วันที่ พุธ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Scandinavia trip (3) ... ช่วงเวลาที่เหลือใน Stockholm


สำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาอ่านทริปนี้ครั้งแรกนะคะ สามารถอ่านย้อนจุดเริ่มต้นทริปได้ตามลิงค์ค่ะ

มาต่อจากคราวที่แล้วเลยนะคะ ...

รุ่งขึ้น หลังจากจัดการอาหารเช้าในวันที่สองของทริปเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวออกเที่ยว วันนี้จะไปเยือน Stockholm City Hall ศาลาว่าการเมืองสตอกโฮมค่ะ หรือภาษาท้องถิ่นคือ Stadshuset


มุมหนึ่งของ Stadhuset หรือ Stockholm City Hall


ทัศนียภาพริมน้ำฝั่งตรงข้ามกับ Stockholm City Hall

ที่นี่ดิฉันใช้บริการไกด์ทัวร์รอบ 10.00 น. ซึ่งมีทั้งภาษาอังกฤษ เยอรมัน และสวีดิชเอง พร้อมทั้งมีแผ่นคำบรรยายสรุปเป็นภาษาต่างๆ ให้อีกด้วย เสียดายที่ไม่มีภาษาไทยค่ะ เข้าใจว่าคนไทยอาจจะใช้บริการนี้น้อยกระมังคะ ทั้งที่ชาวสวีเดนขาดดุลการค้าเพราะมีหนุ่มสวีดิชจำนวนมากแต่งงานกับหญิงไทย

...นี่พอเขาบอกไม่มีภาษาไทย ดิฉันเลยบอกว่าขอแผ่นพับภาษาอังกฤษละกัน กะว่าเผื่อตรงไหนฟังไม่ทันหรือฟังไม่รู้เรื่องจะได้อาศัยอ่านจากแผ่นพับได้ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า "ไม่มีค่ะ ไกด์บรรยายภาษาอังกฤษอยู่แล้วนี่คะ" คนที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงอย่างดิฉันก็เลยรู้สึกจ๋อยไปเล็กน้อย อิอิ

หนุ่มมีเคราน้อยๆ ตรงกลางนั่นล่ะค่ะ ไกด์ภาษาอังกฤษรอบนี้

ทัวร์นี้มีไกด์ภาษาอังกฤษถึงสองคนเลยนะคะ เพราะรอบนี้มีนักท่องเที่ยวที่ขอฟังภาษาอังกฤษมากถึง 30 คน จึงต้องแบ่งลูกทัวร์เป็นสองกรุ๊ป กรุ๊ปแรกเป็นไกด์ชายชาวสวีเดน ส่วนกรุ๊ปสองเป็นไกด์สาวสวยหน้าตาออกเอเชียค่อนไปทางหมวย ดิฉันเลือกอยู่กรุ๊ปเดียวกับไกด์หนุ่มค่ะ เพราะภาษาไม่ค่อยแข็งแรงนักกะว่าจะอาศัยเสียงดังจากไกด์หนุ่มเป็นตัวช่วย ก่อนจะเริ่มการบรรยายประกอบทัวร์ ไกด์จะถามก่อนค่ะว่าใครมาจากประเทศไหนบ้าง เพราะว่าเวลาพูดถึงอะไรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศนั้น เขาจะได้เล่าโยงให้เป็นพิเศษ ซึ่งกลุ่มดิฉันเนี่ยประกอบไปด้วยหนุ่มสาวจากอิตาลี 8 คน คู่อเมริกันอีกหนึ่ง คู่แคนาเดี้ยนกับออสเตรเลียนอีกอย่างละหนึ่ง รวมดิฉันอีกหนึ่งเดียวคนนี้ ก็นับได้ 15 คนพอดิบพอดี


มุมภายนอกของ Stockholm City Hall


โถงภายในกับอิฐแดงของ Stockholm City Hall

เจ้าหน้าที่หรือไกด์เขาจะพาชมเฉพาะด้านในอาคารนะคะ ...จุดเด่นของศาลาว่าการเมืองนี้ ก็คือตัวตึกที่ก่อสร้างด้วยอิฐแดงกว่า 8 ล้านก้อนและตกแต่งผนังใน Golden Hall หรือห้องเต้นรำที่มีลวดลายฝังหินโมเสกกว่า 19 ล้านชิ้น ขัดผิวหน้าเรียบแล้วเคลือบด้วยทอง ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 12 ปี

