วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไทยอยู่ICU*^*ปฏิรูปประเทศไทย*^*เหมาะที่สุดคือวันนี้*^*หมอประเวศ ,สมคืด


หยุดทำร้ายประเทศไทย

 

     มาช่วยกันสร้างความสงบให้กับบ้านเมืองของเรากันเถิด

       ขอบคุณOKnation

ขอบคุณภาพจากคมชัดลึก

เหล็กร้อนให้รีบตี หรือหากวันนี้ต่ำสุดแล้ววันต่อไปกราฟก็จะวิ่งขึ้น

ช่วงนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปประเทศ มีการตั้งท่านอานันต์ และท่านหมอประเวศเป็นผู้นำการเดินทางครั้งนี้

มีการถึงการปฎิรูปในด้านต่างๆมากมาย ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะวันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงการเริมต้นอีกครั้ง

ผมไม่แน่ใจว่าตัวผมเป็นคนประเภทไหน แต่ถ้าคิดตรงกันผมก็ส่งสริม คิดไม่ตรงกันแต่จากคนดีผมก็เงียบ ถ้าคนไม่ดีคิดผมก็ขึ้น

สำหรับการปฏิรูปประเทศรอบนี้ที่ผมชอบทุกเรื่อง แต่จะพูดเรื่องเดียว คือ การปฏิรูประบบภาษี

หลายคนเกิดอาการค้านมาแต่ไกลๆ อะไรได้ไง ยากนะ

ตอนซักอายุ20กว่า ผมเคยลอง"ร่างภาษีหมู่บ้าน" แต่ไม่ได้ทำ เพราะผมก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านซักเท่าไหร่

ตอนนั้นคิดว่า รัฐ พัฒนาแต่เรื่องใหญ่ๆเช่นถนน ไฟฟ้า ปะปา  ฯลฯ

ไม่ค่อยมีงบพัฒนาบางเรื่องเช่น เรื่องของพัฒนาการของเด็ก การส่งเสริมให้คนชอบอ่าน เช่นทำห้องสมุดชุมชน  หนังสือพิมพ์ชุมชน

อย่าสงสัยว่าทำไมตอนนี้บ้านท่านมีทุกอย่างที่ผมพูดถึง 

แต่ส่วนใหญ่ในภาคอีสานหรือภาคอื่นที่ไกลปืนเที่ยงไม่มี ที่หากจากตัวเมืองไม่มี

สำหรับผมคิดเรื่องเดียวคือการเก็บภาษีหมู่บ้านเพิ่มเติมเพื่อนำเงินจากชาวบ้านมาพัฒนา โดยการทำประชาคมถามว่าเห็นเช่นไร

แต่อย่างที่บอก ผมไม่ได้ทำ

ผมเชื่ออยู่อย่าง หากเราทุกคนอยากอยู่ดีกินดี ต้องเสียภาษีให้มาก อยากสบายก็ต้องจ่ายหนัก ใครค้านผมไม่ว่า แต่บอกก่อนนะผมไม่ใช่คนรวย และไม่ใช่คนชั้นกลางในสมัยที่ผมกำลังขีดๆลบๆเรื่องภาษี ผมเป็นคนจน

ที่สำคัญ คือ เมื่อเราบริหารจัดการเงินไม่ได้ เราก็ควรส่งให้รัฐเอาเงินเราไปจัดสรรกลับมาให้เราในรูปของบริการที่ดีขึ้น

ผมไม่หวังอะไรที่หรูเลิศหรอก เพราะ ประเทศเรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ 

การทุจริต เป็นปัญหาของระบบภาษีที่ว่านี้แน่นอน

แต่ผมหวังว่าจะสำเร็จในวันข้างหน้า

ผมเชื่อเสมอว่า คนไทยมีศักยภาพที่มากมายพอที่จะปฏิรูปในหลายเรื่อง ข้าวที่เราเททิ้งหลังบ้านทุกวัน หากรวมกัน คนละกำ คงได้มากมายหลายตัน กับคนถึง 63 ล้าน คน

เงิน คนละร้อยคนละพัน หากกล้าบริจาคให้รัฐหรือเก็บเข้ารัฐ เหมือนที่ชาวพุทธทำบุญ ผมว่าประเทศเราเจริญแน่นอน

งบประมาณที่ตั้งแต่ละปีที่จะใช้พัฒนาแต่ละหากเรากล้าทำ ไม่ใช่แค่ 2ล้าน7หมื่นล้าน เหมือนวันนี้ แต่อาจจะเป็น 5ล้านล้านก็เป็นได้

