วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มีเงินให้ผมยืมไหมครับ..เรื่องสั้นสิ้นคิด


มีเงินให้ผมยืมไหมครับ

           

            เงินเดือน  เงินเดือน   เงินเดือน

            นี่ยังไม่ถึงเดือน   เงินเดือนก็หมดแล้ว

            “ใช้อะไรนักหนา  เสียงค่อนขอดต่อว่า

            เงินนะครับ   ไม่ใช่พระพุทธรูป   จะได้เก็บเอาไว้บนหิ้งบูชา   ยิ่งมาอยู่ในเมืองหลวงนี่ด้วยแล้ว   ออกมาจากห้องก็เป็นอันว่าเสียเงินแน่นอน   ค่าใช้จ่ายหยุมหยิมยุบยับจนยอบแยบ

            เฮ้อ!  ถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อยสี่สิบห้าของวันนี้   สำรวจทรัพย์สินที่มี   กระเป๋าซ้าย  กระเป๋าขวา  ไม่มีสักบาท  กระเป๋าสตางค์ที่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า  กระเป๋าเอกสารและนามบัตร   ไร้วี่แววของใบร้อยใบยี่   แม้แต่เศษเหรียญก็ไม่มีให้เห็น    ค้นทุกซอกทุกมุมที่พอจะมีที่ซุกซอก   ในที่สุดก็เจอในหลืบลึกของกระเป๋าเอกสารฯ

            เงิน ๑ บาท

            ไชโย   ผมยังมีเงิน ๑ บาท

           

            เดินทางมาเรียนด้วยรถเมล์   ดีที่ยังมีบุญเก่าให้กิน   มีเพื่อนเป็นกระเป๋ารถเมล์   ฟรีไม่เสียเงิน   ขอโทษ ขสมก.ด้วยครับที่ขาดรายได้ไป  ๗ บาท   กะว่าจะมาตายเอาดาบหน้า (ดาบนี้ยังไม่ตาย  มีหลายดาบเหลือเกิน)   วันนี้วันที่ ๒๕  เป็นวันศุกร์   ทุกทีเงินออกวันที่  ๒๗  แต่เดือนนี้มันเป็นวันอาทิตย์   สันนิษฐานไปแบบเขลาๆว่าวันนี้เงินน่าจะเข้าบัญชี

            ผมหมดตูดแล้วครับ...

            ไม่ใช่สิยังเหลืออีกตั้ง    บาท

            ลงป้ายที่ใกล้มหาลัยมากที่สุด    รถเมล์สายที่เพื่อนอยู่ดันไม่วิ่งผ่านมหาลัย   ถ้าวิ่งผ่านจะดีมากๆ   เคยคิดจะยุให้เพื่อนย้ายไปอยู่สายที่วิ่งผ่านมหาลัย   แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า

            นานๆกินบุญเก่าแบบนี้ทีก็ดีแล้ว   บางวันก็ไม่เจอเพื่อนเหมือนกัน   ไม่รู้วิ่งรอบไหนมั่ง  ออกไม่เป็นเวลา    เพื่อนบอกว่าเป็นอะไหล่เปลี่ยนรถอยู่เรื่อย

            ห่างจากมหาลัยประมาณ     ป้ายรถเมล์   ใช้ขาที่พ่อแม่ให้มาให้เป็นประโยชน์    ไม่ไกลมากนักถ้าเป็นบ้านนอก   แต่ไกลมากเมื่ออยู่กรุงเทพฯ   แวะกดเอทีเอ็มด้วยความหวัง

            เงินเดือนยังไม่เข้าบัญชี

            ธนาคารกรุงไทยมียอดเงินคงเหลือ  ๗๗ บาท  ยังมีเอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์อีกใบ   กดดูยอดเงินคงเหลือ   ทั้งๆที่รู้ว่าเงิน ๓๐๐ บาทสุดท้ายกดออกไปเมื่อสามวันก่อน   แต่ยังมีความหวังแบบพิลึกๆว่า  อาจจะมีมหาเศรษฐีที่ไหนสักคนสะเพร่าโอนเงินผิดเข้าบัญชีผมสักร้อยสองร้อย.....ล้าน

            ไม่มีเศรษฐีคนไหนสะเพร่าโอนเงินผิดบัญชีแม้แต่คนเดียว   ยอดเงินคงเหลือในบัญชี  ๓๓ บาท

            “คุณต้องการทำรายการต่อหรือไม่   YES / NO”

            ต้องการสิ   ต้องการมากๆ   ถอนเงินสักร้อยเหอะ

            คิดๆดู  ธนาคารกรุงไทยเหลือ  ๗๗ บาท ธนาคารไทยพาณิชย์เหลือ  ๓๓ บาท  ผมน่าจะโอนจากธนาคารใดธนาคารหนึ่ง  มารวมกันก็จะได้  ๑๑๐  บาท   ทีนี้ผมก็จะกดเงินออกได้

            แต่ยังไม่ได้ลอง

            ก้มหน้าเดินต่อไป   ใช้เท้าที่พ่อแม่ให้มาให้เป็นประโยชน์   ประหยัดเงินไปได้ ๗ บาท (มีเงินที่ไหนให้ประหยัดอีกเล่า?) รถเมล์สายที่เคยรอ   วิ่งผ่านไปฉิวๆ  มาถัดๆกัน ๓ คันซ้อน   ทีวันอื่นนั่งรอเป็นชั่วโมงไม่เห็น(หัว)  วันไม่มีตังค์ล่ะก็วิ่งมาๆเชียว