สังเกตว่าภาพในห้อง Golden Hall นี้ล้วนแต่เป็นผู้หญิงทั้งสิ้น น่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสวีเดนให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากนะคะ ไกด์คุยให้ฟังว่า ผู้หญิงบนผนังกำแพงใหญ่สีทองเปรียบเสมือนสวีเดนเป็นประเทศแม่แล้วคอยมองดูประเทศอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ เหมือนแม่ที่คอยดูแลลูกฉันใดก็ฉันนั้นแหละ

อ้อ!! ...ห้องนี้ใช้ในการพิธีเลี้ยงฉลองให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลประจำปีด้วยนะคะ (ยกเว้นสาขาสันติภาพที่มีขึ้นในออสโล นอร์เวย์)


Golden Hall สตรีกับผนังสีทอง


แม่ (สวีเดน) ทอดสายตามองลูก (นานาประเทศ)


ภาพซ้ายบนเป็นห้องประชุมพิจารณารางวัล Nobel

ภาพข้างบนเป็นห้องประชุมที่ใช้พิจารณารางวัลโนเบลประจำปีในแต่ละสาขา สังเกตหลังคานะคะ สีฟ้านั่นเขาเปรียบเสมือนท้องทะเล แล้วรูปทรงด้านบนก็เปรียบเสมือนกลับท้องเรือไว้ด้านบน เขาเข้าใจคิดดีนะคะ เพราะสื่อถึงเรือไวกิ้งที่คู่มากับประเทศสวีเดนหรือประเทศในแถบสแกนดิเนเวียมายาวนาน


อีกหนึ่งหลังคาโมเสก


อีกหนึ่งศิลปกรรม

ภาพล่างขวาเป็นศิลปะฝาผนังที่ดูแล้วรื่นรมย์ดีนะคะ เนื่องจากเป็นภาพผู้หญิงเปลือยเปล่า สวยงาม ในอิริยาบถต่างๆ ส่วนภาพฝั่งซ้ายจะเห็นเป็นเสาที่ประดับในห้อง เป็นเสาเหลี่ยมและเสากลมคู่กันตลอดทั้งห้อง ไกด์บอกว่ามันเปรียบเสมือนกับชายหญิงที่คู่กันค่ะ เสาเหลี่ยมนั่นเปรียบเป็นชาย เสากลมเปรียบเป็นหญิง ใครอย่าไปเปรียบเสากลมเป็นชายเพราะกลมกลิ้งไหลลื่นอะไรทำนองนี้เลยเชียวนะ ที่เขาเปรียบชายเป็นเหลี่ยมก็เพราะมีความหยาบกระด้าง มีเหลี่ยม มีคม ส่วนความกลมนั้นเปรียบเสมือนสตรีที่จับแล้วมีความนุ่มนวลมากกว่า

แล้วก็มีเรื่องติดตลกจากไกด์เกี่ยวกับพิธีสมรสพระราชทานจากพระราชวงศ์ (ได้ยินแค่ "Princess" จากไกด์ค่ะ เลยไม่ทราบว่าองค์ไหน) ซึ่งใครก็สามารถขอได้ ทำให้มีผู้คู่บ่าวสาวรอร่วมพิธีจำนวนมาก ดังนั้น พิธีสมรสพระราชทานต่อคู่สมรสจึงรวดเร็วมาก ประมาณ 3 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย ไกด์จึงบอกว่าคนสวีเดนเลยกลายเป็นคนไม่โรแมนติกที่สุดในโลกเพราะด้วยเหตุผลนี้แหละ เรียกเอาเสียงฮาเอิ๊กอ๊ากจากลูกทัวร์ได้ในทันทีเลย

การบรรยายของไกด์จบลงที่ห้องขายของที่ระลึก ดิฉันแวะดูให้รู้ว่ามีอะไรบ้างแต่ก็ไม่ได้อะไรติดมือนอกจากโปสการ์ด พอออกไปด้านนอกก็ต้องปะทะกับลมเย็นริมทะเล ทนหนาวเดินดูรอบๆ อาคารอีกครั้ง แล้วก็หลบขึ้นไปชมวิวบน City Hall Tower ทางเดินมีทั้งทางแคบๆ บันไดธรรมดา และบันไดวน รวมแล้ว 365 ขั้น ความสูง 106 เมตร นี่ขนาดว่ามีลิฟท์ช่วยพาขึ้นไปเกือบครึ่งทางนะคะ ยังหยุดพักเหนื่อยระหว่างทางถึงสองรอบเชียว


