วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... ที่มาของคำว่า สยาม ไทย, ลาว และ ขอม จากงานประพันธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์


          บทความต่างๆที่นำมาเสนอในบล็อกในวันนี้ (24 มิถุนายน 2550) ตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องสุดท้าย ได้รวบรวมมาเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นมุมมองด้านต่างๆเกี่ยวกับชื่อประเทศไทยที่แฝงภาพสังคมการเมือง การปกครองของไทยที่ผ่านมา ที่เคยมีข้อถกเถียงกันมาในหลากแง่หลายมุมนะคะ แต่ละบทความและรายละเอียดประกอบนั้น อาจมีความแตกต่างทางความคิดและทัศนคตินิยม

         มิได้มีวัตถุประสงค์จะชี้นำแต่ประการใด จึงขอให้ท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านให้ดีค่ะ ในสังคมไทย ยังมีเรื่องที่คนบางกลุ่มคิดและวิจารณ์กันในทางที่อาจจะไม่ถูกใจเรา แต่การที่เราจะปิดหูปิดตา ทำไม่รู้ไม่เห็น ก็ไม่น่าจะเป็นการถูกต้อง การเผยแพร่เรื่องที่ขัดแย้งทางความคิดที่มีผลกระทบต่อรากฐานความเป็นไท และ ความเป็นไทยนั้น นับว่าเสี่ยงอยู่ไม่น้อยในอันที่จะสร้างความเข้าใจผิดและรู้สึกไม่ดีต่อกันและกัน

          หากสิ่งที่บล็อกเกอร์ ปิรันย่า นำมาเผยแพร่นี้ จะกลายเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งใดๆ ก็ขอน้อมรับคำตำหนิไว้ทั้งสิ้น ขอได้โปรดเข้าใจในเจตนาที่ดี ที่อยากให้เราตระหนักกันถึงรากของปัญหาความแตกแยกในสังคม เผื่อว่าจะมีทางใดที่สามารถจะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี หรือ ผ่อนปรนความขัดแย้งอย่างหนัก ด้วยการทำความเข้าใจกันในเบื้องต้นว่า ที่มาที่ไปของแนวความคิดแตกขั้วนั้นมีต้นตอ มีสาเหตุมาจากที่ใดบ้าง อาจจะสลับซับซ้อนอยู่มาก แต่มองกันจริงๆก็หนีไม่พ้น เรื่องมุมมองของความเป็นธรรมในสังคม ไปจนถึงการแก่งแย่งชิงดี ในอำนาจกันนั่นแหละค่ะ และเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่มีการศึกษาคงจะสามารถเข้าใจและอดทนพอที่จะรับรู้เรื่องราวในอีกด้านหนึ่งดูบ้าง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใด ก็เป็นสิทธิ์ของท่านเต็มที่ค่ะ

         สำหรับในความคิดของบลอกเกอร์ปิรันย่าเอง บอกได้ประโยคเดียวค่ะว่า 'รักในหลวง ห่วงประเทศ' เป็นที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดมา เป็นมาอย่างไร ตอนนี้ ก็ไม่สำคัญเท่า การทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพี่ออนาคตที่ดีกว่า นะคะ

ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม
และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ

พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 จิตร ภูมิศักดิ์ (พ.ศ. 2473 - 2509)