เพียงแต่วันนี้คนไทยต้องช่วยกัน สู่การพัฒนาที่ดีกว่า แต่ไม่ใช่เราขอจากรัฐมากกว่าที่รัฐจะให้เราได้

แต่เราต้องเอาเงินของเราไปให้รัฐมากกว่าที่เราจะขอจากรัฐ เพื่อความสุขของเรา ลูกหลานเรา

เก็บข้าวที่จะเททิ้งหลังบ้าน ไปส่งให้รัฐกันเถอะ

                          

ขอบคุณข่าวคมชัดลึก

 ไทยทำไทยพังสมคิดเผยนิวส์วีกขึ้นปก

คมชัดลึก : “หมอประเวศ” เสนอ 10 แนวทางปฏิรูปประเทศไทย เปรียบสังคมเป็นเจดีย์ต้องสร้างจากฐานไม่ใช่ยอด “สมคิด” จี้รัฐบาลจริงใจในการปฏิรูปไม่ใช่แค่ลมปากตามสถานการณ์ ปลุกคนไทยฟื้น “ไทยแลนด์แบรนด์” ชูให้ดูอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างการปฏิรูปจริงจัง แนะนายกฯลงมาคุมเอง ชี้ปฏิรูปสื่อเพื่อให้เป็นกลางไม่ใช่ปิดกั้นข่าว อัดภาคเอกชนขาดจิตสำนึกเพื่อสังคม สอนรัฐต้องปฏิรูปการคลังก่อนทำรัฐสวัสดิการไม่อย่างนั้นก็รอชาติหน้าบ่ายๆ

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า 3.สร้างความเข้มแข็งของชุมท้องถิ่น ที่เรามีความลำบากลำบน เพราะเรารวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่ได้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครอง เป็นการขัดแย้งทางอำนาจรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น 4.สร้างการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤติ เพราะที่ผ่านมาระบบการศึกษาเป็นระบบที่ผิด สร้างความอ่อนแอให้ทั้งชาติ และตอนนี้ก็ไม่มีปัญญาพาชาติออกไป วันนี้มหาวิทยาลัยก็ตื่นตัวอยากพาชาติออกไป แต่ก็นึกไม่ออก เพราะที่ผ่านมามหาวิทยาลัยอยู่นอกสังคมไม่รู้ร้อนหนาว ไม่รู้ทุกข์รู้สุข มหาวิทยาลัยจึงอ่อนแอ เพราะเอาแต่วิชาไม่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า 5.สร้างธรรมาภิบาลการเมือง การปกครอง ระบบความยุติธรรมและสันติภาพ ดังนั้นอยู่ที่ทำอย่างไรการเมืองจะมีคุณภาพมากกว่านี้ หากเราไปดูประเทศจีน คนที่เป็นผู้นำต้องผ่านการคัดเลือกมีประสบการณ์ ระบบความยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ เพาะมนุษย์จะอยู่ร่วมกันด้วยทั้งความเป็นธรรมและยุติธรรม แต่บ้านเมืองเราไม่มีความเป็นธรรมทุกด้าน ความเป็นธรรมสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ หากมีความเป็นธรรมจะลำบากอย่างไรก็ได้ตายก็ได้ แต่หากไม่เป็นธรรมก็นำไปสู่ความขัดแย้ง นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ บอกว่ากฎหมายมีอคติต่อคนจน และวันนี้กฎหมายมีอำนาจ แต่ระบบยุติธรรมบิดเบี้ยว ดูอย่างศาลต่างๆ เราไม่เหมือนในต่างประเทศ ที่คดีไปสู่ศาลสูงน้อย และจบโดยมากที่ศาลชั้นต้นเพราะเพราะหลักฐานแน่น และเขาก็มี ผู้พิพากษาศาลสูงไม่กี่คนต้านเราคดีสู่ศาลสูงปีละสี่หมื่นคดี ที่สุดก็ทำงานไม่ไหว

