วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แอ๊บแบ๊ว


 เเอ๊บเเบ๊ว เป็นคำวิเศษณ์ ที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นตอนนี้ ซึ่งต่างกันเพียงเส้นขั้นบางๆกับคำว่า กระแดะ เป็นคำที่ได้ถูกบันทึกลงในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และเป็นที่ฮือฮามาก

 

สารบัญ

 คำนิยาม

        "แอ๊บแบ๊ว" เป็นคำผสมระหว่างคำว่า แอ๊บนอร์มอล (abnormal) ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ผิดปกติ รวมกับคำว่า "บ้องแบ๊ว" ที่หมายความว่า น่ารัก ไร้เดียงสา เมื่อรวมกันจึงหมายถึงการใช้ภาษา การกระทำที่ผิดปกติ ทำให้ดูน่ารัก ไร้เดียงสา (ตามพจนานุกรมให้ความหมายของ บ้องแบ๊ว เป็น วิเศษ แปลว่า มีหน้าตาพิลึก.) เพราะฉะนั้นอาจแปลความ แอ๊บแบ๊ว ได้อีกอย่างว่า มีหน้าตาพิลึกไม่ปกติ และอุบาทว์สุดๆ

        เดิมคำว่าแอ๊บแบ๊ว ไม่ได้ออกเสียงว่าแอ๊บแบ๊ว แต่ออกเสียงว่าแอบแบ๊ว แต่เพราะพูดอย่างแอ๊บแบ๊ว เสียงเลยเพี้ยนเป็นแอ๊บแบ๊ว ดังนั้นคำว่า แอ๊บแบ๊ว จึงน่าจะมาจากคำว่า แอบ + บ้องแบ๊ว มากกว่า แอ๊บนอมอล + บ้องแบ๊ว

 ลักษณะเฉพาะทางกายภาพของคนแอ๊บเเบ๊ว

        การ "แอ๊บแบ๊ว" เป็นอาการทางจ(ริ)ตชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในเพศหญิงช่วงแรกสาว แต่ตอนนี้เริ่มลุกลามในผู้ชาย กะเทย และเพศใกล้เคียง มีอาการควบคู่ไปกับการแสดงออกทางอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่

 ดวงตา

        คนที่ "แอ๊บแบ๊ว" จะมีดวงตากลมบ้องแบ๊ว เกิดประกายวิบวับขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ คิ้วจะเลิกขึ้นนิดๆ หัวคิ้วจะหดเข้าหากัน ทำให้คนแอ๊บแบ๊วมีสีหน้าดูสงสัย ไร้เดียงสาอยู่ตลอดเวลา

 แก้ม

        ผู้หญิงแก้มป่องคือผู้หญิงน่ารัก แก้มป่องจึงเป็นอาการแบ๊วอันดับสองที่ขาดไม่ ได้ ลำพังคนที่ แก้มป่องเป็นธรรมชาติก็ถือเป็นโชคดีของเค้าไปค่ะ แต่สำหรับคนที่แก้ม ตอบ โหนกปูด กรามสองข้างทำมุมฉากซึ่งกันและกัน เราก็จะได้เห็นอาการพยายามอมลม ไว้ในปาก แล้วดันกระพุ้งแก้มให้ป่องออกมาจนกระทั่งดูน่าหยิกเล่น (อิชั้นเคยลองดู แล้ว รู้สึก เหมือนอมน้ำยาบ้วนปากแล้วลืมบ้วนทิ้ง) คนที่แอ๊บแบ๊วจนชำนาญก็จะขนาดแก้ม ที่ป่องกำลังดีดูน่ารัก แต่สำหรับแบ๊วมือใหม่หลายคนก็ พลาด กะไซส์แก้มผิดป่องเป็นปลาทองรักเร่ หรือไม่ ก็ชิพกับเดลล์ เพิ่งผ่าฟันคุด ก็ถือว่าต้องฝึกกันอีกเยอะ.. ได้ไม่ต้องกังวล เพราะถ้าแก้มยังทำให้คุณดูแบ๊วไม่สมใจละก็..ปาก ยังช่วยคุณได้ ค่ะ