          งานชิ้นสุดท้ายของจิตร นักวิชาการ กวี และนักปฏิวัติ คือ ความเป็นมาของคำสยามฯ เป็นงานที่มีลักษณะเป็นงานวิจัย ใช้เวลายาวนานที่สุด (ประมาณ 7 ปี) แต่ค้นคว้าในสภาพ ที่มีขีดจำกัดมากที่สุด คือ ขณะถูกจองจำ ไร้ซึ่งเสรีภาพ และอิสรภาพ กระนั้นก็ตาม งานชิ้นสุดท้ายนี้ กลับเป็นงานวิชาการที่โดดเด่นที่สุด พิสูจน์ความเป็นนักวิชาการอย่างแท้จริงของเขา ที่เป็นทั้งนักอักษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี โดยที่จิตร ภูมิศักดิ์ สามารถนำศาสตร์หลากหลาย มาค้นคว้าวิจัยหัวข้อดังกล่าว อย่างน่าสนใจ ลึกซึ้งรอบด้าน กว้างขวาง อีกทั้งยังประสบความสำเร็จ ในด้านที่สามารถนำเสนอผลการค้นคว้า อย่างมีบูรณาการ
            หนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ใช้หลักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ เปรียบเทียบเชิงประวัติ (Comparative Historical Linguistics) เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาในช่วงแรก จิตร พยายามชี้ให้เห็นราก และต้นตอของคำบ่งบอก ‘ชนชาติ ที่สำคัญ คือ คำ ‘สยาม ‘ไท - ไต - ไทย ลาว และ ขอม โดยชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง และวิธีคิดวิธีการศึกษา ที่ไม่ถูกต้องในการศึกษาที่ผ่านๆ มา แล้วใช้คำเหล่านี้ สืบค้นต้นกำเนิดของคนไทยอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องวิเคราะห์ความเป็นมาของ ‘สยามกุก’ และ ‘พลโว’ นั้นเป็นการเสาะแสวงหาทางวิชาการ ‘ที่น่าตื่นเต้น และน่าทึ่งเป็นที่สุด
              ยี่สิบปีได้ล่วงไปแล้ว สำหรับการพิสูจน์คุณค่า ที่ยังไม่อาจลบเลือนได้ของหนังสือ ที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายชีวิตนักวิชาการอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ องค์ความรู้ใหม่ด้านไท/ไทยศึกษา นับวันได้งอกเงยขึ้น หลักฐาน-ข้อมูลใหม่ โดยเฉพาะจากการวิจัยสนาม ในพื้นที่มีคนสยาม ไท ลาว ขอม คงจะสามารถเสริมสร้าง ต่อยอด องค์ความรู้ที่จิตรได้สร้างสรรค์ขึ้นไว้อย่างเป็นระบบ กระทั่งอาจคัดค้าน-โต้แย้งได้เป็นกรณีๆ ไป เพราะหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาที่อุดมสมบูรณ์ มีรายละเอียดแต่ละช่วง แต่ละตอนที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ น่าสืบค้น น่าตีความในเชิงทั้งสนับสนุน และโต้แย้งได้ แต่สิ่งที่นักวิชาการรุ่นใหม่ ไม่พึงมองข้าม ละเลย ทั้งยังควรใส่ใจ คือ ประเด็นสำคัญที่จิตรคงจะได้เขียนทิ้งท้ายไว้ก่อนเดินทางจากไป โดยเขียนไว้เป็นคำนำของหนังสือเล่มนี้ จากใจของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยตรง คือ ผู้ที่ค้นคว้าที่มา และความหมายของคำสยามในอดีตนั้น สังเกตได้ว่า ทุกท่านมักเริ่มต้นด้วย ยึดถือความรักชาติเป็นที่ตั้ง สำหรับข้าพเจ้า ความรู้สึกชาตินิยม กับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น รู้สึกว่าบางครั้งก็อาจจะขัดกันในบทความนี้ จึงเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มิได้เริ่มต้นจากความรู้สึกชาตินิยม มิได้ปิดประตูตายสำหรับความหมายที่ร้าย และเปิดประตูต้อนรับเฉพาะความหมายที่ดีด้านเดียว

ที่มา: http://www.bb.go.th/information/library/lbb/om/omweb/html/yiam/ext/lbr/interest9.htm


จิตรอธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยาม ว่าสยามเป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดเผ่าพันธุ์หนึ่งใด แต่ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ หากเป็นชื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่ง มีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่าซัม ซำ หรือสาม หมายถึงบริเวณที่มีน้ำซับน้ำซึมเป็นตาน้ำพุน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน แล้วเรียกคนจะเป็นชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่มีหลักแหล่งทำมาหากินบริเวณนี้ว่าชาวสยามทั้งนั้น

น้ำซับน้ำซึม หรือน้ำพุน้ำผุดเหล่านั้นเกิดจากน้ำฝนที่รากต้นไม้ทั้งบนภูเขาและบนเนินบนดอนอุ้มไว้ แล้วค่อยๆ ซึมเซาะซอนใต้ดินมาพุมาผุดขึ้นบริเวณดินอ่อนหรือดินโคลนเชิงเขาหรือเชิงเนินดอน จนบางแห่งกลายเป็นห้วยหนองคลองบึง เช่น หนองหารที่สกลนคร และหนองหานที่อุดรธานี บึงบอระเพ็ดที่นครสวรรค์ เป็นต้น

สรุปว่าสยามเป็นคำพื้นเมืองดั้งเดิมของสุวรรณภูมิ มีรากจากซัม ซำ หรือสาม ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำจากบาลี-สันสกฤต

ราชอาณาจักรสยาม

งานนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ยังอธิบายกว้างขวางว่า

อาหม หรืออัสสัม บริเวณลุ่มน้ำพรหมบุตรในอินเดียภาคเหนือ มาจากคำว่าสยาม

ฉาน หรือชาน บริเวณลุ่มน้ำสาละวิน (หรือน้ำแม่คง) ในพม่าภาคเหนือ เป็นคำเดียวกับสยาม

คนในกรุงศรีอยุธยาบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกผู้คนในตระกูลไทย-ลาวบริเวณลุ่มน้ำสาละวินว่าไทยใหญ่ หรือสยามใหญ่ (มีระบุครั้งแรกในเอกสารของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาถึงพระนครศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2199-2231 แล้วเรียกผู้คนทางลุ่มน้ำโขงว่าไทยน้อย หรือสยามน้อย)

สยามประเทศ หรือสยามเทสสะ เป็นคำพื้นเมืองกับคำบาลี ที่พยายามทำให้เป็นบาลีตามความนิยมสมัยนั้น เพื่อให้หมายถึงดินแดนสยาม หรือบริเวณชื่อสยาม

