วันที่ อังคาร มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หาดใหญ่เมืองกลัวน้ำ : ปรากฏการณ์หมอดูน้ำท่วม



หาดใหญ่ใกล้หน้าฝน...

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าทุึกวันนี้น้ำท่วมแผ่นดิน น้ำป่าไหลหลาก แผ่นดินไหว...กลายเป็นข่าวสารปกติที่เราจะได้ยินได้ฟังจากสื่อมวลชนแทบทุกแขนง


หลายคนเชื่อว่าเกิดจากความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือภาวะโลกร้อน และเกิดได้ไม่เลือกที่เสียด้วย ส่งผลต่อตัวเราอย่างไม่คาดคิด โลกหดเล็กลงจริงๆ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ จากความตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน เราจะพบสาเหตุเช่น ไฟป่า การใช้น้ำมันจากภาคอุตสาหกรรม การใช้พลังงานของบ้านเรือน แสงอาทิตย์ส่องมายังโลก พื้นผิวดินร้อนขึ้นสะท้อนรังสีอินฟราเรดกลับไป การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น


ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเช่น พายุ สึนามิ แผ่นดินไหว ดินถล่ม ความแห้งแล้ง  โรคอุบัติใหม่(ซาร์ส ไข้หวัดนก อีโบล่า เอดส์ มาลาเรียสายพันธุ์ใหม่) โรคอุบัติซ้ำ(กาฬโรค)


ว่ากันว่า โลกเราอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1-2 องศา ฤดูร้อนยาวนานมากขึ้น แต่ไม่แล้ง


และหากเราพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำทะเล พายุ และอุณหภูมิ เมื่อวิเคราะห์กับพื้นที่ ยกตัวอย่าง อำเภอหาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะ หากเราใช้เครื่องมือที่จะนำมาประยุกต์ใช้ คือ GIS นำข้อมูลต่างๆมาซ้อนทับกันแล้วแปรผล พร้อมกับมีการประเมินความเสี่ยง ประเมินกลุ่มผู้เปราะบาง


ข้อค้นพบที่น่าสนใจก็คือ ปริมาณน้ำฝน โดยเฉลี่ยจะสูงมากขึ้น น้ำทะเลเริ่มกัดเซาะ มีการใช้ประโยชน์ที่ดิน เกิดปัญหาน้ำท่วม ขยะ และภัยพิบัติจากน้ำท่วม


· หาดใหญ่น้ำไหลจากทางทิศตะวันตก หากน้ำในอ่าวไทยสูงขึ้น มีโอกาสที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมมากขึ้น ปริมาณน้ำฝนในอีก 30 ปีข้างหน้า ฝนตกหนักขึ้น มีการผันผวนของการตกมากขึ้น หาดใหญ่มีความเสี่ยงด้านน้ำท่วมแน่ๆ


· การเกิดดินถล่ม ดูจากความลาดชัน ลักษณะของดิน เมือ่งหาดใหญ่ยังปลอดภัยแต่จะได้รับผลกระทบจากน้ำที่ไหลชะหน้าดินเข้าเมือง


· การเกิดหลุมยุบ โดยเฉพาะในส่วนที่มีหินปูน แต่หาดใหญ่ค่อนข้างปลอดภัย


· การจัดระบบการขนส่ง สัญจร ความช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางได้อย่างไร


· หาดใหญ่เป็นพื้นที่เพาะพันธุ์ยุง


· อาคารที่อยู่ในที่ต่ำจะจมน้ำ


· ภัยแล้ง แนวโน้มอากาศร้อนมากขึ้น



ดร.ปาริชาติ วิสุทธิสมาจาร นำคณะศึกษาเสนอพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในอำเภอหาดใหญ่ โดยสรุปคือ อุณหภูมิสูงขึ้น น้ำฝนมากขึ้น โดยศึกษาผลกระทบจากสภาพอากาศ 3 ด้าน ได้แก่ จากน้ำท่วม จากการท่องเที่ยว และความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีพื้นที่เสี่ยงที่สุด คือ ต.คลองแห ต.คูเต่า ต.ควนลัง ต.พะตง  รองลงมา คือ ต.คลองอู่ตะเภา ต.คอหงส์ 


· กลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยง คือ ผู้สูงอายุและเด็ก ที่อาศัยในบ้าน


· ปัญหาอื่นๆคือ การรุกล้ำของน้ำเค็ม น้ำหน้าแล้งไม่พอ มลพิษทางน้ำ ระบบพลังงาน และสุขภาพ


· การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการใช้น้ำหากมีน้ำน้อย หรือน้ำท่วม


· ความมั่นคงทางด้านอาหาร แรงงานภาคเกษตรกระจายอยู่รอบนอก อาหารในท้องถิ่นมีน้อย


· ความเปราะบางของชุมชน คือ ความตระหนักอันเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ทางเลือก ด้านเทคนิคที่จะปรับตัวรับการพัฒนา เรื่องทรัพยากร และการจัดการ