 “ผมชูเรื่องปฏิรูปกฎหมายมาแต่ทำยาก นักกฎหมายอย่างอักขราทร (จุฬารัตน) ก็ให้กำลังใจผมในทางลบว่าทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะความอ่อนแอทางวิชาการ นิติศาสตร์เราเรียนเพื่อเทคนิค เรียนจะเป็นผู้พิพากษา ทนายความ และจะเห็นได้ว่าความถูกต้องกับถูกกฎหมายไม่อยู่ที่เดียวกัน ตัวกฎหมายเราเอามาจากสำนักออสตินที่อังกฤษ ซึ่งระบุว่ากฎหมายคือเครื่องมือของรัฐ แต่อังกฤษเป็นประชาธิปไต ขณะที่เราเป็นเผด็จการโดยรัฐ กฎหมายเป็นเรื่องดำมืดและเป็นตัวการนำไปสู่ความรุนแรง เรื่องนี้ยากการเมืองทำไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องสันติภาพนั้น ศตวรรษหน้าเป็นศตตวรรษความขัดแย้ง แต่เรากลับไม่มีทักษะแก้ความขัดแย้งโดยสันติวิธีเลย” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อไปว่า 6.สร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้า ไม่ใช่เที่ยวไปแจก แต่ต้องส่งเสริมความสามารถของสังคม เช่นธนาคารประชาชน ธนาคารเกษตรกร 7.สร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ดังที่เราเห็นที่ความไม่สมดุลและเกิดปัญหาอย่างที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่กลายเป็นการติดล็อก ทุกฝ่ายต้องดูว่าทำอย่างไรการพัฒนาจะสมดุล 8.ปฏิรูประบบสุขภาพ สร้างองค์กรต่างๆเป็นเครื่องมือต่างๆเช่น สำนักงานกองทุนส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ โดยทำให้ทุกระบบเกี่ยวโยงทุกเรื่อง

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า 9.สร้างสมรรถนะในการวิจัยวิทยาศาสตร์ชาติ เพราะประเทศเราอยู่ในโลกที่เชื่อมกันหมดมีอะไรที่ไหนก็กระทบถึงเราได้ ดังนั้นเราน่าต้องวิจัยให้รู้ทั้งหมดจะได้วางตำแหน่งให้เราไม่เสียเปรียบและได้ดุลกับโลก และ 10 .พัฒนาระบบการสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงและแลกเปลี่ยนทั่วถึงทำให้มีความรู้เท่ากัน

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือเยอะ แต่ขาดการออกแบบ เราพัฒนาโดยไม่คิดถึงระบบและโครงสร้างว่าอะไรที่มีความมั่นคง ไม่มีเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด แต่สร้างจากฐาน รองรับให้มั่นคง ที่ผ่านมาเกือบ 1 ศตวรรษเราพัฒนาจากยอด ทุกอย่างจึงพังลงเรื่องเศรษฐกิจ เราทำจากยอดและให้กระเด็นลงข้างล่างและก็ไม่สำเร็จ คนรวยกับคนจนมีความห่างกันมากขึ้น การศึกษาก็เอาแต่ข้างบน ส่งเรียนต่อไปตามชั้น และไปคั่งกันทำอะไรไม่เป็นนักธุรกิจก็บ่นว่าผลผลิตจากมหาวิทยาลัยไทย ทำอะไรไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ ขณะที่ประชาธิปไตย เราก็ทำแต่ระดับชาติ จนป่านนี้เรามีประชาธิปไตยมากว่า 78 ปี ก็ยังจะตีกันตาย เพราะเราไม่สร้างประชาธิปไตยที่ฐาน

 “หากเปรียบสังคมเป็นเจดีย์ ฐานเจดีย์คือชุมชนท้องถิ่น องค์เจดีย์ คือระบบต่างๆ ต้องเชื่อมฐานอย่างเกื้อกูล และยอดคือความถูกต้องเป็นธรรม ตอนนี้จับอะไรไปก็ไม่เป็นธรรม ทั้งเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือแม้แต่สาธารณสุขที่ว่าดูดีที่สุดก็ยังไม่เป็นธรรม เพราะลูกคนจนยังตายมากกว่าลูกคนรวยสามเท่า และคนจนตายโดยไม่เป็นธรรมเป็นจำนวนมาก” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

 ด้าน นายสมคิด กล่าวว่า ประชาธิปไตยไทยจวนเจียนจะพาประเทศเข้าวิกฤติหลายครั้ง ตนเคยคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 40 เป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดที่จะได้พบ แต่กลับคิดผิด เพราะได้เกิดเหตุการณ์ 19 พ.ค.ขึ้น ตนไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้ จะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีความสงบสันติรักใคร่ปรองดอง แม้ความเสียหายของเศรษฐกิจจะไม่ยับเยินในทันใด แต่ความเสียหายโดยรวม มหาศาลอย่างยิ่ง และทำลายสิ่งที่มีคุณค่าที่สั่งสมในอดีตที่เป็นฐานรากที่ฟูมฟักประเทศให้เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ และเราก็ได้บ่มเพราะหน่ออ่อนเชื้อร้าย ที่อาจบั่นทอนบ้านเมืองในระยะยาวหากการบริหารจัดการไม่ดีพอขาดเมตตาธรรม ยุติธรรม

