วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัดถนนขึ้นเขาใหญ่...ต้องปฏิบัติตาม รธน.มาตรา 67 วรรคสอง


ตัดถนนขึ้นเขาใหญ่...ต้องปฏิบัติตาม รธน.มาตรา 67 วรรคสอง

ปัจจุบันมีข่าวคราวที่สร้างความขุ่นข้องหมองใจนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุด คงไม่มีข่าวใดเด่นเกินข่าวการขยายถนนสาย 2090 หรือ ถนนธนะรัชต์ ของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เส้นทางจากตัวอำเภอปากช่อง เข้าสู่เขาใหญ่มรดกโลก ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ดูเหมือนกรมทางหลวงหรือกระทรวงคมนาคมไม่ยีหระหรือให้ความสนใจที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวเลย ในอดีตที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีบทเรียนมากมาย ที่มีความขัดแย้งกับมวลชน และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติเกี่ยวกับการตัดถนนหรือขยายถนนใหม่ทั่วประเทศมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นถนนผ่าอ่าวไทย บริเวณแหลมผักเบี้ย การขยายถนนทางปราจีนบุรี ผ่าอุทยานทับลาน ฯลฯ ซึ่งล้วนนำมาซึ่งความขัดแย้งต่อสังคมไทยแทบทั้งสิ้น

พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานนี้ กระทรวงนี้ ไม่ว่าจะมีใครขึ้นมาบริหารมักจะขาดซึ่งวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ของตนเองและทรัพยากรอื่นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานตน ชอบยืนอยู่บนความขัดแย้ง ด้อยข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณค่าของผืนป่า ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพสังคมที่มีวิถีชีวิตร่วมกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อาศัยความคิดแบบโบราณว่าเสนาบดีหรือราชการคิดจะทำอะไรก็ได้ในประเทศนี้ โดยไม่ต้องหารือประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ให้ครบถ้วนเสียก่อน ในขณะที่นโยบายของรัฐบาลชุดหลัง ๆ มานี้ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับหลัง ๆ มานี้ ก็บัญญัติถึงสิทธิของประชาชนมากขึ้นหลากหลายมาตราโดยเฉพาะบทบัญญัติที่ว่าด้วย “การมีส่วนร่วมของประชาชน”

ความสำคัญของถนนสายนี้ มีทั้งข้อดี และข้อเสียมากมาย ข้อดีก็คือ สามารถสร้างความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นในการรองรับปริมาณยานพาหนะของนักท่องเที่ยว ที่จะขึ้นไปปู่ยี่ปู้ยำผืนป่าเขาใหญ่และโดยรอบได้ง่ายขึ้น มากยิ่งขึ้น ทำให้นักการเมืองตั่งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งข้าราชการระดับสูงแห่แหนกันไปจับจองซื้อที่ดินรอบเขาใหญ่กันมากขึ้น ก่อให้เกิดรีสอร์ท ร้านค้า โรงแรม ขยายตัวดารดาษ ในขณะที่ปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคไม่เพียงพอ ต้องมาแย่งน้ำเกษตรกรจากเขื่อนลำตะคองมากขึ้น ข้อเสียนั้นนอกจากที่จะต้องตัดโค่นต้นไม้หวงห้ามขนาดใหญ่และเล็กมากมายตลอดแนวเส้นทางแล้ว ยิ่งจะเป็นการสร้างภาระมหึมาให้กับเขาใหญ่ เกิดมลภาวะทางเสียงรบกวนสัตว์ป่า พอกพูนขยะมูลฝอย ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แต่ขณะนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน กลับกำลังดำเนินการสวนกระแสของโลก ในขณะที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันรณรงค์ในเรื่องสภาวะโลกร้อน สร้างจิตสำนึกให้ประชากรโลก เพิ่มปริมาณต้นไม้หวังให้สภาพของโลกกลับมาปกติสุขอีกครั้ง

ในประเด็นนี้สังคมโดยรวมควรต้องช่วยกันจับตามอง และให้ความสำคัญกับการติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของหน่วยงานรัฐทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าจะจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร อย่าปล่อยให้เป็นแค่คลื่นกระทบฝั่ง ที่สำคัญการพัฒนาสถานที่ที่เป็นแหล่งอนุรักษ์ทางธรรมชาติที่เหลืออยู่น้อยนิดในปัจจุบันของประเทศ ไม่ควรคำนึงถึงความสะดวกสบายเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญถนนสายนี้นำไปสู่ผืนป่าแห่งมรดกโลก ภาพลักษณ์ที่ออกไปสู่สายตาชาวโลกในขณะนี้นั้นอาจจะเป็นไปในด้านลบมากกว่า รัฐบาลควรคิดทบทวนให้ครอบคลุมให้รอบด้าน