ผอ.ดิเรกฤทธิ์ ทวะกาญจน์ จากเทศบาลนครหาดใหญ่ นำเสนอข้อมูลจากประสบการณ์ตรงของการทำงาน ว่าปริมาณน้ำหากเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ย 2400 มม. แม้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก ประมาณ 4-500 มม. แต่จำนวนวันในการตกน้อยลง (สรุปคือปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น น้ำไหลเร็วขึ้น)


· ค่าระดับน้ำท่วม จะมีมากกว่าน้ำท่วม ปี 43 แน่นอน


· สรุปสาเหตุน้ำท่วม มาจากฝนในพื้นที่ตกหนัก มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ หรือมีการตกแช่อยู่เป็นเวลานาน


· จากการนำเสนอการประเมินความเสี่ยงทางด้านกายภาพ ข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยง นำมาสังเคราะห์ร่วมกันมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาของนักวิชาการจาก ม.เกษตร โดยใช้มาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง และไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง


· โดยแบ่งพื้นที่ 3 ส่วน คือ ส่วนถนนหลวง 43 (อ.สะเดา) ให้มีการก่อสร้างพื้นที่ปิดล้อม ปรับปรุงพื้นที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติ สร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม


· โซนระหว่างทางหลวง 43,44 (ละแวกอ.นาหม่อม) ทำคันกันน้ำปิดล้อมพื้นที่ สร้างคลองระบายน้ำ ร.1 ขุดลอกคลองอู่ตะเภา สร้างอ่างเก็บน้ำคลองต่ำ อ่างเก็บน้ำโตนงาช้าง ปรับปรุงพื้นที่น้ำท่วมถึงธรรมชาติ และอ่างเก็บน้ำคลองหวะและพรุพลีควาย


· โซนถนนทางหลวง 414 ลพบุรีราเมศวร์ถึงทะเลสาบสงขลา จะมีการขุดลอกคลองธรรมชาติ สร้างคลอง ร.3 และ ร.4



ที่ว่ามานั้นเป็นการพยากรณ์ จะเรียกว่า ช่วยกันเป็น "หมอดู" พยากรณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต นำข้อมูลทั้งหมดมาซ้อนทับกันแล้วพิจารณาอีกครั้ง


และครั้นมาดูระบบการบริหารจัดการน้ำท่วมของจังหวัดสงขลาที่มีอยู่ เราพบข้อมูลที่น่าสนใจได้แก่


กลไกการจัดการ หน่วยงานปภ.เล่าว่ามีตั้งแต่ระดับชาติ โดยที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)มีแผนตั้งแต่ระดับชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีแผนระดับจังหวัด เป็นแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทุกประเภท


แผนดังกล่าวจัดกลุ่มงานออกเป็น 3 ขั้นตอนได้แก่


1.ขั้นตอนก่อนเกิดปัญหา ได้มีการสร้างเครือข่ายชุมชนโดยเฉพาะในท้องถิ่น จะมีอปท.เลือกคนมาให้ปภ.อบรม ได้แก่ ชุด อพปร. ทีมกู้ภัย(ทำหน้าที่ช่วยเหลือก่อนส่งรพ.1ตำบล 1 ทีมกู้ภัย) ทีมเตือนภัย เครือข่ายดังกล่าวมีทุกตำบล โดยมีอปท.ดูแล


2.ขณะเกิด แต่ละจังหวัดจะมีศูนย์วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ โดยมีปชส.จังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ จังหวัดมีงบ 50 ล้านบาท จัดแบ่งให้อำเภอละ 1 ล้านบาท ใช้แก้ปัญหาภายใน 3 วัน และมีคณะกรรมการระดับจังหวัด(กชปจ.)/อำเภอ(กชปอ.)อนุมัติการใช้งบประมาณ หากเกิดปัญหาแล้วงบไม่พอสามารถขอไปที่สำนักนายกฯได้อีก ทั้งนี้เพื่อให้การสั่งการมีประสิทธิภาพ จะให้แต่ละระดับจากท้องถิ่นมาที่อำเภอและจังหวัดจะมีการสั่งการโดยคนๆเดียว


3.หลังเกิดเหตุ จะให้ความช่วยเหลือ/ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทำงานมาจากท้องถิ่นมาสู่อำเภอไปถึงจังหวัด ให้ใช้งบปกติของหน่วยงาน


ปัญหาของหน่วยงานที่พบและต้องการปรับแก้ นั่นคือข้อมูลการเกิดน้ำท่วมมาช้า/ไม่ชัดเจน มาจากการแจ้งเหตุล่าช้า พื้นที่ไม่สามารถสำรวจปัญหาได้ นอกจากนั้นยังพบว่าท้องถิ่นไม่มีอุปกรณ์รองรับ มีเรือกู้ภัยที่เหมาะสมกับพื้นที่ ฯลฯและพบการช่วยเหลือซ้ำซ้อน มีช่องว่างของกฏหมาย/ระเบียบ อาจใช้งบไม่ตรงกับวัตถุประสงค์