ทางเดินขึ้น City Hall Tower


ความสวยงามของ Stockholm ผ่าน City Hall Tower


เดินข้ามสะพานไปฝั่ง Gamla Stan


Gamla Stan บางตรอกซอกซอยในวันอาทิตย์ที่สงบเงียบแต่ยังมีสีสัน

จาก City Hall ดิฉันเดินเล่นไปเรื่อย หยุดยืนมองหนุ่มๆ ตกปลาริมน้ำบ้าง แล้วก็ข้ามสะพานไปยังฝั่ง Gamla Stan อีกครั้ง รู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่น่าเดินเล่น มีร้านรวงเล็กๆ น้อยๆ ตามตรอกซอกซอยให้เราเดินดูได้อย่างไม่น่าเบื่อ อาจจะเป็นเพราะดิฉันเป็นนักท่องเที่ยวประเภท window shopping ด้วยกระมังจึงเดินได้เพลินแบบไม่ต้องควักกระเป๋า

กระทั่งรู้สึกหิวก็แวะ Espresso House ร้านกาแฟแบรนด์ดังของที่นี่ แล้วก็สั่ง Halloumi salad สลัดผักข้าวบาร์เล่ย์มีมีทบอลมาสองลูก กับกาแฟลาเต้อีกหนึ่งถ้วยใหญ่ เป็นมื้อกลางวัน ...ลาเต้ที่นี่อร่อยค่ะ รสชาติดีกว่าที่ร้านสตาร์บัคฝรั่งเศสเยอะ ที่ฝรั่งเศสเวลาสั่งลาเต้เหมือนกับเราได้นมใส่กาแฟมากกว่าจะได้กาแฟใส่นมน่ะค่ะ

เติมพลังให้ตัวเองเสร็จก็บอกลาเมืองเก่า Gamla Stan แล้วก็จับรถไฟใต้ดินไปต่อรถเมล์เหมือนเมื่อวานเพื่อไปเยือน Nordiska Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ใหญ่ของสวีเดน รวบรวมทั้งศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์

พอเปิดประตูเข้าไปในอาคาร โชว์บัตร Stockholm Card ให้ดูก็เข้าชมได้ฟรี และเพื่อให้ชมได้ดีและเข้าใจยิ่งขึ้น อย่าลืมเรียกหา Audio Guide ด้วยนะคะ ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแต่อย่างใดค่ะ


บริเวณโถงภายในของพิพิธภัณฑ์


อีกมุมมอง


รูปปั้นกษัตริย์สวีเดน King Gustav Vasa บริเวณโถงทางเข้า


ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 4 ก่อนเลย


วัฒนธรรมการแต่งกาย


นาฬิกาไม้ จำได้ไหมสัญลักษณ์กลม-เหลี่ยมสื่อถึงความเป็นหญิงและชาย


เก้าอี้ไม้ ดีไซน์น่ารัก


เฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่


รองเท้าของชนเผ่าพื้นเมือง "ซามิ" (Sápmi) ที่มี 4 เชื้อชาติในคนเดียว


ชอบรองเท้าคู่นี้จัง


Table Setting อยู่ชั้น 3


การจัดแสดงโต๊ะอาหารทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมในยุคต่างๆ

เพลินค่ะสำหรับคนนิยมชมชอบพิพิธภัณฑ์ ดิฉันใช้เวลานานเกือบสองชั่วโมง เดินๆ ก็เมื่อยอยู่เหมือนกัน ด้านล่างชั้น 2 หรือ Main Hall (ขวามือของทางเข้า) มีร้านอาหารและเครื่องดื่มให้บริการอยู่ บรรยากาศน่านั่งนานๆ เลยแหละ ส่วนตรงข้ามร้านจะเป็น Children's Playhouse คิดค่าบริการสำหรับเด็กอายุ 5-12 ปีที่มากับผู้ใหญ่ในราคา 20 SEK ถ้ามีเด็กไปด้วยก็น่าใช้บริการเหมือนกันนะ

