วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ร่างกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ...รัฐต้องทำประชามติ


กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ...รัฐต้องทำประชามติ

จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบผ่าน "ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ...." เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ โดยอาศัยช่วงที่สังคมกำลังวิตกกังวลและเบื่อหน่ายการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว และเสื้อหลากสี โดยการฉกฉวยโอกาสภาวะเช่นนั้นมาดำเนินการผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างน่าละอาย

ประเทศไทยของเรามีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ควบคุม ดูแล การใช้สิทธิการชุมนุมของประชาชนเพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิบุคคลอื่น เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางบก กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญาและแพ่ง ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม ดูแล และบังคับลงโทษเอาได้กับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือละเมิดสิทธิสาธารณะของบุคคลอื่นได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ข้างต้นอย่างจริงจัง เพราะเจ้าหน้าที่หลายคนเพิกเฉย หรือมีข้ออ้างต่าง ๆ นานา หรือแสร้งนิ่งเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมาย กลายเป็นแตงโม กลายเป็นมะเขือเทศกันไปหมด โดยพยายามอ้างข้าง ๆ คู ๆ หลอกชาวบ้านที่ไม่ค่อยรู้ข้อกฎหมายว่า ไม่มีกฎหมายมาบังคับหรือจัดการผู้ชุมนุมได้ แท้ที่จริงแล้วกฎหมายมีอยู่แล้ว และมีอยู่อย่างครบถ้วนด้วยซ้ำไป แต่ขาดความตั้งใจที่จะบังคับใช้เท่านั้นเอง

การผลักดันให้มี “กฎหมายติดหนวด” เพื่อจัดการการชุมนุมในที่สาธารณะจึงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกที่เขานิยมใช้กัน เพราะหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องการระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของประชาชน เพราะที่ผ่านมาสังคมมักเห็นพฤติกรรมงุบงิบ ไม่โปร่งใสของผู้บริหารภาครัฐ การอนุมัติอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ อันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานผู้อนุมัติอนุญาต ไม่ประสงค์หรือไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการสักเท่าใดนัก หรือละเว้นที่จะปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน  จนกลายเป็นคดีฟ้องร้องต่อศาลปกครองทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ แม้แต่กรณีล่าสุดคดีมาบตาพุด ก็มีสาเหตุประการหนึ่งของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ คือ การละเว้นเพิกเฉยที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง จนศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำสั่งให้ 8 หน่วยงานภาครัฐไปสั่งระงับให้ 65 โครงการต้องกลับไปปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก่อน กลายเป็นปัญหาส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง

หลายคนอาจจะดีใจที่รัฐบาลคิดผลักดันออกกฎหมายประเภทนี้ แม้แต่คนที่เคยได้ประโยชน์ต่อการชุมนุมสาธารณะมาก่อน แต่หารู้ไม่ว่า ได้ทำความเข้าใจกฎหมายดังกล่าวได้ชัดเจนเพียงใด เพราะโดยสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องได้รับการอนุญาตจากทางราชการก่อน ถ้าราชการไม่อนุญาตก็ชุมนุมไม่ได้ หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษทางอาญา รวมทั้งการยึดทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการชุมนุม และการชุมนุมต้องไม่กีดขวางทางเข้า-ออกสถานที่ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระรัชทายาท และสถานที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาลและ “หน่วยงานของรัฐ” ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษาและศาสนสถาน ตลอดจนสถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ

การชุมนุมต่อไปนี้ถ้าจะทำได้ก็ต้องไปชุมนุมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ หรือในป่าในภูเขาในทะเลเท่านั้น เพราะสถานที่ที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีกระจายอยู่ทั่วทุกอณูของประเทศทั้งหน่วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นถึง อบต. ที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนมีอยู่ทั่วประเทศนั้นไม่สามารถชุมนุมแสดงออกได้อีกต่อไป ถ้าการออกกฎหมายห้ามไปชุมนุมในพื้นที่เหล่านั้นได้ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐผู้มีอำนาจอนุมัติอนุญาตก็คงไม่ต้องไปเกรงกลัวต่อการตรวจสอบของภาคประชาชนอีกต่อไป เพราะอำนาจการสั่งอนุญาตให้ชุมนุมได้หรือไม่อยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หรือผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในกรุงเทพฯ ที่จะใช้ “ดุลยพินิจ” อย่างไรก็ได้ และต้องทำหนังสือขอก่อนล่วงหน้า 72 ชั่วโมง และถ้าผู้ว่ารู้ว่าชาวบ้านจะจัดชุมนุม แสร้งไม่อยู่ ติดราชการต่างจังหวัดหรือต้องไปเดินตามก้นนักการเมืองที่อื่นจะทำอย่างไร ปัญหาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านที่จะต้องแสดงออกโดยการชุมนุมก็คงทำไม่ได้ จะหวังพึ่ง สส. หรือ สว. ก็มัวแต่ทะเลาะกันอยู่แต่ในสภาฯ แล้วชาวบ้านจะหันหน้าไปพึ่งใคร

ในสังคมประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนถือเป็นวิธีการสำคัญอย่างหนึ่งในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ การออกกฎหมายมาลิดรอนสิทธิประชาชนจึงเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (The UN International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ข้อที่ 21 ซึ่งประเทศไทยก็ได้เป็นสมาชิกของภาคีนี้ด้วย และที่สำคัญกฎหมายดังกล่าวอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่กำหนดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนไว้เต็มที่ แต่การชุมนุมนั้นจะต้องกระทำโดยสงบและปราศจากอาวุธ

กฎหมายดังกล่าวอาจมีเป้าหมายหลักเป็นการห้ามการชุมนุมเพื่อหวังปิดกั้นเสรีภาพการชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่ทำลายเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมืองของรัฐบาล หรือต้องการกดหัวประชาชนไม่ให้มีปากมีเสียงหรือออกมาโต้แย้งกับความต้องการของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ การออกกฎหมายคุมการชุมนุมเช่นนี้จึงเป็นการปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพของประชาชนโดยชัดแจ้ง และจะไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมทางสังคมได้ รัฐบาลที่ดีต้องสร้างการมีส่วนร่วมและเปิดการรับฟังความคิดเห็นกับประชาชนในวงกว้างให้เข้าไปมีส่วนร่วมต่อการออกกฎหมายการชุมนุมสาธารณะดังกล่าว

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับทั่วประเทศโดยการดำเนินงานตามแนวนโยบายที่เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาว่าจะให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นที่ตั้งโดยเฉพาะการออกกฎหมายที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประชาชนหรือของประเทศชาติ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ควรเร่งปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติในกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน ก่อนที่จะส่งเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมและพิจารณาของรัฐสภา

ในการเปิดโอกาสให้มีการลงประชามติเพื่อออกกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันการชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่นั้น สามารถดำเนินการได้ภายใน 90 วันและหลังจากทำประชามติแล้วหากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบการเสนอกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมตามเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ รัฐบาลก็สามารถผลักดันการออกฎหมายดังกล่าวได้แบบเร่งด่วนโดยออกเป็นในรูปของพระราชกำหนด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 29, 63, 165, 184 และ 185 แต่ถ้าผลของการลงประชามติถูกประชาชนปฏิเสธ ก็จะได้เป็นข้อยุติว่าประชาชนไม่เห็นด้วย เพราะการเปิดโอกาสให้มีการลงประชามติถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นต่อสิทธิของตัวเอง โดยการมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตยทางตรงอย่างทั่วถึง

รัฐบาลที่ดีต้องสร้างความจริงใจในการสร้างความปรองดองและลดช่องว่างทางอำนาจของภาครัฐลงเพื่อเป็นการสร้างโอกาสของกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงการใช้ทรัพยากรให้มีสิทธิ มีเสียงบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและยึดมั่นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ ถ้าทำได้ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนได้อย่างแท้จริง...มิใช่รัฐบาลที่มาจากอำนาจของปลายกระบอกปืนที่เขานินทากัน...

โดย ทนายสิ่งแวดล้อม

 

กลับไปที่ www.oknation.net