วันที่ อังคาร มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความสุขมวลรวมเกาะปอ



เกาะปอ เป็นเกาะเล็กๆอยู่ในต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ มีประชากร 370 คน (ปัจจุบันมีอยู่ในพื้นที่ 198 คน) อาชีพหลักของชุมชนเป็นประมงพื้นบ้าน ชุมชนดั้งเดิมนับไป 7 รุ่น คนดั้งเดิมหรือตระกูลแรกที่เข้ามาคือขุนสมุทร(ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยก่อน) มาจากพัทลุงหนีภัยมา และเป็นชุมชนมุสลิม 99% ก่อนเกิดสึนามิ วิถีของชุมชนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำกิจกรรม เช้าออกทะเล ค่ำทำกิจกรรมในครัวเรือน


สภาพทั่วไปเป็นเกาะอยู่กลางทะเล ไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่ ทำให้ถูกทอดทิ้ง ขาดข้อมูลข่าวสารจากราชการ ไม่มีไฟฟ้า ทีวี ใช้ตะเกียงเป็นหลัก ไม่มีถนน น้ำ อันเกิดปัญหาจากต้นทุนการขนส่ง ต่อมาปี 31-32 รัฐบาลชาติชาย การท่องเที่ยวจากเกาะลันตาเริ่มเติบโต จนส่งผลมาถึงเกาะปอ มีการขายที่ดินบนเกาะ ทำให้ชุมชนบางส่วนเริ่มตระหนักถึงปัญหา



นอกจากนั้นแล้วยังมีความเดือดร้อนของชุมชนในด้านอื่นๆอีก อาทิ อาชีพประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากประมงพาณิชย์ สัตว์อนุรักษ์เช่น ปลิงทะเล หอยชักตีนหมดไป ชุมชนก็มีปัญหาด้านยาเสพติด เป็นพื้นที่ทางผ่าน การศึกษามีเพียงชั้นป.1-ป.6 มีครูเพียง 3 คนต้องสอนนักเรียนถึง 6 ห้อง ไม่มีครูบรรจุเข้ามาสอน


จากสภาพปัญหาดังกล่าวผู้ใหญ่บ้านเอียด ย่าแหม ในขณะนั้นเริ่มคิดการทำระเบียบชุมชนในการจัดการทรัพยากร แต่ก็ทำได้เพียงด้านโครงสร้างพื้นฐาน


ข้อดีของชุมชน นั่นคือวัฒนธรรมของชุมชนยังมีการแบ่งปัน เผื่อแผ่ มีการแลกเปลี่ยน พึ่งพาอาศัยกันได้ ไม่เป็นหนี้


ปี 2547 เกิดสึนามิ พื้นที่เกาะลันตาได้รับความช่วยเหลือเต็มรูปแบบ แต่เกาะปอเสมือนลูกเมียน้อย ไม่ได้รับความช่วยเหลือ เป็นเช่นนั้นอยู่ 2-3 สัปดาห์ เครื่องมือประมงเสียหายหนัก แต่ยังพอมีเรือเดินทางมาถึงตลาด ต่อมาชุมชนเริ่มขาดอาหาร ผู้นำชุมชนจึงหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาทางออก บนฐานคิดช่วยเหลือตัวเอง จนมีมติว่าไปพบผู้ว่าฯ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อน ทางจังหวัดเองก็รู้เพียงว่าได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วโดยหารู้ไม่ว่าไม่ถึงมือชุมชน


ทางจังหวัดจึงออกหนังสือให้ แต่กว่าจะได้รับความช่วยเหลือเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้น


ต่อมาทางองค์กรพัฒนาเอกชน โครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมและการจัดการระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนของเกาะลันตา เข้ามา จนเกิดการเปลี่ยนแปลง กระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาและคิดพึ่งตนเองด้วยการเริ่มทำแผนชุมชน


ขณะเดียวกัน มีองค์กรภายนอกเข้ามาในพื้นที่มาก ทำให้ชุมชนโดยผู้ใหญ่บ้านต้องมีการตรวจสอบความต้องการและต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ เป็นตัวเร่งทำให้เกิดความร่วมมือในชุมชน ซึ่งโดยทุกวันศุกร์มีการละหมาดในพื้นที่เป็นเวทีประจำของชุมชนอยู่ก่อนแล้ว



นายประชีพ แกนนำในชุมชนเล่าว่าเดิมไม่ใช่คนพื้นที่ อดีตเป็นครู เป็นลูกเขยเข้ามาอยู่ในปี 36 มีจิตสาธารณะสนใจปัญหาของชุมชนและมองเห็นสิ่งดีๆของพื้นที่


