วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แผนปรองดองของพลเมืองไทย เรากำลังอยู่ที่ไหน?



วาทกรรม "ปฎิรูปประเทศไทย" ตีคู่มากับ "ความปรองดอง" ผ่านตาผ่านหูคนไทยทุกคน จนไม่รู้ว่ามึนเมากันบ้างหรือไม่

คล้ายๆว่า เราจะเห็นด้วย แต่ก็คล้ายว่ากำลังสับสน ไม่รู้ว่าอะไรคือผิด อะไรคือถูก แล้วอะไรคือความถูกต้องเหมาะสมอันเป็นจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ

ยังไม่พักถามอีกว่า "เรา" คือใคร...เราคือคนไทยทุกคน หรือเป็นแค่ตัวแทนความคิดของคนไทย เป็นเภาพจำลองความคิดที่มาจากไหนก็ไม่รู้

เราจึงมีโอกาสมากเหลือเกินที่จะติดหลุ่มภาพอุดมคติของใครบางคนที่รู้ดีไปหมด จนแช่แข็งตัวเรา ประเทศเราไว้กับภาพๆนั้น จนมองไม่ออกถึงความเป็นจริง ความซับซ้อนของสังคม

หรือเราอาจติดกับดัก การสร้างภาพเสมือนจริงของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐที่เป็นเจ้าภาพ หรือประชาชนที่เข้าไปร่วมที่จะบรรจงป้อนภาพความคิดนั้นให้หลงทาง

ไม่พักเอ่ยถึงคู่ขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร

ฯลฯ

ผมจึงคิดว่าความน่าท้าทายสำหรับคนไทยทุกคนก็ตรงนี้เอง ว่าจะนำพาประเทศไทยหลุดพ้นไปจาก "กับดัก"วาทกรรมดังกล่าวนี้อย่างไร

หรือจะฉกฉวยโอกาสนี้ใช้ประโยชน์พาประเทศไปข้างหน้าอย่างไร

ที่แน่ๆ เห็นอยู่ละว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง แต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร...

กลับมาที่ภาพย่อยระดับหมู่บ้าน อาจเห็นภาพที่ชัดเจนมากกว่า

หากเราเริ่มจากกำหนดจุดหมาย...เราอยากเห็นความสุข อยากเห็นความเข้มแข็ง อยากเห็นชุมชนน่าอยู่ คำรวบยอดเหล่านี้คืออะไร เราจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร


เรากำลังอยู่ที่ไหน?

ผมลองจินตนาการถึงหมุ่บ้านแห่งหนึ่ง ภาพรวมๆแล้วเป็นชุมชนเกษตร อาชีพหลักคือทำสวนมะม่วง มีมะม่วงพิมเสนเป็นผลไม้หลัก ปลูกผักเสิรม คนอีกจำนวนหนึ่งประกอบอาชีพรับราชการ การศึกษาค่อนข้างดี เฉลี่ยแล้วมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่า ม.6 รายได้หลักต่อปีร่วม 30 ล้านบาท รายจ่ายหลักอยู่ราวๆ 15 ล้านบาท

รายได้นั้นมาจากอาชีพรับราชการ และการขายมะม่วง ผัก ที่ว่า

รายจ่ายหลักที่เห็นได้ชัดคือ ข้าว เฉพาะที่ทุกครัวเรือนต้องซื้อรวมกันแล้วกว่า 800.000 บาท ไม่รวมกับข้าวในแต่ละมื้ออีก นั้นเพราะในพื้นที่ไม่มีการปลูกข้าว ทุกคนซื้อข้าวกิน แถมน้ำในการอุปโภคบริโภคก็ต้องซื้อมาทั้งสิ้น ระบบประปาไม่มี น้ำผิวดินมีการปนเื้ปื้อนจากการทำเกษตรแบบใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า

แน่นอนว่า ผลกระทบที่ตามมาจากสภาพการณ์เช่นนี้ก็คือ คนป่วยเป็นโรคความดัน เบาหวาน อ้่วน คนไม่ออกกำลังกาย พึ่งตนเองไม่ได้ในการผลิต

พื้นฐานสังคมอื่นๆ เป็นสังคมเครือญาติ อยู่อาศัยในพื้นที่มานานนับหลายชั่วอายุคน มีความขัดแย้งกันบ้างในเวลาที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าเลือกนายกอบต. หรือเลือกผู้ใหญ่บ้าน คดีอาชญากรรมมีน้อยมาก

แต่ทุกวันนี้ ในครัวเรือนก็แตกเป็น 2 ฝ่าย 2 สีเสื้อ 2 ความคิด


เรากำลังจะไปไหน?

ลองคิดนะครับว่าในเมื่อสภาพชุมชนมีฐานดังกล่าวมา เราจะวางเป้าหมายให้เกิดชุมชนน่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็งอย่างไร

สมมติว่า เราอยากเป็นชุมชนเกษตรปลอดสารเคมี เป็นชุมชนพอเพียง นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้


เราจะไปได้อย่างไร?

แน่นอนเราต้องมีวิธีการ กระบวนการ ที่จะไปให้่ถึงเป้าหมาย เราจะทำอะไรได้บ้าง?

ลำดับแรก เราน่าจะมาปรับพฤติกรรมที่ตัวคนไหมครับ? คำถามคือว่า มีพฤติกรรมอะไรบ้างที่ควรปรับ...การผลิตที่ใช้สารเคมี...ค่านิยมการบริโภค...