 ปาก

        สาวแอ๊บแบ๊วจะถูกกำหนดให้มีริมฝีปากบนบางๆ แล้วยกเชิดขึ้นจนเห็นฟันคู่หน้านิดๆ ส่วนริมฝีปากล่างขณะแอ๊บแบ๊วนั้นมีข้อบังคับว่า ห้ามเผยอออกมาจนห้อยย้อย แต่ต้องเกร็งไว้นิดๆเบะคางให้ดูคล้ายแอบงอนใครมา อย่าลืมรักษารูปปากไว้ตลอดเวลาที่พูดคุยด้วยนะคะ เสียงที่ออกมาจะได้อ้อม แอ้ม พูดไม่ชัด

 ริม

        ฝีปากล่างขณะแอ๊บแบ๊วนั้นมีข้อบังคับว่า ห้ามเผยอออกมาจนห้อยย้อยแบบ โน๊ต เชิญยิ้ม เด็ดขาด แต่ต้องเกร็งไว้นิดๆเบะคางให้ดูคล้ายแอบงอนใครมาหน่อยนึง และทีเด็ดคือต้องยิงมุม ปากให้เบี้ยวไปข้างที่ถนัดข้างใดข้างหนึ่งพอประมาณหน้าแบ๊วที่ออกมาจะดูแก่น เซี้ยวแสนซน และทำให้แอบคิดไปเองได้ว่า "ตอนนี้เราหน้าเหมือนโฟร์แล้วล่ะตะเอง.." อย่าลืม รักษารูปปากไว้ตลอดเวลาที่พูดคุย เสียงที่ออกมาจะได้อ้อม แอ้ม พูดไม่ชัด น่ารักน่าถีบ เอ๊ย! น่าจีบ ขึ้นอีกจมเลย

 เสียง

        เสียงมาตรฐานการแอ๊บแบ๊วคือเสียงเล็กๆ อู้อี้นิดๆ อ้อนหน่อยๆ และผิดอักขระวิธีให้มากที่สุด เสียงมาตรฐานการแอ๊บแบ๊วคือเสียงเล็กๆ อู้อี้นิดๆ อ้อนหน่อยๆ ประมาณ น้องเบเบ้ หรือจิ๊บ ปกฉัตร อะไรแถบๆนี้ ใครที่เคยสอบอ่านร้อยแก้วร้อยกรองแล้วได้คะแนนเต็ม มา อาจจะต้องไป ตัดปลายลิ้นตัวเองก่อน จึงจะออกเสียงแบ๊วๆแบบนี้ได้ น้ำเสียงที่นิยมแอ๊บแบ๊ว คือ level ตั้งแต่ 2 เป็นต้นไป ทำ อย่างไรก็ได้ให้ผิดอักขระวิธีให้มากที่สุด

 อุปกรณ์เสริมความแอ๊บแบ๊ว

        อันเนื่องมาจาก ตา คือหน้าต่างของจิตใจ การแอ๊บเเบ๊ว ส่วนใหญ่ก็จะเเสดงออกมาทางดวงตาอุปกรณ์หลักๆ ได้เเก่ ที่ดัดขนตา,มาสคาร่า และอายไลเนอร์ ที่จะช่วยขับให้ตาแบ๊วขึ้นอย่าง น่าอัศจรรย์เดี๋ยวนี้มีคอนแท็คเลนส์ประเภทเพิ่มขนาดลูกตาดำด้วย อวัยวะข้างเคียงที่จะมีผลกระทบก็คือ คิ้วที่จะเลิกขึ้นนิดๆ หัวคิ้วจะหดเข้าหากันนิดนึง นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนแอ๊บแบ๊วมีสีหน้าดูสงสัย ไร้เดียงสาอยู่ตลอดเวลา

 บทสนทนาภาษาแอ๊บเเบ๊วเเละศัพท์แอ๊บเเบ๊ว

        จริงเหรอ ออกเสียงเป็น จิ๊ง-ง๋ออออออ??

        ใช่ไหม เป็น ชิเมะ? / ชิป้ะ? / ชิม้า? / ชิมิ?