ราชอาณาจักรสยาม เป็นชื่อที่ชาวต่างชาติเรียกบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เป็นกรุงศรีอยุธยา พบหลักฐานครั้งแรกยุคกรุงศรีอยุธยาในเรือน พ.ศ.2000 แต่ไม่ได้หมายถึงกรุงสุโขทัย

“รัฐประชาชาติ” คือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า ชีวิตในสังคมรวมศูนย์กันด้วยเศรษฐกิจการเมือง มิใช่ด้วยเชื้อชาติเพราะเอกภาพของรัฐหรือสังคม เกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจและความไหวตัวทางการเมือง มิได้เกิดขึ้นจากหรือกำหนดขึ้นจากเชื้อชาติ เรื่องที่คิดจะกำหนดเอกภาพของรัฐหรือสังคมขึ้นจากเชื้อชาตินั้นเป็นเรื่องของความเพ้อฝันที่ไม่อาจเป็นจริงและไม่เคยเป็นจริงมาก่อนเลยในอดีต. ความคิดอย่างนั้นขัดต่อความจริงของชีวิต เพราะชีวิตในสังคม รวมศูนย์กันด้วยเศรษฐกิจและการเมือง มิใช่ด้วยเชื้อชาติ. ความคิดอย่างนั้นรังแต่จะก่อให้เกิดความหายนะแก่มนุษยชาติทุกเชื้อชาติดังเช่นลัทธินาซีของฮิตเลอร์เคยก่อมาแล้วในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น.

จิตรประกาศจักรวาลความคิดไว้ชัดเจนว่า “สังคมไทย และผืนแผ่นดินไทยจะต้องเป็นเอกภาพ ข้าพเจ้าคัดค้านความคลั่งเชื้อชาติที่คิดแบ่งแยกเอกภาพนี้ทุกชนิด. แต่ขณะเดียวกัน เอกภาพของสังคมไทยนี้ และผืนแผ่นดินนี้ ก็ประกอบขึ้นจากหลายภูมิภาคและหลายชนชาติ ข้าพเจ้าคัดค้านการผูกขาดเรียนประวัติของชนเชื้อชาติเดียว, ภูมิภาคเดียว ตัดประวัติของชนชาติอื่นและภูมิภาคอื่นทิ้งไป.”

แนวทางรัฐประชาชาติที่จิตรประกาศไว้ ก็คือรัฐประชาชาติกำหนดขึ้นด้วยเอกภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และเอกภาพแห่งดินแดน, มีเอกภาพทางภาษา กล่าวคือมีภาษาที่มีลักษณะทั่วไปภาษาหนึ่งเป็นภาษากลาง, และมีเอกภาพทางวัฒนธรรม คือมีวัฒนธรรมที่มีลักษณะทั่วไปกระแสหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมหลักของรัฐ. องค์ประกอบของรัฐประชาชาติทั้งห้านี้ จะละทิ้งเสียประการใดประการหนึ่งมิได้. ฉะนั้น ในขณะที่ศึกษาเรื่องราวของแต่ละชนชาติ ซึ่งมีภาษาเป็นของตนเอง และมีวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นเป็นของตนเองนั้น ก็จะเลยเถิดจนลืมเอกภาพทั้งห้าประการ, เกิดลัทธิคลั่งชาติหรือคลั่งท้องถิ่น (Provincialism) ขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

“นี่คือทรรศนะและแนวทางศึกษาประวัติศาสตร์ที่ข้าพเจ้ายึดถือว่าถูกต้องที่สุด” จิตรย้ำชัดเจน

ประชาชาติและชนชาติมีลักษณะต่างกันโดยจิตรอธิบายยกตัวอย่างประเทศลาวปัจจุบันนี้มีพลเมืองหนึ่งในสามเป็นชนชาติข่า หรือที่เรียกว่าลาวเทิง (คือลาวบน) อีกหนึ่งในสามเป็นชนชาติแม้ว หรือที่เรียกว่าลาวสูง. ชนชาติลาวจริงๆ มีอยู่ราวหนึ่งในสามหรือกว่าเล็กน้อยเท่านั้น.

“เรื่องของชนในรัฐจึงเป็นเรื่องของประชาชาติ ไม่ใช่ชนชาติ. ชนชาติหาได้มีบทบาทกำหนดขอบเขตของรัฐไม่.

ปัจจุบันนี้ ชนเชื้อชาติลาวที่มีอยู่ในภาคอีสานของประเทศไทยนั้น มีถึงแปดล้านคน มากกว่าที่อยู่ในประเทศลาวเองเสียอีก.”