 นายสมคิด กล่าวต่อไปว่า ตนมองวิกฤตการณ์ที่เกิดไม่ใช่แค่ผลแห่งความขัดแยงทางการเมือง แต่เป็นความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศในหลายสิบปี เราเน้นแต่การสร้างความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งก็กระจุกตัวและละเลยการกระจายจนปลูกฝังความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกันในใจส่วนลึก เมื่อถูกกระตุ้นก็ปะทุและง่ายต่อการขยายผล เป็นความล้มเหลวในการบ่มเพราะคุณธรรมศีลธรรมจิตสำนึกที่รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเหนือส่วนตน

 นายสมคิด กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลชูธงปฏิรูป ถือเป็นเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมแต่ขอให้จริงจังจริงใจ ไม่ใช่ลมปากทางการเมืองที่พูดไปตามสถานการณ์การเมือง และต้องรู้ว่าปฏิรูปอะไรย่างไร โดยผู้นำและรัฐบาล ขณะที่ผู้อื่นช่วยได้แค่ระดมความคิด แต่การขับเคลื่อนต้องทำโดยผู้บริหารประเทศ

 นายสมคิด กล่าวอีกว่า ตนได้อ่าน นสพ.นิวส์วีก ฉบับล่าสุดวันที่ 14 มิ.ย. เขาขึ้นปก ประเทศไทย อ่านแล้วน้ำตาจะไหล เพราะเขาถามว่า “ประเทศไทยทำประเทศไทยพังได้อย่างไร” และระบุว่า นี่คือ “จุดจบแบรนด์ประเทศไทย” อ่านแล้วเราต้องอย่าโกรธเขา อ่านแล้วต้องคิดให้ดี เพราะอีกหลายฉบับและโลกคงมองคล้ายกัน

 นายสมคิด กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาเราไม่สนใจ ไม่เคยมีแผน เรามีลมปากที่พูดไปเรื่อยๆ หากจะปฏิรูป สิ่งสำคัญที่จะตอบคำถามคือการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่การปฏิรูปทั่วไปดังภาวะปกติ คนไทยต้องร่วมกันเรียกคือไทยแลนด์แบรนด์คืนมา ซึ่งก็คือ ความสุขสงบ รักใคร่ สามัคคีปรองดอง สร้างประเทศให้น่าเชื่อถือ

 นายสมคิด กล่าวว่า อยากให้ดูตัวอย่างอินโดนีเซีย ในปี 1997 ที่ประเทศเขาแทบจะล้มทั้งยืน เกิดจลาจลทั้งประเทศ ทุกคคิดว่าอินโดฯจะอยู่รอดอย่างไร แต่ประธานาธิบดีของเขาใช้จังหวะนั้นปฏิรูปอย่างจริงจังเด็ดเดี่ยว 10 ปีให้หลังจากประเทศที่กำลังจะล้มละลาย วันนี้อินโดฯกลายเป็นยักษ์ใหญ่ การเมืองมีเสถียรภาพสะอาดกว่าหลายๆประเทศในภูมิภาค เศรษฐกิจมั่นคง การต่างประเทศแข็งแรง สิ่งแรกที่ทำคือ ประธานาธิบดีลงมาปฏิรูปการเมืองด้วยตัวเอง เลือกบุคลากรที่ดีสุดเก่งสุดมาร่วม ถ้าผู้นำไม่ลงมา ครม. ไม่รู้ทิศทางว่าจะปฏิรูปอะไรด้วยตัวเองก็อย่าหวังเห็นอนาคต แต่เมื่อ มาดูบ้านเราเราบอกจะปฏิรูปการเมือง แต่เรากลับมาพูดเรื่องเขตเล็กใหญ่ จะมีอนาคตตรงไหน