จาก Nordiska Museum ก็นึกว่าจะลองไปดูเจ้าตึกทรงกลมที่ใหญ่โตเอามากๆ ตึกที่ว่านี่คือ Stockholm Globe Arenas ดิฉันเดินจาก Nordiska Museum ไปขึ้นรถไฟใต้ดินสายสีแดง T13 ที่สถานี Karlaplan แล้วไปเปลี่ยนเป็นสายสีเขียว T19 ที่สถานี Stockholm C นั่งไปลงที่สถานี Globen ซึ่งเป็นสถานีที่คนลงเยอะมากๆ นึกในใจว่าเขาคงแห่ไปดูเจ้าตึกที่ว่านี่เหมือนกันกระมัง

พอออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ นะคะ เจอตึกคู่แฝดอยู่ตรงหน้า มีตัวอักษรเขียนไว้ว่า Globen City


Globen City

ด้วยความที่ดิฉันเข้าใจว่าคนอื่นๆ ที่ลงจากสถานีมาเที่ยวชมเจ้าตึกนี่เหมือนกัน ก็เลยเดินตามคลื่นมหาชนไปเรื่อยๆ มารู้สึกตัวว่าเข้าใจผิดแล้วน้องเอ๋ย ก็เห็นทางข้างหน้าเป็นประตูทางเข้าสนามกีฬา หุหุ....คนกำลังต่อคิวรอซื้อตั๋วเข้าสนามอยู่เต็มไปหมด ...อ้อ! วันนี้เป็นวันอาทิตย์นี่เอง คนแห่มาดูกีฬากันเยอะ มิน่าล่ะ เหลียวไปทางไหนก็เห็นแต่หนุ่มสวีดิชมากกว่าสาวๆ นึกขำตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ..เออ! เราเนี่ย เดินตามมาอย่างมั่นใจมากเลยนะ

เดินย้อนศรกลับไปทางที่เดินมาใหม่ แล้วก็มองหาทางเข้าหรือที่จำหน่ายบัตรขึ้นไปดูวิวบนตึกกลมนี่ ...เจอแล้วค่ะ เห็นป้าย Skyview ตัวโตๆ อยู่นี่เอง เข้าไปติดต่อซื้อบัตรขึ้นชมวิว ปรากฏว่าต้องรอถึง 2 ชั่วโมง เสียดายที่ไม่ได้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากอินเตอร์เน็ต ...ดิฉันตัดสินใจไม่รอนะคะ ออกไปนั่งมองเจ้าตึกนี่อยู่ด้านนอกสักพักใหญ่ หนาวเจียนจะบ้าค่ะ ...นั่งอยู่ได้


Skyview : Stockholm Globe Arenas (Ericsson Globe)

Stockholm Globe Arenas เปิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 มีความสูงประมาณ 85 เมตร (279 ฟุต) เส้นผ่าศูนย์กลาง 110 เมตร (361 ฟุต) หรือคิดเป็นความจุราว 600,000 ลบ.ม. ปัจจุบันถือเป็นตึกครึ่งวงกลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก (The largest hemispherical building) โดยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาและจัดงานต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ถึง 16,000 ที่นั่ง หรือ 14,119 ที่นั่งสำหรับการแข่งขัน Ice Hockey และเพิ่งมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Ericsson Globe เมื่อต้นปีที่แล้วนี่เอง

ความน่าสนใจของเจ้าตึกนี้ก็คือ เขาตั้งใจจะทำให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ก็เลยมีการสร้างลิฟท์ใสให้ขึ้นไปชมวิวโดยรอบจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้ เพิ่งจะเปิดบริการในส่วนของ Skyview ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่แหละค่ะ

จาก Globe Arenas แห่งนี้ก็หลบเข้าเมืองต่อ ไปเดินดูจตุรัสร่วมสมัย Sergels Torg หรือจะเรียกว่าเป็นแหล่งชอปปิ้งก็คงไม่ผิดนัก เพราะเป็นย่านที่รวมร้านค้า สินค้าแบรนด์เนม แฟชั่นต่างๆ ไว้อย่างมากมาย รวมทั้งเป็นแหล่งนัดพบ ผู้คนพลุกพล่าน อากาศหนาวๆ อย่างนี้ จะเห็นผู้คนทั้งวัยรุ่นและวัยโรยนั่งอยู่ตามบันได ตามทางเดิน คุยกันจุ๊กจิ๊ก บ้างก็นั่งตากแดดที่แรงเอาเรื่องทั้งที่มีลมหนาวพัดโบกโบย ...เที่ยวคนเดียวอย่างดิฉันก็ได้แต่เดินมองดูอิริยาบถและวิถีชีวิตของผู้คน ณ ที่แห่งนี้เท่านั้น