ด้วยเหตุนี้เอง จิตรจึงบอกว่า “ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องรัฐกับชนชาติหรือเชื้อชาติ จึงมักจะเอียงกระเท่ไปศึกษาเรื่องราวของเชื้อชาติ, ศึกษาประวัติของเชื้อชาติ แทนการศึกษาประวัติศาสตร์แห่งสังคมในรัฐ. ผลก็คือ พากันบ้าคลั่งเชื้อชาติ (Racialism) หรือเป็นนักลัทธิคลั่งชาติ (Chauvinism) คิดแต่จะไปรวบเอาชนเชื้อชาติเดียวกันภายนอกประเทศ มารวมกับประเทศตน หรือคิดแยกชนเชื้อชาติตนไปรวมกับประเทศอื่นที่มีเชื้อชาติเดียวกัน ให้วุ่นวายไปหมด.”

หากคนเราคลั่งเชื้อชาติอย่างผิดๆ จะมีปัญหาวิวาทบาดหมางไม่รู้จบ ดังจิตรยกตัวอย่างว่า ถ้าคนไทยก็คิดจะรวบเอารัฐชานซึ่งเป็นพวกไทให (และไตลื้อสิบสองปันนา ตลอดไปจนถึงผู้ไทในเวียดนามเหนือ; ชาวลาวก็คิดจะรวบเอาภาคอีสานของไทย; ชาวเขมรก็คิดจะรวบเอาดินแดนฟากใต้แม่น้ำมูล; ชาวพม่าก็คิดจะรวบเอาดินแดนกะเหรี่ยงทางด้านตะวันตก; ชาวมลายูก็คิดจะรวบเอาดินแดนสี่จังหวัดภาคใต้ของไทย และหลายๆ ประเทศก็เป็นไปในทำนองนี้, โลกจะเป็นอย่างไร? ก็ต้องทำสงครามเพราะลัทธิคลั่งชาติกันเรื่อยไป และก็ไม่มีวันจะตกลงอะไรกันได้.)

จิตร สรุปว่า “นี่แหละคือผลร้ายของการเรียนประวัติศาสตร์โดยวิธีผิดๆ ที่พวกฝรั่งถ่ายทอดทิ้งไว้ให้ นั่นคือ แทนที่จะเรียนประวัติศาสตร์ของสังคมไทยที่อยู่ภายในการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเดียวกัน ซึ่งสังคมนี้ประกอบขึ้นด้วยหลายชนชาติอันมีไทย ลาว เขมร มลายู ฯลฯ เรากลับถูกพวกฝรั่งจูงให้ไปมุ่งเรียนแต่ประวัติศาสตร์ของชนเชื้อชาติไท-ไต, ไปสืบสาวราวเรื่องเรียนเรื่องของสังคมน่านเจ้าในเขตยูนนานของประเทศจีนเสียเป็นคุ้งเป็นแคว แล้วมาเริ่มศึกษาประวัติของชนชาติไทยในแหลมทองเอาเมื่อสมัยสุโขทัยและศรีอยุธยา.”

แต่ในขณะเดียวกัน จิตรบอกว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ที่ศึกษาประวัติศาสตร์โดยเริ่มต้นจากความรู้สึกชาตินิยมกระฏุมพี (Bourgeois nationalism) ซึ่งพยายามจะพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่างในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดถึงในภาคใต้ ให้กลับกลายเป็นไทยไปทั้งหมดโดยไม่ยอมให้มีร่องรอยของเขมรโบราณหลงเหลือติดอยู่เลยแม้แต่น้อย.”

การศึกษาประวัติศาสตร์ คือการศึกษาความเป็นมา-เป็นอยู่-เป็นไป ของสังคมที่มีเอกภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองหนึ่งๆ. ในเอกภาพนั้นๆ ย่อมประกอบขึ้นด้วยชนหลายเชื้อชาติที่มีภาษาแตกต่างกันและวัฒนธรรมแตกต่างกัน, แต่ทว่าจะมีภาษาหนึ่งและวัฒนธรรมหนึ่งมีฐานะเป็นภาษาและวัฒนธรรมหลัก, นั่นคือ มีฐานะปกครอง. ถ้าเราปฏิเสธความเป็นจริงดังกล่าวนี้, มุ่งศึกษาแต่เรื่องของชนเชื้อชาติเดียว, ภาษาเดียว, วัฒนธรรมเดียวโดยเฉพาะ, นั่นก็ย่อมหมายความถึงการศึกษาประวัติของเชื้อชาติตามแนวทางของลัทธิคลั่งชาติ, หาใช่การศึกษาประวัติศาสตร์ของสังคมไม่.

“การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องจะต้องเริ่มกันใหม่ นั่นคือศึกษาประวัติความเป็นมาแห่งสังคมบนผืนดินอันเป็นเอกภาพผืนนี้ ศึกษาย้อนขึ้นไปตามลำดับจากอยุธยาไปสู่ละโว้, พิมาย, สุโขทัย, โยนก, ศรีธรรมราช, ไชยาหรือศรีวิชัย, จานาศปุระ, ทวารวดี, พนมหรือฝูหนาน ฯลฯ ศึกษาให้ทราบว่าสังคมบนเอกภาพแห่งดินแดนนี้พัฒนาขึ้นมาจากลักษณะใด มาสู่ลักษณะใด มีประวัติการณ์ของชนชาติใดมาบ้างบนผืนแผ่นดินนี้ และทั้งหมดนี้รวมกันคือประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทย อันประกอบด้วยหลายชนชาติ และผ่านยุคสมัยมาหลายสมัย บางสมัยก็ชนชาตินี้เป็นชนชั้นปกครอง บางสมัยก็ชนชาตินั้นเป็นชนชั้นปกครอง; ส่วนชนชาติใดอพยพมาจากที่ไหนนั้น เป็นเพียงส่วนประกอบทางตำนานอันเป็นข้อปลีกย่อยเป็นเรื่องของมานุษยชาติวิทยาเท่านั้น.”