        ไม่เอา เป็น มิอาวววว

        คือว่า,เอ่อ เป็น คึ่ บั่บ / คึ่แบ๊บ / เอิ่ม / อึ่มมม

        บ้า เป็น บ๊า........ (อย่าลืมกระดกเสียงขึ้นไป 2 octave)

        อะไรน่ะ เป็น อึ่หล่ายอ้ะ? เป็น ต้น


 ตัวอย่างคำพูดแอ๊บเเบ๊ว

        "อ้าว สวัสดีแก ไม่ได้เจอกันนานมาก คิดถึงสุดๆ ไปกินข้าวที่สยามกันมั้ย เดี๋ยวพี่ชายเราไปส่งล่ะ" เป็น         "ฮั้ย! สัสดีแกร..มะได้เจ๊อกึนนานม๊ากกก คิดถึ่งซูดซู๊ดดด ไปกินค๊าวที้ซึ่หย่ามกึนเมะเด๋วพี๊..ชายเราป้ะส่งแหละ" ฯลฯ

 วิธีการฝึกแอ๊บแบ๊ว

        วิธีฝึกง่ายๆก็คือยืนหน้ากระจก ฝึกทำหน้าให้แบ๊วที่สุด แล้วลองอ่าน ข้อความเหล่านี้อัดเสียงใส่เทปเอาไว้ ถ้าเปิดฟังแล้วรู้สึกอยากกระโดดถีบตัวเองเมื่อไหร่ แสดงว่าคุณผ่านการ "แอ๊บแบ๊ว" ระดับเบสิคได้ แล้ว

 แอ๊บเเบ๊วในประเทศญี่ปุ่น

        ประเด็น "แอ๊บแบ๊ว" ไม่เป็นเพียงเเต่พฤติกรรมที่เป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้ภาษาของวัยรุ่นของไทยเท่านั้นที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีกระแสนิยมการเเอ๊บเเบ๊วเหมือนกัน โดยจะพูดคำว่า "คาวาอี้" ที่มีความหมายถึง "น่ารัก"

        นิตยสาร "นิปโปะเนีย ค้นหาญี่ปุ่น" ฉบับครบรอบ 10 ปี มี.ค. 2550 กล่าวถึงคำว่า "คาวาอี้" โลกแห่งความน่ารัก ที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมของญี่ปุ่น ไม่ว่าเวลาจะชมเสื้อผ้า หรือบรรยายความน่ารักของตัวการ์ตูน วิดีโอเกม แอนิเมชั่น ต่างต้องใช้คำๆ นี้พวกสาวๆ ที่โตๆ กันแล้วจะเริ่มใช้คำว่าคาวาอี้ กันอย่างแพร่หลาย เวลาที่คุยกับชายที่สูงอายุกว่าพวกหล่อนอาจจะพูดกับประธานบริษัทว่า "แว่นของท่านคาวาอี้จังเลย" หรืออาจจะพูดกับผู้จัดการของตัวเองว่า "พุงกลมๆ ของท่านคาวาอี้จังเลย" ทั้งที่หลายปีก่อน ผู้หญิงจะไม่มีวันพูดว่าคาวาอี้กับคนที่สูงอายุกว่า หรือกับเจ้านายของตนเอง ถึงอยากจะพูดแต่ก็ต้องข่มความรู้สึกเอาไว้ในใจเพราะธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมในสมัยก่อน ทุกคนต้องทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้น ตอนนี้ญี่ปุ่นก็ก้าวไปถึงระดับนั้นแล้วไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นความกดดันทางสังคมที่บีบให้ทุกคนต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่เข้มข้นเหมือนแต่ก่อนอีก

