วันที่ อังคาร มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กายนคร วรรณกรรมปักข์ใต้อันดับที่ ๔ อาจารย์พุทธทาส ยึดเป็นหนังสือครูสอนธรรมะ


             หนังสือ"กายนคร" เล่มนี้ มีคนนำไปแปลตีความหมาย อธิบาย ขยาย

ความ มากมาย แล้ว นำไปอวดอ้างว่า ได้แต่ง หรือ รจนาเองบ้าง ทำให้คนรุ่น

หลังนับถือว่า เป็นนักปราชญ์ กันหลายคน ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอายยิ่งนัก

ที่นำเอาลิขสิทธิ์ของนักปราชญ์รุ่นเก่า มาเป็นเสมือนของตนเอง โดยไม่ยอมยก

ย่องนักปราชญ์รุ่นเก่า นี่แหละนักวิชาการไทย(บางคน) หรือ บางครั้ง ผู้คงแก่เรียน

อาจไปเจอบทกวีของนักปราชญ์รุ่นเก่า แล้วนำชื่อตนเองไปใส่ว่า เป็นผู้ประพันธ์

เองก็มี แต่เรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้นำเอาตัวหนังสือของผู้ประพันธ์เองมาลงไว้เพื่อให้

เกียรติ์ และเป็นหลักฐานทางวรรณกรรมอย่างดี ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านได้ศึกษากันต่อ

ไป ซึ่งจักเป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังสืบไป

          เรื่องนี้ อาตมาใช้เวลาตัดต่อ จากหนังสือเก่าหลายปี เพราะว่าต้องนำมา

ถ่ายแล้วลงในคอมฯ โดยจัดการตัดที่ละวรรค แล้วนำไปลงในกระดาษที่เปิดไว้

ต่อจากนั้นบันทึกไว้ให้เรียงตามลำดับหน้ากระดาษ เสร็จแล้วนำมาลงในเว็บไซท์

ฉะนั้น ขอให้ท่านพยายามอ่านแล้วแกะแปลความหมายให้ได้ ท่านจะได้อรรถรส

ในเนื้อหาธรรมะได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้อาตมาอยากให้พวกในรัฐสภาได้อ่านกันบ้าง

เพราะมันเป็นการสร้างบ้านเมืองภายในตัวคน ถ้าเมืองภายในไม่สงบ อยากที่จะ

สร้างบ้านเมืองภายนอกอย่างเมืองไทยที่กำลังวุ่นวายอยู่นี้ ให้สงบลงได้

อย่าลืมอ่านให้หมด จะได้บุญ แล้วทำความเข้าใจต้วละครทุกตัว แล้วท่านจะเข้า

ใจหลักธรรมะได้เป็นอย่างดี เชื่อเถิดไม่ต้องหาความสงบที่ไหน มันอยู่ในตัวท่าน

ทุกคนอยู่แล้ว พยายามหาให้เจอกัน

                 ท่านแปลกไหม เราคนไทยแต่อ่านภาษาไทยยากเสียเหลือเกิน นี้

เป็นภาษาเขียนในสมัยที่ยังไม่มีเครื่องพิมพ์ดีด และตัวอักษรที่เขียนด้วยความ

บรรจง ประณีต มีพลังด้วยสมาธิ ส่วนบทสัมผัสของกวีก็ไม่ผิดกฏระเบียบของ

การแต่งด้วยกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ โดยเฉพาะ entry นี้  ท่านสามารถศึกษา

เรื่องการแต่งกลอนได้เป็นอย่างดี

                  หนังสือเล่มนี้ กว่าจะโพสท์มาให้ท่านได้อ่าน ต้องเสียเวลาในการ

จัดรูปแบบ และตัดต่อ นานหลายปี อีกเรื่องหนึ่งเราทั้งหลาย ก็อดที่จะชมเชยผู้

ประพันธ์เรื่องนี้(กายนคร)ไม่ได้ ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นนักปราชญ์โดยแท้จริง