จิตรเชื่อมั่นว่า “การศึกษาด้วยทรรศนะเช่นนี้เท่านั้น จึงจะได้รับความรู้ที่เป็นประวัติศาสตร์แห่งสังคมในรัฐเอกภาพหนึ่งๆ ที่แท้จริง และจะไม่ก่อให้เกิดลัทธิคลั่งชาติหรือหลงเชื้อชาติ อันนำมาซึ่งความเพ้อฝันแผ่อิทธิพล หรือน้อยเนื้อต่ำใจคิดแบ่งแยกเอกภาพ. ทั้งนี้ เพราะประวัติศาสตร์ที่ศึกษาในแนวนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมที่ทุกชนชาติเป็นเจ้าของ, เปนผู้เคยมีบทบาทมาแล้ว, และก็ยังจะมีบทบาทต่อไปอีกในอนาคตภายในเอกภาพแห่งดินแดนนี้. ทุกชนชาติได้เคยมีหุ้นส่วนในดินแดนที่เป็นเอกภาพนี้มาแล้วแต่โบราณ, มีหุ้นส่วนในการสร้างสังคมนี้มาแล้วแต่โบราณ และก็ยังจะมีอยู่ต่อไป.”

ชาติ(Nation) แตกต่างจากเชื้อชาติ (Race). ประวัติศาสตร์ของชาติ (History of a nation) แตกต่างจากประวัติของเชื้อชาติ (History of a race) จิตรสนับสนุนสิ่งแรกคือประวัติศาสตร์ของชาติ และคัดค้านสิ่งหลังคือประวัติศาสตร์ของเชื้อชาติ

ที่มา: http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=264

จิตร ภูมิศักดิ์
(พ.ศ. ๒๔๗๓ - ๒๕๐๙)

ชีวะประวัติ

เกิด

จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่ตำบลประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นบุตรของนายศิริ ภูมิศักดิ์ และนางแสงเงิน

พ่อของจิตรมีอาชีพเป็นนายตรวจสรรพสามิต ในวัยเด็กจิตรจึงย้ายที่อยู่และที่เรียนบ่อย จิตรเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำจังหวัดกาญจนบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๙ บิดาย้ายไปรับราชการที่จังหวัดพระตะบอง จิตรได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่นั่น และได้มีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศสและเขมรจนเชี่ยวชาญ

เรียน

ต่อมาบิดาและมารดาของจิตรได้แยกทางกัน ภายหลังสงครามอินโดจีน ไทยต้องคืนจังหวัดพระตะบองให้กับเขมร มารดาของจิตรได้ย้ายไปทำงานที่ลพบุรีและหาเงินส่งลูกเรียนที่กรุงเทพฯ จิตรเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ระหว่างเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรนี้ จิตรมักถูกตราหน้าว่าเป็นเขมรจากครูอยู่เสมอ หลังจากนั้น จิตรได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและสอบไล่ได้เตรียมสอง (ม.ศ. ๕) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และในปีเดียวกันนั้นเอง จิตรสอบเข้าเรียนต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือมหาวิทยาลัยฉบับ ๒๓ ตุลาฯ จิตรได้จัดทำหนังสือในรูปแบบที่แหวกแนวกว่าที่เคยทำมาทุกปี โดยพยายามชี้ให้เห็นสภาพที่แท้จริงของประชาชน และค่านิยมอันไม่ถูกต้อง จากเหตุนี้ ทำให้เกิดการสอบสวนจิตร จิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก" ลงจากเวทีหอประชุม ทำให้ได้รับบาดเจ็บ คณะกรรมการมหาวิทยาลัยยังได้มีมติลงโทษจิตร โดยให้พักการเรียนเป็นเวลา ๑ ปี ระหว่างถูกพักการเรียน จิตรได้ไปสอนหนังสือและทำงานกับหนังสือพิมพ์ "หนังสือพิมพ์ไทยใหม่" ช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่าต่อประชาชน และวงวิชาการไทย

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ จิตรกลับเข้าเรียนต่อที่จุฬาฯ จิตรได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้า ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในการศึกษาและต่อมานำไปสู่การปฏิบัติ แนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมนิสิตของจิตร คือการกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษามีความรักชาติ รักประชาธิปไตย สนใจการเมือง พิทักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ค้านระบบอาวุโส ลัทธินิยมคณะ และกระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ เกิดความสามัคคี โดยได้พยายามจัดตั้ง "สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" ขึ้น

