วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จ๊อกกี้อภิสิทธิ์ใต้แผนปรองดอง จะหนีสงครามกลางเมืองไปไหนพ้น


“รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง”

ประโยคที่กล่าวมาข้างต้น เป็นคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ทหารอาชีพ กับทหารมืออาชีพ” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา แม้คำพูดนี้จะล่วงเลยมาแล้วหลายปี แต่อมตะวาจาในทำนองว่า “รัฐบาลเป็นจ๊อกกี้ มาแล้วก็ไป” ก็ถือเป็นสิ่งที่ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ น่าจะใคร่ครวญอยู่ไม่ใช่น้อย

เพราะอำนาจหรือตำแหน่งที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นใครหรือผู้ใด หากได้พิจารณาถึงแก่นแท้ มันคือ “สิ่งสมมติ” ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อมีบทบาทในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่สรรพสิ่งล้วนแล้วแต่ไม่จีรังยั่งยืน นอกเหนือจากความเป็นคนหรือเป็นมนุษย์

ผมมองดูอนาคตบ้านเมืองในวันนี้ หลังผ่านพ้นวิกฤตที่หนักหนาสาหัส ทิ้งไว้แต่เพียงซากปรักหักพัง ความเสียหาย และความสูญเสีย แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายทั้งที่เป็นคู่ขัดแย้ง และเป็นคนชายขอบ รวมทั้งผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ล้วนแล้วแต่มีบาดแผลในใจด้วยกันทั้งนั้น

การจะไปสมานแผลไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แม้จะด้วยความหวังดีหรือไม่ก็ตาม จะใช้วิธีการแปะพาสเตอร์เหมือนกันหมด โดยไม่สนว่าจะเป็นแผลใหญ่หรือแผลเล็ก แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ย่อมเป็นไปไม่ได้

สารภาพตามตรงว่า ผมยังมีความรู้สึกไม่เชื่อมั่นต่อแผนปรองดองของท่าน นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลยแม้แต่น้อย เพราะแม้จะเป็นความปราถนาดีของท่านที่อยากให้บ้านเมืองกับสู่ความปกติสุข หรือจะบอกว่าไม่ได้ไปปรองดองกับผู้ก่อการร้าย หรือไปฮั้วทางการเมืองก็ตาม แต่ท่าทีที่คลุมเครือของท่าน กอปรกับสภาพของรัฐนาวาชุดนี้ยอมรับว่าแก้ปัญหาบ้านเมืองแบบขายผ้าเอาหน้ารอด จนแทบจะเอาตัวไม่รอดถึงสองครั้งสองครา

แม้ใจหนึ่งผมจะรู้สึกสงสารคุณอภิสิทธิ์ แต่อีกใจหนึ่งต่อให้มีเสียงสะท้อนกลับเข้ามาว่าขอให้เข้าใจด้วยก็ตาม ผมก็เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลของท่านได้ดำเนินการ มันสวนทางกับ “จริยธรรมทางการเมือง” ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ท่านท่องคาถามาโดยตลอด

นับตั้งแต่ที่ท่านเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ผมได้รับรู้ความไม่ชอบมาพากล ทั้งจากรัฐมนตรีในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลที่เสวยสุขกับการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตน และก็มีหลายคนรู้เท่าทันคนในรัฐบาลอยู่ไม่น้อย หากแต่ที่ผ่านมาเสียงสะท้อนเหล่านั้นไม่ออกมา ก็เพราะเกรงใจท่านนายกฯ ด้วยความที่ท่านนายกฯ มีผู้สนับสนุนที่เรียกว่าแม่ยกอยู่ไม่ใช่น้อย

ปัญหาที่สำคัญที่สุดของพลเมืองในบ้านนี้เมืองนี้ก็คือ แต่ละฝ่ายยอมรับ “ความจริงด้านลบ” ของตนเองไม่ค่อยจะได้ ทำให้มองปัญหาที่ผ่านมาอย่างเสแสร้ง นำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด นับเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากความแตกแยกของคนในชาติ เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีชุดความคิด ที่เต็มไปด้วยมาตรฐาน และประวัติศาสตร์ในใจของตนเองด้วยกันทั้งนั้น

แผนการปรองดองแห่งชาติ ด้วยการเชิญชวนประชาชนร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย แค่เริ่มต้นก็รู้สึกผิดปกติ ตรงที่การตีกรอบระยะเวลาเหมือนรวบรัดตัดตอน