                  โดยเฉพาะเรื่องนี้ อาตมาขอขอบใจ อาจารย์มนัส หนูสวี ซึ่งได้

นำหนังสือ "กายนคร" มาถวายอาตมา เมื่อสมัยท่านได้ทำวิทยานิพนธ์ แล้ว ซื้อ

หนังสือนี้มาถวาย ๑ เล่มเพื่ออาตมาได้ศึกษา ปัจจุบันเก็บไว้เป็นอย่างดี และได้

มีโอกาสนำมาให้ท่านทั้งหลายได้อ่านกันอีกต่อหนึ่ง นับว่า เป็นประโยชน์ต่อผู้

ถวายหนังสือ เล่มนี้มากที่สุด อาตมาขออนุโมทนา มา ณ ที่นี้ด้วย

                  ฉะนั้น อาตมาหวังว่า หนังสือเรื่อง กายนคร เล่มนี้ คงเป็นประโยชน์

แก่เพื่อนโอเคเนชั่น และผู้ที่สนใจธรรมะ โดยทั่วไปอย่างหาประมาณมิได้ และบุญ

กุศลใดอันเกิดจากการเผยแพร่หนังสือธรรมะเรื่อง"กายนคร"ในครั้งนี้ และบุญกุศล

อันเกิดจากท่านที่เข้ามาอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็ขออุทิศให้นักปราชญ์ที่เขียนหนังสือ

เล่มนี้ จงได้รับผลบุญกุศลในสัมปรายภพนั้นๆ ด้วย

                                   จากสมาชิก Oknation

...หยาดกวี...

๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

หมายเหตุ..หนังสือ "กายนคร" นี้ เขียนเสร็จเมื่อ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๒

ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน

ฉะนั้นเมื่อนับถอยหลังตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ก็ได้อายุหนังสือ ๑๑๑ ปี

ต่อไปอธิบายการแต่งกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘

  

 

 

  

  

    

อธิบาย กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘

          กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ เป็นกาพย์ที่มีเค้ามาจาก กาพย์กากคติในคัมภีร์

 

กาพย์สารวิลาสินี และมาจากกาพย์ทัณฑิกา ในกาพย์คันถะ และยังมีผู้รู้บางท่านมี

 

ความเชื่อมั่นว่า มาจาก ฉันท์ชื่อวิสาลวิกฉันท์ ซึ่งมีที่มาจากคำบาลี ที่ขึ้นต้นด้วย

 

บทว่า

สุราคณา  สุโสภณา  รปิรโก

                      สมานสิ  ภวนฺทโน  สเรนโก  รตฺตินฺทิวา

          สุรางคนางค์นี้ ใน จินดามณี เรียกว่า สุรางคณาปทุมฉันท์กลอน ๔

          กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ นี้ ในหนึ่งบท มี ๒ บาท บาทแรกมี ๓ วรรค บาทที่

 

สอง มี ๔ วรรค  วรรคหนึ่ง มี ๔ คำ รวมเป็น ๗ วรรค ในหนึ่งบท  ถ้านับคำได้เป็น

 

๒๘ คำ ด้วยเหตุนี้ จึงเรียก กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘

          การสัมผัสนั้น มีหลักดังนี้ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำสุดท้าย

 

ของวรรคที่ ๒ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๕ และ

 

วรรคที่ ๖ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ สัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๕  ส่วนการ

 

สัมผัสระหว่างบทนั้น คือ คำสุดท้ายของบทแรกไปสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรค

 

ที่ ๓ ในบทถัดไป และถ้าแต่งไปอีกกี่บทก็ตาม ให้ถือหลักการสัมผัสอย่างนี้ไปจน

 

จบเนื้อความตามต้องการ ดังแผนผังการสัมผัส ดังนี้

  

 

     กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘

 