หลังเกิดสึนามิ ได้มีการจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม 5 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ประเพณีวัฒนธรรม สังคม และการศึกษา การทำแผนเกิดขึ้นโดยการจุดประกายจากองค์กรพัฒนาเอกชนและผู้นำชุมชนเองเห็นปัญหาการพัฒนา ชุมชนจึงเกิดความสนใจที่จะทำแผนของตนเอง โดยสร้างการมีส่วนร่วม ถามความต้องการจากชุมชน


· ความสำเร็จในการพูดคุยกับผู้หญิงมุสลิมหรือชาวบ้านที่ไม่กล้าแสดงออก ได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามประเด็นยุทธศาสตร์ ตามความสนใจของบุคคล ใช้ความเป็นกันเอง สื่อสารในรูปแบบที่ชาวบ้านเข้าใจ ไม่มีเจ้านาย-ลูกน้อง ทั้งหมดนี้มีการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.


· สร้างความเชื่อมั่นในการทำแผนไปสู่การปฎิบัติ ด้วยการสร้างรูปธรรมความสำเร็จ ดึงผู้มีอำนาจเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ได้เชิญผู้ว่าลงพื้นที่ โดยพาลงไปในช่วงเวลาที่น้ำแห้ง ทำให้เห็นปัญหาของชุมชนอย่างชัดเจน ทำให้ความต้องการสะพานท่าเทียบเรือ ทางจังหวัดอนุมัติงบประมาณให้อย่างรวดเร็ว และท่าเทียบเรือดังกล่าวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน


· ตัวอย่างความต้องการด้านอาชีพ ชาวบ้านอยากได้ร้านค้าชุมชน ธนาคารชุมชน สตรี(กลุ่มเครื่องแกง) เยาวชน สปา ฯลฯ


· ตัวอย่างความร่วมมือ เช่น ไฟฟ้าได้มาจากความร่วมมือระหว่างองค์กรภายใน องค์กรภายนอกพื้นที่(สนับสนุนอุปกรณ์) กับชุมชน ร่วมกันดำเนินการ(ชุมชนออกแรง ขนส่ง-ชุมชนนัดกันหยุดงานเพื่อช่วยงานรวม)


· มีธนาคารหมู่บ้านของตนเอง จัดการเงินในชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิก 100 กว่าคน


· มีระบบสวัสดิการของทุกกลุ่มอาชีพ ตัดเงินไว้ 5-10% นำไปใช้เป็นสวัสดิการ ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่ม


หลังจากทำแผนชุมชน ขับเคลื่อนแผนแล้ว มีการประชุมของกลุ่มผู้ประสบภัยสึนามิ มีการพูดถึงความสุขของชุมชน และจากการเห็นการอยู่ร่วมกันของชุมชนเกาะปอในระบบเครือญาติ และผลพวงความร่วมมือจากการทำแผน ชุมชนจึงได้เกิดความคิดจัดทำ “ความสุขมวลรวม” จึงได้ไปเรียนรู้กับ มอส.เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชน


· เริ่มต้นด้วยการศึกษาข้อมูล จากฎฐาน เวียดนาม เขมร ลาว แล้วนำมาประยุกต์ร่วมกันกับคณะกรรมการชุมชน จัดทำตัวชี้วัดความสุข(แบ่งเป็นด้านต่างๆ เช่น การประกอบอาชีพ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ศาสนา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การปกครอง ความเป็นอยู่ในครอบครัว สังคมเครือญาติ ระบบเครือญาติของชุมชน) จากนั้นก็มีคณะทำงานเก็บข้อมูลด้วยการเข้าไปนั่งคุยในแต่ละครัวเรือน สอบถามสุข-ทุกข์ของแต่ละครัวเรือน เปรียบเทียบวิถีทุนกับวิถีของชุมชนที่เน้นความสัมพันธุ์ ความเอื้ออาทรของการอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจ


· จากนั้นได้มีการสอบถามความสมัครใจแล้วนำมาสู่การทำแบบสำรวจรายครัวเรือน โดยคณะทำงาน 10 คน ประกอบด้วย ผญ. อบต. โต๊ะอิหม่าม สตรี เยาวชน ธนาคารหมู่บ้าน ยกร่างมาให้เวทีประชาคมพิจารณา แล้วให้สมาชิกของแต่ละกลุ่มไปจัดเก็บ โดยให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ทุกคนในชุมชน


· นำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลจากระดับครัวเรือนมาเป็นภาพรวมของชุมชน ให้ค่าคะแนนเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์(เต็มสิบ) นำมาสู่การวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมบางด้านจึงมีความสุขน้อย นำมาสู่การจัดระเบียบของชุมชนในการจัดการทรัพยากร(คณะกรรมการชุมชน 25 คนมาร่างระเบียบตามหมวดต่างๆ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การปกครอง)