แล้วจะให้คนปรับพฤติกรรมอย่างไร...เจาะเลือกเกษตรกรทุกคนดีไหม จะได้รู้ว่าการใช้สารเคมีส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร...แล้วค่อยสร้างทางเลือก ลด ละ เลิก สารเคมี หันกลับมาฟื้นภูมิปัญญาเดิม หันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หากมีการเลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ ก็นำมูลสัตว์มาใช้ทำปุ๋ยได้อีก ทำให้เกิดครัวเรือนพึ่งตนเองให้ได้...ทำบัญชีครัวเรือน ลดรายจ่าย มีการคัดแยกขยะ ทำน้ำยาเอนกประสงค์ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก...หรือวิเคราะห์อาหารที่กินในแต่ละมื้อ ให้รู้คคุณค่าและโทษของอาหารแต่ละอย่าง

ต่อมาเราอาจจะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่
เราทำอะไรได้บ้าง หากไม่สามารถผลิตข้าวได้ด้วยตนเอง เราจะรวมกันเป็นกลุ่มผู้บริโภค ร่วมกันซื้อข้าวโดยคัดเลิือกจากกลุ่มผู้ผลิตที่ไว้ใจได้ รวมกลุ่มกันทำปุ๋ยหมักลดต้นทุน รวมกลุ่มกันต่อรองพ่อค้าคนกลาง กำหนดราคาของมะม่วง แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

เราอาจนำวิถีวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานวัด การทำผังเครือญาติ การนำภมิปัญญาที่มีมาต่อยอดสานรากฐานกระชับความสัมพันธ์ของชุมชน ให้ทุกกิจกรรมเป็นเครื่องมือให้คนกลับมาสมัครสมานรักใคร่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

และสุดท้ายนำมาสู่การปรับระบบของชุมชน
เ็ป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดค่านิยมของชุมชน การสร้างค่านิยมให้คนในชุมชนดูแลกันและกัน มีความพอเพียง อยู่กันอย่างมีความสุข เราอาจกำหนดพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร การใช้น้ำ สร้างกติกาไม่ใช้สารเคมี จัดทำกองทุนกลางของชุมชน ช่วยเหลือคนในชุมชน สำรวจคนจนคนรวย สร้างสวัสิการรวมเพื่อทุกคน ให้ท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนสร้างวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง


วันดีคืนดี เรามีการประชุมร่วม นำปัญหา นำบทเรียน นำข่าวสารมาเล่าสู่กันฟัง ยกระดับพัฒนาความคิดคนของเราให้รู้เท่าทัน มีภูมิคุ้มกัน
ร่วมกันเรียนรู้สิทธิชุมชน สิทธิทางการเมือง พัฒนาผู้นำ เปิดโอกาสให้กลุ่มคนชายขอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิการ คนจน ผู้สูงอายุ ฯลฯ ได้่มีส่วนกำหนดชีวิตของตน และสามารถกำหนดทิศทางของหมู่บ้าน ให้เป็นเวทีสาธารณะนำปัญหามาสู่การพูดคุย หาทางออก มีการกำหนดวาระของหมู่บ้านประจำปี

ให้่พื้นที่หรือชุมชนสามารถจัดการตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี

ยกระดับประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้น ให้อำนาจกับคนตัวเล็กตัวน้อย ควบคู่กับการที่เราอาจมีแผนของชุมชน มีการคัดสรรผู้นำที่มิใช่แค่อยากจะลงมาอาสาสมัครเป็นตัวแืทน แต่เราอาจกำหนดคุณลักษณะของผู้นำ ลองออกแบบการคัดสรรที่มุ่งเป้าเพื่อการพัฒนา และไม่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่เครือญาติ สร้างระบบการเมืองเพื่อความสมานฉันท์ มีวาระ มีการหมุุนเวียน ที่มิใช่สืบทอดอำนาจ

ลองคิดเล่นๆ ผมเพียงทดลองยกตัวอย่างนะครับ...เพื่อให้เห็นภาพย่อยระดับหมู่บ้าน จะเห็นว่ายังเป็นภาพที่ขาดห้วง ไม่เป็นระบบ ซึ่งมีช่องว่างจะมาช่วยกันเติมเต็มได้มาก ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงสำคัญมาก

เพราะการมีส่วนร่วม ปลุกให้คนได้ตื่นได้เห็นว่าตนเองก็มีส่วนในการดูแลประเทศ เป็นเจ้าของประเทศ

เข้าใจได้ไม่ยากนะครับว่า นับจากนี้ต่อไป เราคงจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับแผนปรองดองและเวทีการปฎิรูปประเทศไทย มากบ้างน้อยบ้างคงอยู่ที่ความสนใจและโอกาส

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง ในฐานะพลเมืองไทย



ครื่องเคียง : ผีสามตัว

ผีสามตัว  นั่งคุยกัน  อยู่ข้างวัด 
เงียบสงัด  วังเวง  น่าเกรงขาม 
นั่งปรับทุกข์  ถามสุกดิบ   ตอนสามยาม 
ตัวแรกถาม  ตัวที่สอง  บอกข้าที...... 
ว่าทำไม  เจ้าใย  ถึงตายเล่า 
เรื่องมันเศร้า  ข้าโดนยิง  ตอนหลบหนี 
แล้วถามกลับ  เจ้าทำไม  สิ้นชีวี 
ตัวข้านี้  โดนแทง  ตอนตีกัน 
ผีทั้งสอง  หันไปมอง  ตัวที่สาม 
แล้วก็ถาม  ว่าทำไม  ถึงตัวสั่น 
ทั้งร้องไห้  เหงื่อท่วมหน้า   ทำไมกัน 
พวกเรานั้น  ฉันเข้าใจ  ให้บอกมา.... 
ตัวที่สาม  อ้ำอึ้ง  อยู่สักครู่ 
ก็ไม่รู้  ว่าจะพูด  ดีไหมหนา 
ตัดสินใจ  สุดกล้ำกลืน  ฝืนอุรา 
อันตัวข้า....มานั่ง.."ขี้"....ยังไม่ตาย....  


โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net