ทุกข์และกิเลสจึงห้ำหั่นกันเอง นิโรธฉับพลัน!

 

ปล่อยกิเลสให้แสดงตัว จุดอ่อนย่อมเปิดเผย

ใช้ทุกข์เผาผลาญกิเลส กิเลสไม่สิ้น ไม่ต้องดับทุกข์

สัตบุรุษทำได้อย่างนี้ จึงเป็นผู้อาจหาญผจญกิเลสและทุกข์

เขาย่อมชนะกิเลสและทุกข์ได้ โดยไม่ต้องลงมือเองเลย

 

คนมีทุกข์ กลัวทุกข์ ไปดับทุกข์ นั่งสมาธิ

ทุกข์ก็หลบใน แอบซ่อน เก็บกดไว้ลึกขึ้น

คนมีกิเลส กลัวกิเลส ไปตัดกิเลส ปฏิบัติธรรม

กิเลสก็หลบใน แอบซ่อน เก็บกดไว้ลึกขึ้น

 

คนโง่คือผู้ปฏิบัติความเพียรจม

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งห่างไกล ยิ่งจมปลัก

ผู้มีปัญญาไม่ปฏิบัติในความเพียรจม

เขาย่อมประหารกิเลสและทุกข์ได้ดุจมือกระบี่ไร้เทียมทาน

 

ธรรมะเปลือยเปล่า คือ เปิดเผยกิเลสให้เด่นชัด

ธรรมะเผาผลาญ คือ ใช้ทุกข์นั้นแหละเป็นเครื่องเผากิเลส

เปลือยเปล่า เผาผลาญ เป็นไปเองตามธรรมชาติ

ทุกข์และกิเลสสิ้นไปเอง ชนะโดยมิต้องลงมือ

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม ใช้เท็จสร้างจริง

 

ใช้เท็จเปิดเผยจริง

ใช้ชายกระตุ้นหญิง

ใช้หยินสร้างหยาง

ใช้พิษต้านพิษ

 

สัจธรรมล้วนไม่อาจอธิบายได้

สัจธรรมที่อธิบายได้ ล้วนเทียมเท็จ

บุคคลล่วงถึงสัจธรรมได้ มิใช่เพราะจากผู้อื่น

แต่เพราะจิตได้เข้าถึง ปัญญาแจ้งด้วยตนเอง

 

ดังนี้ ธรรมะที่พูดได้ ไม่อาจก่อเกิดธรรมแท้

คนหลงธรรมที่อธิบายได้ เอามาพูดต่อ

เป็นได้เฉกเช่นนกแก้วนกขุนทอง

นี่เพราะไม่รู้จักใช้ธรรมกระตุ้นธรรม

 

ศัพท์บัญญัติหรือธรรมที่พูดได้ใดๆ

ล้วนเป็นเพียงมายาภาพเท่านั้น

การพูดธรรม ทำได้เพียงให้ปริศนา

ปริศนาธรรม ก็เป็นเพียงมายาภาพ

 

บุคคลล่วงผ่านมายาภาพเห็นความจริงได้

เมื่อขบปริศนาธรรมให้แตกด้วยตนเอง

มิใช่เพราะถือเอาปริศนาธรรมว่าเป็นธรรม

ธรรมแท้ไม่มีในคำพูดของใคร ใดๆ เลย

 

จิตสู่จิต ธรรมสู่ธรรม ไม่ผ่านคำพูด

เซนที่พูดได้ จึงไม่ใช่เซน

เซนที่เขียนได้ ก็ไม่ใช่เซน

คำพูดเป็นเพียงเครื่องกระตุ้นจิตเท่านั้น

 

 ภาษาคือมายาภาพอันแท้จริง

บุคคลที่หลงใหลในภาษาคือหลงมายากล

นิยมในคำพูดธรรมะ เอาไปพูดต่อ

แต่ตัวเองกลับไม่มีธรรมเป็นของตน

 

สัจธรรมย่อมล่วงพ้นมายาภาพแห่งภาษา

ผู้ค้นพบสัจธรรม ย่อมก้าวล่วงพ้นมายาภาพนั้นสิ้น

ผู้หลงใหลในภาษาธรรม คือ ผู้หลงมายา

ผู้เข้าถึงสัจธรรม จึงไม่ติดใจในภาษาธรรม

 

ปริศนาธรรม ไม่ใช่สัจธรรม

ปริศนาธรรมคือเครื่องกระตุ้นจิต

นำทางจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรม

ดังนี้ จักหาสัจธรรมจากธรรมที่อธิบายได้ไปไย

 

.................................................................................

โดย physigmund_foid

 

กลับไปที่ www.oknation.net