งาน

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จิตรจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในขณะเดียวกัน จิตรเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่มหาวิทยาลัยประสานมิตร จากแนวความคิดของจิตร หนังสือรับน้องใหม่ของศิลปากรจึงออกมาแหวกแนวเช่นเดียวกับหนังสือของจุฬาฯ ในหนังสือเล่มนี้ บทความของจิตร "ศิลปเพื่อชีวิต" ภายใต้นามปากกาว่า "ทีปกร" ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรก

วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ จิตรถูกจับพร้อมกับบุคคลอื่น ๆ ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนในข้อหา "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และ "สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร" เป็นผลมาจากการยึดอำนาจและการใช้นโยบายปราบปรามของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ จิตร ภูมิศักดิ์ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง จิตรถูกคุมขังอยู่นานถึง ๖ ปี โดยไม่มีความผิด ระหว่างที่อยู่ในคุก จิตรได้ทุ่มเวลาเขียนหนังสือ ผลงานเด่นที่สุดของจิตรขณะที่อยู่ในคุกคือ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" ซึ่งเป็นผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ

เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ จิตรได้เดินทางสู่ชนบทอิสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในนาม "สหายปรีชา" สหายปรีชาเดินทางมุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า สหายปรีชาใช้ชีวิตอยู่ที่ดงพระเจ้าได้ไม่นาน กองทหารป่าก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากวาดล้าง นับเป็นครั้งแรกที่มีการแตกเสียงปืนในดงพระเจ้า

สหายปรีชาและพวกได้ถอยทัพไปสู่ "ภูผาตั้ง" ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งใหม่ของทัพใหญ่ สหายปรีชาได้ปฏิบัติงานมวลชนที่นี่ และได้แต่งเพลง "ภูผาปฏิวัติ" ซึ่งกลายเป็นเพลงต่อต้านอันโด่งดังของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ระหว่างการปฏิบัติงานมวลชน จิตร ภูมิศักดิ์ได้ถูกล้อมยิงเสียชีวิตที่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

บทกวีของอาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอาร์เมเนีย
แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ บทกวีนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ในที่สุด
 

ข้อมูลอื่น

สามัญชนบนถนนประชาธิปไตย
ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท

งานหนังสือ

๒๕๓๐ - ๒๕๓๙
  • ท้าวฮุ่ง ขุนเจือง : - วีรบุรุษสองฝั่งโขง; รวมบทความวิชาการเยี่ยมยอดของ มหาสิลา วีระวง (นักปราชญ์ลาว) จิตร ภูมิศักดิ์ ศรีศักร วัลลิโภดม ดวงเดือน บุนยาวง (นักวิชาการลาว) ประคอง นิมมนานเหมินทร์ ธิดา สาระยา / - สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ 2538
๒๕๒๐ - ๒๕๒๙
  • รวมบทความทางภาษาและนิรุกติศาสตร์ 2529
  • ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม 2525
  • ตำนานแห่งนครวัด 2525
  • ความอบอุ่นอันแสนหวาน 2525
  • ความใฝ่ฝันอันแสนงาม 2525
  • โจหยาง 2523
  • พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี 2522
  • โคทาน ภาคสมบูรณ์ ของธนปัตโร ศรีวัสตาวะ งานแปล 2521
  • เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน 2521
๒๕๑๐ - ๒๕๑๙
  • แม่ ของแมกซิม กอร์กี้ งานแปล 2519
  • ภาษาและนิรุกติศาสตร์ 2519
  • ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ 2519
  • ด้วยเลือดและชีวิต งานแปล 2519
  • ความเรียงว่าด้วยศาสนา ของศาสตราจารย์ยอร์จ ทอมสัน งานแปล 2519
  • คาร์ล มาร์กซ์ 2518
  • นิราศหนองคาย วรรณคดีที่ถูกสั่งเผา 2518
  • บทวิเคราะห์วรรณกรรมยุคศักดินา และทีปกร ศิลปินนักรบประชาชน 2517
  • บทวิพากษ์ว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม 2517
  • กวีการเมือง 2517
๒๕๐๐ - ๒๕๐๙
  • ภาษาละหุหรือมูเซอร์ 2506
  • โองการแช่งน้ำ วรรณคดีวิเคราะห์ โองการแช่งน้ำพระพัทธ์และภาคผนวก ว่าด้วยข้อคิดใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2505
  • โฉมหน้าศักดินาไทย 2500
  • ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน 2500
ข้อมูลอื่น

แนะนำหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์
นามปากกาจิตร ภูมิศักดิ์

บทความ

  • แชมพูไทย
  • รูปแบบโคลงห้าพัฒนา
  • โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานคร ยุคไทยพัฒนา คาวกลางคืน
  • คำเตือน... จากเพื่อนเก่า
  • เปิบข้าว
  • แสงดาวแห่งศรัทธา
  • เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน

    จิตร ภูมิศักดิ์ ในมุมุมองต่างๆ

  • โฉมหน้า "จิตร ภูมิศักดิ์" จากปลายปากกา วิชัย นภารัศมี โดย บรรณวัชร จากเนชันสุดสัปดาห์ ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๕๖๑ วันที่ ๘ - ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๖
  • ฮีโร่ที่ไม่ฮิต จิตร ภูมิศักดิ์ จากกรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
  • สัมภาษณ์ชลธิรา สัตยาวัฒนา - จิตร ภูมิศักดิ์เป็นนักวิชาการปฏิวัติ จากเนชันสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๕๓๘ วันที่ ๒๓ - ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕
  • กรณี "โยนบก" จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนปฏิวัติแนวมาร์กซิสต์ โดย นิยม ประชาธรรม์
  • จิตร ภูมิศักดิ์ นอกคอกนักวิชาการ โดย เกษียร เตชะพีระ
  • บทบันทึกงานรำลึก ๓๖ ปี การจากไปของ "จิตร ภูมิศักดิ์" โดย พีระ ลิ่วลม
  • จิตร ภูมิศักดิ์ ฉบับการ์ตูน โดย ชัยวัฒน์ ลิ้มเศรษฐานุวัต ๒๕๓๒
  • วาระสุดท้ายแห่งชีวิตจิตร ภูมิศักดิ์ รวบรวมและเรียบเรียง โดย แดน สาลิกา ๒๕๓๗
  • คิดถึงแม่...คิดถึงน้อง "จิตร ภูมิศักดิ์" โดย ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ ๒๕๔๕
  • ที่มา: http://www.geocities.com/siamintellect/intellects/jitara/biography.htm

    จิตร ภูมิศักดิ์ 

     ภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ขบวนการนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้นำเอาประวัติชีวิต การต่อสู้และงานเขียนของ จิตร ภูมิศักดิ์ปัญญาชนปฏิวัติแนวมาร์กซิสต์ มาทำการศึกษา วิเคราะห์และตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชนชาวไทย อันมีจุดมุ่งหมายให้เป็นดั่ง ธงชัย ในการปลุกเร้า จิตสำนึกของการมีส่วนร่วม ทางการเมืองในหมู่มวลชนคนรุ่นใหม่ให้มาร่วมกันการต่อสู้ เพื่อเรียกร้องเอกราช ความเป็นธรรมในสังคม และประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจาก รัฐบาลเผด็จการทรราช อยู่เคียงข้างขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ของเหล่านิสิตนักศึกษาปัญญาชนเพื่อ ร่วมกันกำหนดชะตากรรม ของบ้านเมืองด้วยหนึ่งสมองและสองมือของเราเอง

    จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยกึ่งพุทธกาล คือระหว่างปี ๒๔๗๓-๒๕๐๙ อันเป็นช่วงรอยต่อระหว่าง สังคมเก่า "เจ้าศักดินา-ราชาธิปัตย์" และ สังคมใหม่ "ประชาธิปไตยภายใต้อำนาจนิยม เผด็จการกระฎุมพี" ที่คาบเกี่ยวกับยุคสงครามเย็น (ปี ๒๔๘๘-๒๕๓๔) ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง กระแสวัฒนธรรมทุนนิยมและสังคมนิยมที่กำลังถาโถมเข้าสู่เมืองไทย อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    งานเขียนส่วนใหญ่ของจิตรมักจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีสภาพสังคมและการเมืองที่เน่าเหม็นฟอนเฟะ ของไทยโดยศึกษาวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวด้วยหลักปรัชญาของสำนักมาร์กซิสต์ ซึ่งถือว่าเป็นการท้าทาย และปฏิเสธระบบความคิดและความเชื่อดั้งเดิมที่สิงสู่อยู่ในสังคมไทยสมัยนั้น อันเป็นแนวความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่อยู่ภายใต้การครอบงำทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมจากจักรวรรดินิยม อเมริกา โดยแฝงมาในรูปแบบของการช่วยเหลือระหว่างรัฐต่อรัฐ ซึ่งจิตรได้ชี้ชัดฟันธงลงไปว่า "สังคมไทยปัจจุบันมีลักษณะเป็นสังคมกึ่งศักดินา-กึ่งเมืองขึ้น"

    ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้แสดงทรรศนะที่มีต่อจิตรไว้ในเอกสารจากสันติบาลกอง ๓ แฟ้มบุคคลสำคัญ ลำดับที่๐๐๘๒ นายจิตร ภูมิศักดิ์, ๑๘ ธันวาคม ๒๕๐๒ เมื่อคราวที่ถูกจับกุมในข้อหา มีการกระทำอันเป็น คอมมิวนิสต์และกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในและภายนอกราชอาณาจักร ในเช้าตรู่ เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๑หลังการทำ รัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองประเทศ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เพียง ๑ วัน ดังเนื้อความที่ว่า "(นายจิตร ภูมิศักดิ์)มีความคิดเห็นทางการเมือง ...เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ มีความคิดเห็นแนวซ้าย สนับสนุนคอมมิวนิสต์"