· ปี 48 เริ่มต้นทำประชาพิจารณ์ ทำไปนับสิบครั้ง ทำแล้วปรับแก้(คะแนนเสียงแต่ละข้อต้องมีเสียงเกิน 50%จึงถือว่าผ่าน) จนกระทั่งสามารถนำมาใช้ในปี 50 เหตุที่ล่าช้าเพราะว่าบางข้อในระเบียบไปขัดกับประโยชน์ของชาวบ้าน ทางออกในเรื่องนี้คือ ใช้เวทีรวมทำความเข้าใจ ใช้ผู้ใหญ่บ้านลงไปทำความเข้าใจรายบุคคล ชี้ให้เห็นผลดี ผลเสีย


· มีการสรุปบทเรียนร่วมกันในแต่ละปี โดยกลุ่มต่างๆสรุปบทเรียนของตนเองร่วมกับองค์กรพี่เลี้ยง เป็นการติดตามประเมินผลร่วม


· หากมีการละเมิดกติกา มีการเตือน 3 ครั้ง แล้วจับส่งตำรวจ


· อบต.ไม่สามารถนำไปออกเป็นข้อบัญญัติใช้ทั้งตำบล เนื่องจากไปขัดกับประโยชน์ของหมู่บ้านอื่น



ระบบการทำงาน มีคณะกรรมการชุมชน ประกอบด้วยทุกภาคส่วนในหมู่บ้าน มีประธานคือ ผญ.มีกรรมการมาจากกลุ่มต่างๆ ได้แก่ อสม. อช. อนุญาโตตุลากร ผู้นำศาสนา กลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มสปา กลุ่มสตรี(เครื่องแกง) กลุ่มธนาคารหมู่บ้าน กลุ่มร้านค้าชุมชน คณะกรรมการโรงเรียน และมีผู้นำอ่าว(หรือคุ้ม) มีที่ปรึกษาจากภายนอก

มีการประชุมร่วมกัน 3 เดือนครั้ง

มีการสื่อสารด้วยการบอกปาก วิ่งบอก หรือผู้นำอ่าวเดินสายขี่มอเตอร์ไซต์บอก 


เชื่อมประสานกับใครบ้าง UNDP  เครือข่ายฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม มูลนิธิชุมชนไท PDA เครือข่ายประสบภัยสึนามิ ยูนิเซฟ กาชาด มูลนิธิศุภนิมิต ช่วยอุปกรณ์ประมง สภาองค์กรชุมชน เซฟอันดามัน มอส. ภาคีภาครัฐ ได้แก่ อบต. อบจ. จังหวัด

 

บทเรียนความสำเร็จ

· การทำงานต้องมีธงนำ กรณีเกาะปอคือ กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี อยู่อย่างพอเพียง ภายใต้กรอบประเพณีวัฒนธรรม


· ปัจจัยหลักของความสำเร็จมาจากการที่ชุมชนเข้าใจสิทธิ รู้จักดูแลทรัพยากรของตนเอง ความร่วมมือของชุมชน ด้วยการสร้างความเข้าใจ สามารถทำความเข้าใจถึงตัวบุคคล ชี้ให้เห็นผลได้ ผลเสีย  มีแรงกระตุ้นจากปัญหาของชุมชนที่ขาดการช่วยเหลือจากภายนอก ถูกตัดขาด


· จัดการประโยชน์ชุมชนให้เป็นสาธารณะ ทำให้เกิดความร่วมมือได้มาก


· สร้างความเชื่อมั่นด้วยรูปธรรมความสำเร็จของกิจกรรมในแผนที่มาจากการมีส่วนร่วม


· ระบบเครือญาติเป็นรากฐานความสุขของชุมชน


· ชุมชนให้ความเคารพผู้นำ(ผู้นำทางการ ผู้นำศาสนา ผู้นำธรรมชาติ ผู้นำท้องถิ่น) ผู้นำได้รับความเชื่อถือจากชุมชน


· ใช้หลักศาสนานำชีวิต


· มีผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น มาสืบทอดอย่างต่อเนื่อง

 

จุดอ่อนหรือสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ

· การแก้ปัญหาด้านที่ดินของชุมชน ที่มีการซื้อขายไปแล้วจากทุนภายนอก 70%

· ความต่อเนื่องของผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้นำ

· การศึกษาของคนในพื้นที่

· การรักษาจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้เยาวชน

 

คำถามสุดท้าย ถามว่าทำแล้วได้อะไรบ้าง ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความสุข

 

โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net