        คำว่า "คาวาอี้น่า" เกิดขึ้นในยุค "80 เพราะมีกรณีที่แก๊งอันธพาลโบโซโซะคุ เริ่มตกเป็นข่าวตามสื่ออยู่เป็นประจำ ขณะที่แฟนสาวของสมาชิกแก๊งนี้นิยมสิ่งที่ดูฉูดฉาดไร้รสนิยม แต่สาวๆ เหล่านี้ก็ยังชอบของน่ารักเป็นธรรมดา ดังนั้นภาพของแมวนะเมะเนะโกะที่รัฐบาลนครโตเกียวนำมาติดเพื่อรณรงค์ต่อต้านพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์ จึงถูกใจสาวๆ กลุ่มนี้มาก จนเรียกว่าคาวาอี้ ส่วนพวกหนุ่มๆ ที่ต้องการเอาใจแฟนสาวก็เลยต้องเริ่มพูดคำว่าคาวาอี้ด้วยเช่นกัน

        ปรากฏการณ์คาวาอี้เริ่มแพร่หลายไปทั่วอย่างแท้จริงในหมู่คนหนุ่มสาวราวปี 1983-1984 และช่วงนี้เองที่บริษัทต่างๆ เริ่มตระหนักเห็นว่า ของน่ารักๆ ขายได้ ขนาดรถยนต์นิสสัน Be-1 ก็ยังออกแบบให้น่ารักไว้ด้วย รูปแบบความน่ารักคาวาอี้แพร่หลายโดยกลุ่มที่เรียกว่าโอตะคุ หมายถึงคนที่หลงใหลหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ (แฟนพันธุ์แท้) พวกนี้จะคลั่งไคล้สิ่งของที่น่ารักๆ และมาติดป้ายความน่ารักให้ ตัวอย่างหนึ่งคือพวกคอสเพลย์ หรือคนที่ชอบแต่งตัวเลียนแบบตัวละคร อย่างเซเลอร์มูน เป็นต้น

        มาถึงวงการแฟชั่น สาวๆ ญี่ปุ่นที่ต้องการดูดีแบบคาวาอี้ มักจะดูต้นแบบจากนิตยสาร Cancam นิตยสารแฟชั่นสำหรับสาวๆ ที่มีผู้อ่านมากที่สุด อายุเฉลี่ยของผู้อ่านอยู่ที่ 23 ปี เคล็ดความนิยมอยู่ที่นางแบบดาวรุ่ง โดยเฉพาะ เอะบิฮะระ ยูริ ที่โด่งดังมาตั้งแต่ปี 2003 เสื้อผ้าที่เอะบิจังถ่ายแบบจะมียอดขายพุ่งขึ้นทันที


 เเอ๊บเเบ๊วในด้านจิตวิทยาเเละทัศนคติของผู้ใหญ่

        พฤติกรรมแอ๊บแบ๊วที่กำลังระบาดในหมู่วัยรุ่นขณะนี้ในทางจิตเเพทย์ชี้ว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องปัญหาสุขภาพจิต เพราะปกติวัยรุ่นเป็นวัยของการแสวงหา และพยายามสร้างเอกลักษณ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ให้แตกต่างจากวัยรุ่นในยุคก่อนหน้านี้ เป็นการทำสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ลักษณะเดียวกับในช่วงที่เราเคยเป็นวัยรุ่นที่มักชอบกระทำพฤติกรรมออกนอกระเบียบอยู่เสมอ เป็นความแตกต่างแนวความคิด แต่เมื่อเปลี่ยนวัยเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนไป เเละในฐานะผู้ใหญ่ต้องดูว่าจะมองในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อหาจุดเหมาะสม หากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาษาและวัฒนธรรม และต้องดูว่าวัยรุ่นพยายามสื่อสารอะไรกับผู้ใหญ่ในสังคม ซึ่งต้องดูเหตุผลและพิจารณาอย่างรอบด้านว่า แอ๊บแบ๊วจะมีผลเป็นบวกหรือลบ ซึ่งการที่วัยรุ่นมีพฤติกรรมคิดแปลกๆ ทำอะไรที่แตกต่างจากปกติทั่วไปไม่ถือว่าผิดปกติ แต่หากวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงสร้างสรรค์ ไม่คิดอะไรแผลงๆ เลย กลับถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติมากกว่า




ขอขอบคุณข้อมูลจาก

-หนังสือพิมพ์ข่าวสด

-หนังสือพิมพ์มติชน

-หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

-อันไซโคลพีเดีย ไร้สาระนุกรม


ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net