ผมไม่รู้ว่าในยามที่ความคิดของคนในชาติแตกแยกกันอย่างหนักขนาดนี้ หากไม่ใช่เป็นแผนที่ออกมาพอเป็นพิธีให้รัฐบาลรู้สึกดูดี ระยะเวลาตั้งแต่ก่อนหน้านี้จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2554 ยังไงผมก็มองว่ามันสั้นเกินไป ต่อเสียงเรียกร้องและความต้องการของแต่ละฝ่าย ที่ไม่ใช่แค่อาศัยความคิดจากกลุ่มพลังทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

เพราะกลุ่มพลังทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรฯ นปช. หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ล้วนแล้วแต่เป็นปรากฏการณ์ที่บ่อเกิดมาจากความไม่พอใจ หรือพอใจต่ออำนาจรัฐ หรือฝ่ายต่อต้านอำนาจรัฐในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น อาจไม่ใช่คำตอบถึงความต้องการของประชาชนอย่างลึกๆ ว่า แท้ที่จริงมีปัญหาอะไรถึงมาเรียกร้อง

เช่น ปัญหาถูกใช้อำนาจรัฐความไม่เป็นธรรม ความยากจน เศรษฐกิจฝืดเคือง สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกย่ำยี ฯลฯ ซึ่งความต้องการแต่ละคนมันมีหลากหลายเกินกว่าที่จะแสดงออกมาได้

การปรองดองถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังตรงที่อย่าให้การปรองดองต้องลงเอยด้วยการ “ทำร้ายจิตใจ” กองเชียร์กลุ่มพลังทางการเมืองของแต่ละฝ่าย หรือทำลายจิตวิญญาณของความถูกต้องชอบธรรมจากคนที่ออกมาต่อสู้ เพียงเพราะต้องการทำให้เรื่องทุกอย่างสงบลงโดยเร็วเท่านั้น

ผมไม่รู้ว่าแผนปรองดองแห่งชาติของคุณอภิสิทธิ์จะสำเร็จหรือล้มเหลว แต่ผมมองเห็นถึงหายนะที่อยู่ตรงหน้าของการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายฝ่ายวิตกกังวลกับคำว่า “สงครามประชาชน” ที่กำลังจะปะทุขึ้น อันเนื่องมาจากผลของเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ทำให้ประวัติศาสตร์ของแต่ละฝ่ายยังมีอะไรคาใจซึ่งกันและกัน

โดยเฉพาะประเด็นทหารฆ่าประชาชนจริงหรือไม่ และการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ที่มีการใช้อาวุธจะกลายเป็นการก่อการร้ายหรืออย่างไร

แต่ละฝ่ายล้วนมีบาดแผล เพราะฉะนั้นความเจ็บปวดจากบาดแผลจะถูกพัฒนากลายเป็นความเคียดแค้น และจะเป็นการจุดชนวนไปสู่ความรุนแรง เรื่องแบบนี้จะใช้วิธีการปรองดองพอเป็นพิธีย่อมเป็นไปไม่ได้ หากแต่รัฐบาลยังคงบริหารประเทศไปด้วยเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล

โดยเฉพาะจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ฉวยโอกาสทั้งการปรับ ครม. การตัดต้นไม้เขาใหญ่ การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของตำรวจ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นช่องให้ถูกโจมตีจนรัฐบาลมีภาพของความด่างพร้อยทั้งนั้น

ปัญหาเหล่านี้เป็นสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตน ซึ่งร้ายแรงกว่าการยุยงปลุกปั่นของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงจนระเบิดออกมาด้วยการแสดงออกทางการเมืองอย่างไม่พอใจ จะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ลำบากยิ่งกว่าเดิม เพราะหากตัดออกเฉพาะผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรี คนชายขอบของรัฐบาลจะมองรัฐบาลในทางลบทันที

หากกล่าวกันเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง แม้ความเคลื่อนไหวจะเป็นไปอย่างเงียบๆ โดยมีฝ่ายที่ออกมาเปิดหน้าเพียงแค่พรรคเพื่อไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ความน่าเป็นห่วงตรงที่ ชาวบ้านในชนบทเลือกที่จะตัดขาดตัวเองจากสื่อทุกชนิด เอาแต่ดูแต่วีซีดีเหตุการณ์จลาจลซ้ำไปซ้ำมา แล้วมานั่งบ่นด้วยอารมณ์ที่คั่งแค้นรุนแรง ซึ่งเป็นเช่นนี้อยู่หลายตำบลในภาคอีสาน ขณะที่กลุ่มฮาร์ดคอร์ยังคงเผาโรงเรียนในชนบทเป็นว่าเล่น