 นายสมคิด กล่าวอีกว่า ประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้น ถ้าสังคมไม่ได้รับข้อมูล ไม่ตื่นตัว ไม่เข้าใจ ก็อย่าหวังว่าจะมี รัฐบาลที่รับผิดชอบจริงจังจะไม่มีทางเกิดถ้าประชาชนไม่ได้รับการเสนอข้อเท็จจริง การศึกษาคือพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะปลูกฝังจิตสำนึก แต่อีกบทบาทที่สำคัญคือบทบาทสื่อ เขาไม่ได้ปฏิรูปเพื่อปิดกั้นสื่อ แต่ทำอย่างไรให้สื่อมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ทำอย่างไรที่สื่อยักษ์ใหญ่ที่ครอบคลุม ไม่มีอำนาจผูกขาดเรื่องของข่าว

 “ประเทศอื่นขวนขวายหาคนดีๆมาบริหาร สิงคโปร์บอกไม่สนว่ามาจากพรรคไหน ขอเพียงให้มีคุณภาพ แต่ของเราสร้างนวัตกรรมที่ไม่มีที่ไหนในโลกมีการตั้งตัวแทนมาบริหารปะเทศ ถ้าอยู่ในบริษัท บริษัทยังไป แล้วประเทศจะมีอะไรเหลือ แต่ที่น่าแปลกใจคือภาคประชาชนอ่อนแอได้แต่มองตาปริบบ่นวิพากษ์ แต่ไม่เคยคิดเข้าร่วมเพราะรังเกียจการเมือง ทำให้ไม่สามารถปกป้องประโยชน์ได้เลย ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปต้องเข้าใจว่า ต้องสร้างความตื่นตัวให้คนที่มีความสามารถไม่รังเกียจการเมือง“ นายสมคิด กล่าว

 นายสมคิด กล่าวอีกว่า วันนี้ที่น่าเสียดายคือภาคเอกชน ที่มองว่าตนเป็นเอกชนไม่ใช่ภาคประชาชน ภาคเอกชนที่เข้มแข็งคิดว่าการเสียภาษีเท่านั้นคือหน้าที่ ตลอดที่ผ่านมาเขาลืมว่ารัฐบาลช่วยเท่าไหร่จึงได้วันนี้หากเอาความเข้มแข็งเชื่อมกับประชาชนชุมชน ในการบริการสร้างสังคม สาธารณสุข ทำไมจะทำไม่ได้ เพียงแต่จิตสำนึกการทำเพื่อสังคมไม่เพียงพอ

 “เท่าที่อยู่ในภาครัฐมาหกปี ทำให้รู้ว่าภาครัฐไม่ใช่ตัวร้ายแต่อยู่ที่คนบริหาร เช่นการแก้ปัญหาความยากจน รัฐต้องให้บริการภาคประชาชน การลงทุนการศึกษา สาธารณสุข ยุทธศาสตร์ การลงไปทำเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยุทธศาสตร์เราอ่อนด้อย หากต้องการเช่นนั้นเราต้องปฏิรูปการคลัง เพราะไม่เช่นนั้นก็จะทำไม่ได้ถ้าเช่นนั้นก็จะได้แต่พูดและไม่มีเงินไปลงทุน รัฐสวัสดิการที่ฝัน ชาติหน้าบ่ายๆจึงจะเกิดได้ เพราะงบลงทุนเรามี 22-24 % เท่านั้น หากไม่ปฏิรูปการคลังเพื่อหารายได้เพิ่ม คุมรายจ่าย ไม่มีทางเพียงพอ กระทรวงการคลังรู้ดีว่าจะปฏิรูปอย่างไร แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะปฏิรูป ณ เดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นจะไม่มีรายได้เพียงพอดูแลคนยากจน” นายสมคิด กล่าว

 นายสมคิด กล่าวต่อไปว่า เรายังขาดภาวะการเป็นผู้นำในเชิงของรัฐบุรุษ นั่นคือการมีสภาพผู้นำอย่างรัฐบุรุษที่อุทิศทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง โดยไม่ต้องคำนึงถึงพวกพ้อง ตนคิดว่าในเมืองไทยมีคนเช่นนี้ ต้องค้นให้เจอ มิเช่นนั้นจะไม่มีการฟื้นไทยแลนด์แบรนด์ ตนเชื่อว่าเราทำได้ถึงจุดเราจะหันเข้ามาหากัน หากมีการภาวะการนำอย่างรัฐบุรุษความปรองดองจะเกิดขึ้น อดีตที่ผ่านถึงตอนนี้เราถึงจุดเสื่อม เราอ่อนแอ ฉะนั้นถึงจุดที่ต้องปฏิรูป หากไม่ทำจริงจัง เราต้องคอยตอบลูกหลานว่าเพราะอะไร ขายหน้าลูกมัน

โดย ส.บุญยืน

 

กลับไปที่ www.oknation.net