            นอกจากใช้เท้าให้เป็นประโยชน์แล้ว   ตาสองดวงที่ได้มาก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วย   มองพื้นดูเศษเงินตก   เผื่อฟลุ๊ก !  ตอนเป็นเด็กยังจำเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟังได้   เพื่อนมันว่าตามันอยู่กรุงเทพฯไปเดินจ๊อกกิ้งตอนเช้า   ก้มมองดูพื้นถนน(แบบผมตอนนี้แหละ)ได้เงินเป็นกอบเป็นกำเพื่อนว่า    คนกรุงเทพฯเขาไม่สนใจเงินเหรียญหรอก

            นิทานหลอกเด็กเรื่องนั้นแวบเข้ามาในหัวของผมตอนนี้

            ผมก้มมองจนเมื่อยตา   ไม่เห็นมีเศษเหรียญแม้แต่เหรียญเดียว   ได้ข้อสรุปใหม่ว่า  คนกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้งกจริงๆ   แม้แต่เศษเหรียญก็ไม่ยอมทิ้งให้คนยาก(แบบผม)

           

            ความหวัง   คนเราต้องมีความหวัง   ชีวิตจึงจะมีรสชาติเพราะต้องคอยลุ้นว่าจะสำเร็จคือสมหวังหรือไม่   สมหวังก็ดีใจ  ผิดหวังก็...ผิดหวังสิครับ   ยากอะไร   มันผิดหวังก็หวังใหม่   แค่ตั้งความหวัง   ไม่เห็นยากเหมือนตั้งโรงสีซะหน่อย

            ตอนนี้ผมกำลังตั้งความหวัง   จะยืมเงินเพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกัน

            “มีเงินให้ผมยืมไหมครับ   สักร้อย...สองร้อย...สามร้อย...สี่ร้อย...ห้าร้อย...”

            ถึงมหาลัยสิบโมงกว่า   เหนื่อยที่ต้องแบกกระเป๋าใส่หนังสือแถมยังไม่พอยังแบกความหวังมาอีกเต็มบ่า  วันนี้มีเรียนบ่ายโมงท้องร้องจ้อกๆ   แวะหาน้ำลูบท้อง  อานิสงส์จากวงเมาเมื่อคืน   ช่วยให้กินอะไรไม่ลง   มันผะอืดผะอม(ดี)   เมื่อวานยืมเงินพี่คนขับรถเมล์ ๕๐๐ บาท   ยืมมาซื้อเหล้าเลี้ยงเพื่อนแล้วก็พี่คนนั้นด้วย   กินกันห้าหกเจ็ดแปดคน(ตาลายไม่รู้ว่าเท่าไหร่กันแน่)

            ให้เงินน้องคนหนึ่ง (เสือกเกิดทีหลังก็ลำบากอย่างแหละในวงเมา) ๕๐๐ บาท  เหลือทอนมาให้    บาท

            “เอ็งใช้เงินเก่งจริงๆว่ะ”

            ที่บ้านนอกเขาเรียกผมว่า “แก้วลืมตุ๊ก”  ตุ๊กคือทุกข์   แปลว่าลืมความลำบาก   มีเงินแล้วลืมตัว   ไม่คิดถึงตอนยากลำบาก   ใช่   ผมมัน “แก้วลืมตุ๊ก” จริงๆ

            นั่งรอเรียนที่ห้องสมุด   สิบเอ็ดโมงกว่าๆ   เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น   รับสาย   พี่ที่ผมอยากเจอที่สุดในจักรวาลนี้โทรมา

            “ลาอาจารย์ให้พี่ด้วยนะ   พี่มีธุระไปเรียนไม่ได้”

            แห้ว  ความหวังพังทลาย   พูดอะไรไม่ออก   ไม่รู้จะพูดอะไรด้วย (กลุ่มเรียนของผมมี ๓ คน  เพื่อนอีกคน(รูป)ก็เป็นพระ   ไม่กล้าบิณฑบาตท่าน)

            สอดส่ายสายตาหาคนรู้จัก   ทำเหมือนหาเหรียญบนพื้น   คนที่ยอมคบกับผมหายากซะด้วย   แต่ในที่สุด   พระอินทร์คงร้อนอาสน์จึงดลใจให้เพื่อนปริญญาโทภาษาอังกฤษคนหนึ่งให้มาเจอผม   หรือไม่อย่างนั้นคงเป็นคราวเคราะห์ของเพื่อนคนนั้น

            “Hello!”  หน้าตายิ้มแย้มเชียว   ผมทักตอบมั่ง

            “Hello!   How   are   you ? ”

            “I’m   very   happy,and  you?”

            “I’m      unhappy.”  หยุดไปสักพัก   ผมถามต่อหน้าตาเฉย

            “Are  you  have  money?” 

            ดูหน้างงๆของเพื่อนแล้วก็น่าสงสารนัก   สักพักเขาก็พยักหน้า   ผมยิ้มประจบประแจง   แล้วก็พูดภาษาอังกฤษที่ชัดที่สุดและตั้งใจที่สุดในชีวิตว่า

            “Give  me   some  money,please!”

           

 

 

โดย แก้มหอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net