ที่สำคัญ แนวคิด "รัฐไทยใหม่" ก่อตั้งขึ้นในจิตใจของชาวบ้านเหล่านั้นโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ขาดแต่โอกาสเพื่อรับรองอธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนเท่านั้น

รัฐบาลจะยังคง พรก.ฉุกเฉินหรือไม่ ย่อมไม่สำคัญเท่ากับว่า ชาวบ้านในชนบทที่มีนักการเมืองหนุนหลัง จะเอาชนะอำนาจรัฐเพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่างหาก ถึงตอนนั้นเราจะได้เกิด “สภาวะไร้รัฐ” กฎหมายทุกชนิดไม่เว้นแม้แต่รัฐธรรมนูญจะเป็นเพียงแค่กระดาษเย็บเล่ม

แล้วจากนั้นจะนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” กับฝ่ายที่ไม่พอใจฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ออกมาปกป้องพื้นที่ ตราบใดที่ยังมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดจะทำสงคราม โดยเฉพาะสงครามกลางเมือง แม้อีกฝ่ายจะไม่เต็มใจให้เกิดสงครามก็ตาม

ผมยังหวั่นใจว่าสงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เร็วๆ นี้อย่างที่หลายฝ่ายวิตก แต่จะเป็นช่วงหลายปี หรือถ้าจะให้คาดเดาก็คือ หลังวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลเคยยื่นข้อเสนอแผนปรองดอง จากวันนั้นเป็นต้นไป จะถูกนำมาใช้กดดันรัฐบาลให้ยุบสภา

ถึงตอนนั้นก็มีองค์ประกอบหลายอย่างสุกงอมพอที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น สำคัญตรงที่ว่ารัฐบาลยังคงอ่อนแอ ผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่ออกมาปกป้องหายไปทีละคนสองคน ถึงจะต้องการรักษาบ้านเมืองแต่ก็ไม่มีใจที่จะช่วยเหลือคุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว

แต่ก็ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า สิ่งที่จะแทนที่การเมืองในระบบรัฐสภาที่น่าอึดอัด เบื่อหน่ายและไร้ความหวัง คือ “การเมืองภาคประชาชน” ที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากันเองและก่อตั้งสังคมแบบพึ่งพากันเพื่อดำรงชีวิตโดยไม่พึ่งพานักการเมือง พูดง่ายๆ คือใครอยู่สีไหนเลือกที่จะอยู่กับสีนั้นอย่างสนิทใจ มากกว่าการหันหน้าเข้าหากัน

แต่หากวันใดพวกเขาถูกกดขี่มากเท่าไร ฝ่ายนั้นจะยิ่งไม่พอใจ และลุกฮือขึ้นต่อต้านมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกิดโกลาหลไปทั้งสองฝ่าย แต่มันน่าเหนื่อยใจตรงที่ ท้ายที่สุดนักการเมืองก็เป็นฝ่ายลอยตัว หรือนั่งดูความพินาศแล้วรอเก็บเกี่ยวหรือรอจังหวะเข้ามาเป็นพระเอก เพื่อหาเสียงทางการเมืองหรือสถาปนาตัวเองเป็นอัศวินม้าขาวเพียงแค่นั้น

ความเชื่อ สันดาน ศรัทธาไปคนละทาง แต่จมปลักอยู่กับคำหลอกหลอน เรารักกัน เรามาปรองดองกัน เรามีในหลวงองค์เดียวกัน ฟังดูแล้วมันออกจะเสแสร้ง อยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายประเทศไทยก็คงเกิดเหตุการณ์ไม่ต่างไปจากอังกฤษ ที่มีอยู่ช่วงหนึ่งก็เกิดสงครามกลางเมือง หรือ English Civil War ระหว่างฝ่ายรัฐสภา และฝ่ายกษัตริย์นิยม

แต่ต่างกันตรงที่ปัญหาบ้านเราไม่ได้เป็นเพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นเพราะที่มาไม่ใช่ฝ่ายรัฐสภาทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่คือนักการเมือง และนักเลือกตั้งที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ นอกจากอยากได้อำนาจบาตรใหญ่ไปกอบโกยเท่านั้นเอง

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้คำถามที่ว่า คนส่วนมากยังต้องการอยู่ด้วยกัน หรือต้องการแบ่งแยก ก็คือคำถามที่ว่า แล้วจะอยู่ด้วยกันอย่างไร เพราะนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อาจมีคำกล่าวที่ว่า เราจะไม่ได้อยู่ในแผ่นดินที่คุ้นเคยอีกต่อไป

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net