    ด้วยเหตุนี้เอง งานเขียนส่วนใหญ่ของจิตร จึงถูก รัฐบาลปฏิกิริยาขวาจัด จัดอันดับให้เป็น หนังสือต้องห้าม พร้อมกับมีคำสั่งให้เก็บหรือเผาทำลายให้สิ้นซากไปจากบรรณพิภพไทย

    การที่จิตรมี ความคิดก้าวหน้า เกินกว่าคนร่วมสมัยเดียวกัน ทำให้เขาถูกผู้คนในสังคมบางกลุ่ม ประณามหยามเหยียดว่า เขาเป็น พวกหัวรุนแรง เอียงซ้าย ฝ่ายแดง และ คอมมิวนิสต์ ครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๙๖ สมัยที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๓ แผนกวิชาอักษรศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จิตรได้รับการคัดเลือก จากตัวแทนนิสิตคณะต่าง ๆ รวม ๖ คณะราว๓๐ คน ให้เป็น สาราณียกรของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (สจม.) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า สาราณียกรของมหาวิทยาลัย โดยรับหน้าที่เป็น บรรณาธิการ ในการจัดทำ หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับปิยมหาราชานุสรณ์ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๖ หรือที่มักเรียกกันว่า หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ ๒๓ ตุลาฯ ซึ่งเป็นที่มาของ กรณีโยนบก อันอื้อฉาวและโด่งดังครั้งแรกและครั้งเดียว ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

    หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ ๒๓ ตุลาฯ นี้ มีกำหนดออกแจกจ่ายเป็นประจำใน วันปิยมหาราช ๒๓ ตุลาคมของ ทุกปีซึ่งเป็นวันถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ องค์ผู้สถาปนาสถาบันการศึกษาแห่งนี้ อันเป็นที่มาของนาม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

    ซึ่งแต่ละคณะวิชาจะมีการคัดเลือกสาราณียกรของตนเอง เพื่อมีหน้าที่จัดทำหนังสือประจำคณะ ออกแจกจ่ายด้วยเช่นกัน สาราณียกรประจำคณะเหล่านี้จะต้องให้ความร่วมมือในการจัดทำหนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ ๒๓ ตุลาฯ โดยมีหน้าที่รวบรวมต้นฉบับบทความส่งมาให้จิตรพิจารณาคัดเลือกนำลงตีพิมพ์อีกทีหนึ่ง

    ส่วนคณะอักษรศาสตร์ของจิตรนั้น มี ม.ร.ว.นิตยโสภาคย์ เกษมสันต์ รับหน้าที่เป็นสาราณียกรประจำคณะ ในการจัดทำหนังสืออักษรานุสรณ์ ฉบับรับนิสิตใหม่ ประจำปี ๒๔๙๖ ถึงแม้ว่าจิตรจะมีงานยุ่งสักเพียงใด แต่ก็ยังมีกะจิตกะใจส่งงานเขียนมาร่วมตีพิมพ์ลงในหนังสือประจำคณะตามคำร้องขอของ ม.ร.ว.นิตยโสภาคย์ ถึง ๒ ชิ้นด้วยกัน คือ นวนิยายรักขนาดสั้นจากพญาฝัน-ถึงทยอยใน โดยใช้นามปากกาว่า จักร ภูมิสิทธิ์ และ กลอนต้อนรับนิสิตใหม่ ของคณะอักษรศาสตร์ ซึ่งเราสามารถสัมผัสถึงความอลังการของรสถ้อยกวีอันงดงาม วิจิตรบรรจงของจิตรได้ดังนี้


    ท้าทายเทวพิมานตระหง่านนภพิสัย
    เลอทวยสุเทพไทประสิทธิ์
    งามตึกอักษรศาสตร์วิลาสวรวิจิตร
    รื่นรมย์มโนนิตย์ นิรันดร์
    เชิญเนาผองนุชเพียรบำเรียนวิวิธวรรณ
    โดยเจตน์ประจวบบรร- ลุเทอญฯ

    ที่มา:http://www.mthai.com/poetry/talk/webboard/01417.html

    เชิญอ่าน

  • ...... ชื่อประเทศนั้น สำคัญไฉน ขอยืนหยัดในความเป็นไทย เป็นคนไทย รักประเทศไทย
  • ...... ความพยายามในการจะเปลี่ยนชื่อประเทศ 'ไทย' กลับไปเป็นประเทศ 'สยาม'
  • ...... เหตุผลที่เปลี่ยนชื่อประเทศ 'สยาม' เป็นประเทศ 'ไทย'
  • ...... ครบรอบ 75 ปี วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใครทำอะไรที่ไหนในวันที่ 24 มิถุนายน 2550

    โปรดติดตามเรื่องราวชีวิตและงานของ จิตร ภูมิศักดิ์

  • โดย ปิรันญ่า

     

    กลับไปที่ www.oknation.net