เพลิดเพลินใจไปกับธรรมชาติในป่า

                   เดินดงพงไพร  เยือกเย็นเป็นใจ  ที่ใดเปรียบปาน

       เสียงไก่ก้องป่า  ขันลาวันวาน เสียงนกร้องขาน  สำราญหัวใจ

                            เสียงเขียดเสียงกบ เสียงดังฟังครบ  บรรจบขานไข

       นกยูงกระยาง  เดินย่างไวไว  ดูสวยสดใส  ยวนใจผู้คน

                          เห็นกวางย่างเดิน  มองดูเพลิดเพลิน  จำเริญกมล

       กระแตไต่ไม้  เพื่อได้กินผล  ทุกตัวทุกตน  บนต้นไม้งาม

                         เถาวัลย์พันต้น  ใบไม้คลุมบน  เขียวมากหลากหลาม

       บางพุ่มคลุมปก  ร่มรกรุ่มร่าม  แต่ดูสวยงาม  ไปตามดงไพร

                         ยังมีน้ำตก  ยั่วยวนเย้านก  เสียงดังหลั่งไหล

       กระทบภูผา  ไหลมาดูใจ  ไม่เลือกหน้าใคร  เย็นสุขทุกคน

                        เย็นน้ำสามเขา  ไม่สู้ใจเรา  เย็นทุกแห่งหน

       จะอยู่ที่ไหน  หัวใจสุขล้น  ให้ทุกผู้คน  สุขล้นทั่วกัน

                       น้ำตกไหลเย็น  กระทบหินเห็น  มองดูสุขสันต์

       น้ำตกทบหิน  ไม่สิ้นชีวัน  เพราะสิ่งสร้างสรรค์  หินมันแข็งแรง

                       ส่วนคนเดินดิน  ทำใจเหมือนหิน  อดทนเข้มแข็ง

       โลกธรรมกระทบ  ตะลบตะแลง  จิตไม่แสดง  โต้ตอบอารมณ์

                       ให้เย็นเหมือนน้ำ  หินเปรียบเทียบความ  ช่างงามเหมาะสม

       หินไม่หวั่นไหว  น้ำไม่ชื่นชม  กระทบเหมือนลม  ผ่านมาผ่านไป

                       ทั้งน้ำทั้งหิน  ไม่มีราคิน  กระทบแล้วไหล

       เปรียบดังอารมณ์  เหมาะสมภายใน  ไหลมาแล้วไป  ทำใจเป็นกลาง

                      คนเราเกิดมา  ไม่เร็วก็ช้า  ต้องมาละวาง

       ทิ้งทรัพย์สมบัติ  เซซัดหนทาง  นอนตายกายห่าง  ทุกร่างทุกคน

                      จงดูโลกนี้  พิเคราะห์ให้ดี  มีแต่สับสน

       กิเลสตัณหา  ชักพาฝูงชน  ให้หลงลืมตน  เกลือกกลั้วโลกีย์

                     เดินเที่ยวในป่า  อารมณ์ชมมา  สุขาวดี

       ลืมทุกข์โศกเศร้า  เคยร้าวราคี  มาจบลงที่  กลางดงพงไพร

                    สุขสันต์ทั่วหน้า  เมื่อได้ชมป่า  จิตใจสดใส

       เสียงนกนางร้อง  ดังก้องพงไพร  ส่งเสียงใกล้ไกล  ให้ใจเพลิดเพลิน

                    ร่มเย็นเห็นไม้  ทุกคนที่ได้  เหมือนนกเหาะเหิน

       บินหาลูกไม้  กินได้ให้เพลิน  พบหนทางเดิน  ไม่เกินดงไพร

                    เป็นสุขจริงจริง  ทั้งชายและหญิง  ยิ่งเดินป่าไป

       ชมธรรมชาติ  สะอาดหมดภัย  ทุกหนแห่งไหน  ให้ใจสุขเอย.

  ...หยาดกวี...

  ๑  มิถุนายน  ๒๕๕๓

โดย หยาดกวี

 

กลับไปที่ www.oknation.net