วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แง่คิดจากหมู่บ้าน...(1)


 

“คบไฟ” ความรู้ ตัวตน ความงาม ความจริง...

"การถือคบไฟ(ความรู้-ประสบการณ์) เข้าไปในที่มืดสลัว(เช่น หมู่บ้านที่ห่างไกล ป่าเขา หรือที่ที่ไม่มีไฟฟ้า) คุณย่อมมองเห็นเพียงสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเท่าที่แสงสว่างจากคบไฟส่องไปถึงเท่านั้น แต่หากคุณดับคบไฟของคุณ  แล้วค่อยๆ ปรับสายตา   คุณจะพบว่าในที่มืดมิดนั้นมีแสงสว่างไม่ว่าจะเป็นแสงเดือน แสงดาวที่สามารถส่องนำทางให้คุณได้...ลองดูสิ วางมันลงแล้วคุณจะมองเห็นว่าในที่ที่คุณคิดว่ามืด แต่มันมีความสว่าง" 

.....แง่คิดจากหมู่บ้าน 2541

 

1.

          ช่วงชีวิตของการเป็นครูดอยที่หมู่บ้านชาวลาหู่ บ้านแม่โท ต.แม่ปูนล่าง อ.เวียงป่าเป้า           จ.เชียงราย เดือน ก.ย.2541 – มี.ค.2542 ในโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร(บอ.รุ่นที่ 30) ของ มธ. เป็นช่วงที่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอันยากลำบากมากๆ ของผมครั้งหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งการกิน อยู่ หลับนอน การปรับตัวให้เข้ากับคน และพื้นทื่...โอ้แม่เจ้า !!! 

นับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับคนวัย 23 - 24 ปี เอามากๆ โดยเฉพาะหนึ่งถึงสองเดือนแรก...เพราะเพิ่งจบป.ตรีมาแบบหมาดๆ แม้ว่าโครงการจะพาไปเรียนรู้ดูงาน ทดลองใช้ชีวิตแบบสั้นๆ เพื่อให้ได้ชิมลางก่อนก็ตาม แต่เมื่อต้องเข้าไปใช้ชีวิตจริงในหมู่บ้านคนเดียวแบบไม่มีเพื่อนไปด้วย  มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความรู้ที่มีทั้งจากมหาวิทยาลัยและจากประสบการณ์ชีวิตในสังคมเมือง ถูกพกพาติดตัวเข้าหมู่บ้านไปอย่างไม่รู้ตัว  มันสร้างทั้งความมั่นใจและความสับสนให้กับผมไปพร้อมกันเมื่อต้องเข้าไปพบกับสถานการณ์จริง  แต่ด้วยการอบรมปลูกฝังหลักคิดของ บอ.ที่อาจารย์ป๋วยวางรากฐานไว้ว่า “เราเข้าไปเพื่อเรียนรู้ และฝึกปรับตัวในที่แปลก...” มันก็ทำให้พวกเราไม่หลงประเด็น หรือหลงตัวเองว่าจะต้องเข้าไปเป็นนักพัฒนา หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเอื้ออำนวยในสิ่งต่างๆ ที่ชาวบ้านต้องการ อย่างนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับนักเรียนน้อยอย่างเราแล้ว...

 

2.

โครงการครูอาสา หรือครูดอยในสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียนในขณะนั้น คือ งานที่ผมเลือกไปทำในหมู่บ้านในช่วงเวลา 7 เดือน เพราะโดยจริตและความชอบพื้นฐานเอื้อให้มาทางนี้ 

โรงเรียนบ้านแม่โท หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านแม่โท” เดิมก็มีครูอาสาของ กศน.เวียงป่าเป้าอยู่แล้วหนึ่งคน เมื่อผมเข้าไปอีกคนก็รวมเป็นสองคน แต่ทว่า ทั้งหมู่บ้านมีมอเตอร์ไซด์ของครูเพียงคันเดียว ดังนั้น การเดินทางระหว่างตัวอำเภอ และหมู่บ้านที่ห่างกันเพียงไม่ถึง 30 กม.แต่ต้องขึ้นเขาด้วยเส้นทางโหดๆ มันจึงเป็นเรื่องโหดสำหรับชาวบ้านและผมมาก

หลายอย่างที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมายของผมแบบเรียกได้ว่าหลุดโลก(หลุดจากประสบการณ์เดิม)ไปเลย ตั้งแต่เรื่องเส้นทางเข้าหมู่บ้านที่ยากลำบากมาก(โดยเฉพาะหน้าฝน)  เรื่องความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของการศึกษาของเด็กๆ ที่นั่นกับเด็กในเมือง  เห็นเรื่องความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางสังคมของผู้คน  ได้เห็นมิตรภาพและน้ำใจของชาวบ้านและเด็กๆ ที่มีให้กับผม ที่สำคัญคือภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของชาวบ้านท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร  ซึ่งผมเคยมองแบบตัดสินเอาเองว่าพวกเขาช่างอยู่อย่างยากลำบากแสนเข็ญเหลือเกิน อะไรก็ไม่ดี ไม่เจริญ โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ยกเว้นว่ามีน้ำประปาภูเขา  แต่ถึงกระนั้นห้องน้ำของหมู่บ้านก็มีเพียง 2 - 3 ห้อง คือ บริเวณหมู่บ้านและที่โรงเรียนเท่านั้น  เรื่องไฟฟ้าไม่ต้องพูดถึงครับ มีเพียงแผงโซล่าเซลล์เก่าๆ ไว้ให้ชาวบ้านได้มาชาร์จแบตเตอรี่ไว้ใช้เข้าป่าล่าสัตว์ และให้ครูได้ใช้ที่โรงเรียนตอนกลางคืนบ้างเท่านั้น

 

3.