Sergels Torg


H&M สตรีทแบรนด์ของสวีเดน


Stockholm Concert Hall

ไม่ค่อยน่าดูนักนะคะ สำหรับ Stockholm Concert Hall สถานที่มอบรางวัลโนเบล น่าจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ด้านนอกก็เลยมีการตั้งเต๊นท์ขายของสารพัดอย่าง ตอนที่ดิฉันไปถึงพ่อค้าแม่ค้าทยอยเก็บแผงกันเกือบหมดแล้วล่ะค่ะ


ยอดตึกสวยๆ ใกล้สถานีรถไฟ Stockholm C

ทริปสแกนดิเนเวียในปีนี้ของดิฉัน ดูจะไม่มีโปรแกรมที่แน่นอน อย่างที่บอกไว้ว่างานเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาในการหาข้อมูลนัก แต่เหมือนกับได้ตั้งนาฬิกาปลุกให้กับตัวเองไว้ว่า "ถึงเวลาต้องไปแล้วนะ" หยุดพัก หยุดคิดเรื่องงานบ้าง ...โปรแกรมเที่ยวในสถานที่ต่างๆ จึงเป็นไปในแบบที่ไม่ตั้งเป้ามากนัก โปรแกรมหลวมมาก จะว่าไม่ดีก็ไม่ดี เพราะจะเที่ยวที่ต่างๆ ด้วยข้อมูลจำกัด แต่ก็มีข้อดีเหมือนกันคือ สบาย และสบายอย่างมาก เดินดูโน่นดูนี่ เข้าถนนโน้น ออกถนนนี้ แบบไม่มีจุดหมาย พอรู้สึกตัวว่าไถลออกนอกเส้นทางมาก ก็ค่อยหยิบแผนที่มาดูอย่างจริงจังสักครั้งหนึ่ง

ประสบการณ์จากการเที่ยวยุโรปในสองปีที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่า ถึงจะหลงอย่างไร ไกลแค่ไหน เดี๋ยวก็จะหาทางกลับที่พักได้เองแหละ เพราะระบบขนส่งมวลชนของประเทศยุโรปมีอย่างทั่วถึงและมีความปลอดภัยสูงมาก

ดิฉันเดินเล่นอีกไม่นาน ก็กลับไปใช้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตใต้สถานีรถไฟใต้ดินใกล้ที่พัก ได้น่องไก่ย่างแพ็คสำเร็จรูป 2 น่อง สลัดผักอีกหนึ่งถุง ช็อคโกแลตโยเกิร์ตอีกถ้วยนึง แถมด้วยแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งลูก แล้วก็กลับมานั่งดินเนอร์ร่วมกับคนอื่นที่ห้องครัวของโฮสเทล ได้อิ่มท้องแบบง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋า 79 SEK


มื้อเย็นง่ายๆ สบายท้อง

ค่ำนี้ "แอ๊บ" ที่เคยเป็นลูกน้องเก่าสมัยดิฉันทำงานอยู่ศุลกากร และโชคดีจับพลัดจับผลูได้แต่งงานกับหนุ่มสวีดิชแล้วย้ายมาอยู่สวีเดนจนมีลูกสองคน โทรศัพท์มาหาและขอคำยืนยันกับดิฉันว่า จะนั่งรถไฟไป Malmö ในเวลาไหนแน่ เพราะเธอจะพาลูกๆ ไปดักรอเพื่อทักทาย แถมบอกว่าได้เตรียมผัดข้าวไว้ให้ดิฉันสำหรับกินกลางวันบนรถไฟด้วย ...อึ้งและซาบซึ้งนะคะ... ดิฉันบอกเวลาและชื่อสถานีที่รถไฟจอดตามที่ได้ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้วให้แอ๊บรู้ เดี๋ยวพรุ่งนี้คงจะได้เจอกันค่ะ อาจจะแค่แว้บๆ เท่านั้น หลังจากวางโทรศัพท์ ดิฉันก็รีบจัดการแพ็คกระเป๋าเตรียมเช็คเอ๊าท์ออกในเช้าวันพรุ่งนี้

คืนนี้คงหลับสบายอีกคืนล่ะค่ะ

The Shore : Spa Music, album - The Sound of Birds

โดย มีนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net