เขาใหญ่ ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่อุทยานแห่งชาติปกติธรรมดา แต่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็น 1 ใน 5 แหล่งมรดกโลกของไทย ตามอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก (World Heritage Convention) ที่ไทยร่วมลงนามให้สัตยาบันไปแล้วตั้งแต่ปี 17 กันยายน พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987) หลักสำคัญที่หลายคนอาจจะไม่รู้ก็คือ นอกจากที่จะต้องมีการบริหารจัดการภายในพื้นที่มรดกโลกแล้ว เขายังกำหนดให้ต้องมีพื้นที่กันชน (buffer zone) ไว้ด้วย เปรียบเสมือนไข่ดาวที่ต้องมีล้อมรอบปกปักรักษาไข่แดงเอาไว้ เพื่อคุ้มครองไข่แดงมรดกโลก ให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เขาจึงต้องกำหนดว่าต้องมีการคุ้มครอง อย่างเข้มงวด โดยห้ามไม่ให้มีที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และควบคุมการก่อสร้างเพิ่มเติมอย่างเข้มงวด ห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกเหนือไปจากงานด้านการอนุรักษ์เท่านั้น และมีการจัดการการเข้าเยี่ยมชมที่เหมาะสม

การที่มีการขยายถนน 2090 ดังกล่าวแม้ยังไม่ใช่อยู่ในพื้นที่มรดกโลกแต่ทว่าอยู่ใกล้พื้นที่กันชน จึงมีความเสี่ยงที่มรดกโลกจะถูกคณะกรรมการมรดกโลกหยิบยกมาทบทวน และอาจถึงขั้นถูกถอดถอนออกจากบัญชีการขึ้นทะเบียนได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคนอย่างอธิบดีกรมทางหลวง รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม จะรับผิดชอบอย่างไร

การตอบโต้กันไปมาของอธิบดีกรมทางหลวง กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น นับวันก็ยิ่งจะทำให้เห็นลิ้นไก่ของผู้บริหารหน่วยงานรัฐมากขึ้น และจะกลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเองในอนาคตอันใกล้ (ถ้าไม่ถูกเด้งไปเสียก่อน) สิ่งสำคัญคือ กรมทางหลวงได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องตรงไปตรงมาได้มากน้อยเพียงใด การตัดไม้หวงห้าม เกินไปกว่าที่กำหนด ใครต้องรับผิดชอบ ในขณะที่ชาวบ้านตัดต้นไม้เพื่อปลูกสร้างบ้านในที่ดินตนเองยังถูกเจ้าหน้าที่จับกุมลงโทษได้ แล้วทำไมกรมทางหลวงมีอภิสิทธิ์อะไรที่จะตัดต้นไม้ในพื้นที่ตนเองได้โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือประเทศนี้มีสองมาตรฐานตามที่เขาเล่าลือกัน สิ่งสำคัญอีกประการคือ การขยายเส้นทางเหล่านี้ได้จัดทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และราชการหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระเบียบถูกต้องหรือไม่ อย่างไร และบริษัทที่ปรึกษาของหน่วยงานนี้ได้จัดทำข้อมูลทางวิชาการถูกต้อง เป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ และมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่ เรื่องเหล่านี้จะต้องมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสให้สังคมประจักษ์

ข้อเสนอที่พอจะเป็นทางออกให้กับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ณ เวลานี้ก็คือ ต้องสั่งให้ยุติการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมการขยายถนนดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวก่อน แล้วรีบกลับไปดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 67 วรรคสอง เพราะนอกจากที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน นอกจากนั้นต้องให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินโครงการดังกล่าวตามกฎหมาย จึงจะถูกต้อง รวมทั้งต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบว่ากรมทางหลวงได้ดำเนินการขยายถนนในขณะนี้ ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ เพียงใด

เนื่องจากโครงการนี้ ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นจำนวนมาก จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้โครงการนี้กลายเป็น “โครงการหรือกิจกรรมประเภทรุนแรง” ขึ้นมาทันทีตามนัยะของรัฐธรรมนูญ กรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคม จึงไม่อาจปฏิเสธกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าวได้ หากหน่วยงานดังกล่าว ได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองครบถ้วนแล้ว และสามารถผ่านขั้นตอนทุกขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไปได้ ก็สามารถที่จะกลับไปดำเนินการขยายหรือประปรุงถนนสายดังกล่าวต่อไปได้ แต่ถ้าผลของการปฏิบัติตามมาตราดังกล่าวแล้ว ไม่สามารถผ่านไปได้ก็เป็นเหตุผลที่จะใช้อ้างต่อผู้รับเหมาก่อสร้างในการขอยุติหรือล้มเลิกโครงการนั้นเสียได้ พร้อมกับจ่ายค่าเสียหายเท่าที่เป็นจริงให้กับผู้ประกอบการไปได้ แต่ถ้ากรมทางหลวง และกระทรวงคมนาคมยังดื้อแพ่งที่จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจเสียงท้วงติงของประชาชนแล้วไซร้ ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียคงไม่มีหนทางอื่นใดที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้นอกจาก “การฟ้องร้องหาข้อยุติกันที่ศาลปกครอง” ไม่เชื่อก็ติดตามดูกันต่อไป

โดย ทนายสิ่งแวดล้อม

 

กลับไปที่ www.oknation.net