การใช้ชีวิตในหมู่บ้านช่วงกลางวันไม่ยุ่งยากมากนัก  แต่ทว่า ช่วงกลางคืนเมื่อแสงอาทิตย์ลาลับไป นับเป็นเรื่องที่ต้องปรับสภาพอยู่มากทีเดียวสำหรับผม เพราะช่วงแรกนั้นยังไม่คุ้นกับการใช้ไฟจากแบตเตอรี่ที่มีอย่างจำกัด และส่วนใหญ่ก็จะใช้ตะเกียงหรือจุดเทียน

การใช้ชีวิตในหมู่บ้านที่ดำเนินมาแบบขาดความสะดวกสบายอย่างที่ว่านั้น  ทำให้ผมได้เรียนรู้ และได้แง่คิดดีๆ หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ เรื่องที่เกี่ยวกับ    “แสงสว่างจากไฟฟ้าอย่างที่คุ้นเคย กับ แสงเดือน แสงดาว แสงตะเกียงวิบวับที่เล็ดลอดมาจากบ้านของชาวบ้าน...” ที่ทำให้ผมได้แง่คิดในเชิงอุปมาอุปไมยว่า

 

"การถือคบไฟ (เปรียบได้กับการนำความรู้และประสบการณ์) เข้าไปในที่ที่มืดสลัว (อย่างหมู่บ้านอันห่างไกลในป่าเขา) คุณย่อมจะมองเห็นเพียงสิ่งเบื้องหน้าเท่าที่แสงสว่างจากคบไฟส่องไปถึงเท่านั้น แต่หากคุณดับคบไฟของคุณแล้วค่อยๆ ปรับสายตา คุณจะพบว่าในที่ที่มืดมิดนั้นมีแสงสว่างอย่างแสงเดือน แสงดาวที่จะส่องนำทางให้คุณได้...หากคุณวางคบไฟ(ความรู้ และชุดประสบการณ์)ของคุณลง  แล้วคุณจะมองเห็นว่าในที่ที่คุณคิดว่ามืด แต่มันมีความสว่างอยู่รายรอบตัวคุณ ...”

แสงสว่างที่ว่านั้นมีสองความหมาย ความหมายแรก คือ แสงเล็กๆ น้อยๆ อย่างแสงเดือน แสงดาว  หรือแสงที่ลอดรูฟากไม้ไผ่ออกมาจากบ้านของชาวบ้าน  ที่สว่างมากพอจะทำให้เรามองเห็นสภาพการณ์ในยามค่ำคืนแบบไม่ต้องใช้ไฟฉายหรือคบไฟก็ได้  เหมือนที่ชาวบ้านเค้าเป็น

ความหมายที่สอง คือ ความรู้ ความคิด ประสบการณ์เดิมๆ ที่ติดตัวมา ที่เราคิดว่ามันดีกว่าชาวบ้าน และมันเป็นตัวที่ทำให้เรามองว่าพวกเขาด้อยกว่า ความคิดอย่างนี้เป็นอันตรายมาก เปรียบเสมือนการถือคบไฟที่ส่องแสงไปได้ในรัศมีเพียงไม่กี่เมตร  และขณะนั้นเราก็จะมองไม่เห็นแสงสว่างจากแหล่งอื่นที่อยู่รอบๆ เลย  ในเชิงว่า หากเรายึดมั่นว่าความรู้ที่เรามีอยู่ดีกว่าคนอื่น เราก็จะไม่รู้ว่าคนอื่นเขามีดีอะไร อย่างไร และเราก็จะมองไปไม่ถึงสิ่งต่างๆ ที่รายล้อมอยู่มากมาย เพราะเรามัวแต่ยึดติดกับสิ่งที่มองเห็นจากแสงของคบไฟเท่านั้น

เรื่องนี้ ให้แง่คิดอย่างสรุปว่า บางครั้งการใช้ฐานความรู้และประสบการณ์ของตัวเองไปตัดสินคนอื่น หรือเรื่องใดๆ โดยไม่ได้มองให้ทะลุออกไปจากกรอบคิดเดิมของตัวเอง มันก็อาจทำให้เราไปไม่ถึงความจริงได้ เรียกง่ายๆ ว่า “คิดว่าตัวเองแน่ แต่แท้จริงไม่...”

ธรรมชาติ คือ สัจธรรมของชีวิต หากเรารู้จักสังเกตธรรมชาติและมีความละเอียดอ่อนกับสิ่งรอบตัว กับคนรอบข้าง เราก็จะสัมผัสและเข้าใจได้ถึงความดี ความงาม ความจริง ที่เราอาจมองไม่เห็นด้วยสายตา หรือเข้าใจมันได้ด้วยการวิเคราะห์จากฐานความรู้และประสบการณ์ที่เรามี ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้คุณลองวางคบไฟ(อัตตา )ของคุณลงบ้าง เผื่อคุณจะมองเห็นความจริง อย่างที่มันเป็นอยู่จริงๆ ...

 

19 มิ.ย.53

โดย นิติกุล

 

กลับไปที่ www.oknation.net