อีกทั้งขั้นตอน/วิธีการตามแผนไม่ได้รับการปฎิบัติจากผู้บริหารท้องถิ่น ถือว่าเป็นงานฝาก ท้องถิ่นเองไม่ได้เตรียมงบฉุกเฉินรองรับเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

ข้อเสนอ อยากให้มีการบริหารจัดการเครือข่ายที่มี ได้แก่ ผู้บริหาร เครือข่ายกู้ภัย


ในส่วนของท้องถิ่นที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบสำคัญในพื้นที่  ปัญหาที่พบได้แก่ เรือกู้ภัยที่ใช้งานกับพื้นที่เพื่อบริการอาหาร/ขนส่ง ไม่สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต ที่สำคัญชาวบ้านไม่เชื่อข้อมูลการเตือนภัย แม้ว่าจะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

ข้อเสนอ ทำให้ชาวบ้านเชื่อข้อมูลที่เตือนภัย


กรมอุตุนิยมวิทยา สะท้อนมุมมองในความเป็นจริงการพยากรณ์อากาศบอกได้แค่แนวโน้มหรือโมเดลของการเกิด ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ เช่นในกรณีขาดข้อมูลรองรับ หรือขึ้นอยู่กับความชำนาญการของบุคลากรในขณะทำงานนั้นๆ โดยสรุปคือทางกรมฯจะพิจารณาข้อมูลจากแผนที่/โมเดล/ประสบการณ์ฯลฯ


ปัญหาที่พบ คือ ข้อมูลที่สื่อสารออกไปโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง(ที่มิใช่เจ้าหน้าที่ของกรมอุตุฯ)ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ


ขณะเกิดเหตุมีข่าวลือจากหลายแหล่ง บางครั้งพยากรณ์ส่วนกลางและพื้นที่ไม่ตรงกัน ในพื้นที่มีเครือข่ายประชาสัมพันธ์จากหลายแหล่ง เช่น วิทยุสมัครเล่น/วิทยุเอกชน/วิทยุชุมชน

 


หากจะมีการแก้ไข กิจกรรมที่เราควรจะให้ความสำคัญ ได้แก่

1.สร้างกระบวนการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายทำให้ชาวบ้านเชื่อข้อมูลที่เตือนภัย ด้วยการสังเคราะห์บทเรียนการเกิดน้ำท่วม จากการเตือนภัย/ความเสียหาย/การเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงาน รวมไปถึงตัวชี้วัด(ทั้งวิทยาศาสตร์/พฤติกรรมของสัตว์)/รูปแบบของน้ำท่วม ฯลฯ นำมาสู่การสร้างความรู้ เช่น หลักสูตรหรือคู่มือการแก้ปัญหาน้ำท่วม


จากนั้นทำให้ชุมชนมีความเชื่อในข้อมูล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูล ระบบโทรมาตรของชลประทานและเทศบาล


พัฒนาระบบข้อมูล โดยมีศูนย์ระดับจังหวัดรับผิดชอบ ใช้โปรแกรมพัฒนาระบบข้อมูลกลางของจังหวัด/ท้องถิ่น มีการสื่อสารด้วยภาพ/แผนที่/ทีวี./วงจรปิด สามารถใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางสื่อสาร และมีหลายช่องทางในการเข้าถึง


2.สร้างเครือข่ายการเตือนภัย ได้แก่ วิทยุสมัครเล่น ครือข่ายสื่อวิทยุกระแสหลัก เครือข่ายโทรมาตร มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ กับประชาชน มีการอธิบายศัพท์เฉพาะทางเทคนิคที่ควรรับรู้ ใช้ภาษาง่ายๆ หรือให้มีเสียงตามสาย


มีการบริหารจัดการเครือข่ายที่มี ได้แก่ ผู้บริหารเครือข่ายเมือง โดยจัดให้มีแผน/ความรู้ เครือข่ายเตือนภัย (ในความรับผิดชอบของปภ./กรมทรัพย์น้ำ/ภาคประชาชน) เครือข่ายกู้ภัย ฝ่ายสนับสนุนที่มีการเตรียมความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์ การจัดศูนย์อพยพ อาหาร ฯลฯ นอกจากนั้นก็มีฝ่ายป้องกัน ฝ่ายติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ ฝ่ายสื่อสาร


มีการพัฒนาศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

สร้างเครือข่ายท้องถิ่นระดับอำเภอ/ใกล้เคียง


3. ผลักดันในเชิงนโยบายสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาในเชิงระบบต่อไป เช่น ศึกษาระบบการป้องกันหาดใหญ่และเครือข่าย ปรับผังเมือง


พลเมืองทั้งหลาย อ่านมาถึงตรงนี้่ผมว่าเราน่าจะมาช่วยกันเป็น "หมอดู" อาศัียข้อมูลที่ว่ามา พยากรณ์เหตุน้ำท่วมและลองหาทางแก้ไขบ้างก็ดีนะครับ








โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net