วันที่ พุธ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โลกร้อน คุณทำอะไร


 คุณรู้สึกหงุดหงิดใจใช่ไหม ที่เห็นการตัดไม้ทำลายป่า เห็นไฟไหม้ เห็นน้ำท่วม แล้วคุณปลูกต้นไม้บ้างหรือยัง

คุณคิดว่าระบบอุตสาหกรรมที่ดี ควรจะมีกระบวนการผลิตที่ช่วยลดสภาวะโลกร้อนใช่ไหม  เอ่อ.....คุณใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือเปล่า คุณจำเป็นต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในห้องปรับอากาศหรือไม่

คุณคิดว่าเกษตรกรรม จะช่วยลดโลกร้อนได้ไหม แม้จะเป็นการปลูกต้นไม้เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมก็ตาม

คุณรู้ไหมว่า กฏหมายของประเทศไทย ได้เอาผิดกับคนบุกรุกทำลายป่าของชาติอย่างจริงจังแล้วหลายราย มีกรณีที่กำลังฟ้องร้องอยู่อีกหลายสิบราย โดยมีข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “ทำให้โลกร้อน” ทั้งที่เขาเหล่านั้นมีอาชีพ “ปลูกต้นไม้” 

คุณรู้ไหมว่า ในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนั้น นักวิชาการด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เขาคำนวณกันอย่างไร เขาบอกว่า....

1.การทำให้ธาตุอาหารในดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า 4,064 บาท/ไร่/ปี

(เป็นการคิดค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่ปุ๋ยไนโตรเจน,ฟอสฟอรัสและโพแทสเซี่ยมขึ้นไปโปรยทดแทน)

2.การทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน  คิดเป็นมูลค่า 600 บาท/ไร่/ปี

3.การทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของดวงอาทิตย์  คิดเป็นเงิน 52,800 บาท/ไร่/ปี

4.การทำให้ดินสูญหาย  คิดเป็นมูลค่า 1,800 บาท/ไร่/ปี ( คิดจากค่าใช้จ่ายในการบรรทุกดินขึ้นไปและเกลี่ยไว้ที่เดิม)

5.การทำให้อากาศร้อนมากขึ้น  คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาท/ไร่/ปี

(มีค่าใช้จ่ายเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้เดินเครื่องปรับอากาศชั่วโมงละ 2.10 บาท ซึ่งต้องใช้เครื่องปรับอากาศทั้งหมดเท่ากับ 5.93 ตัน/ชั่วโมงและกำหนดให้เครื่องปรับอากาศทำงานวันละ 10 ชั่วโมง(8.00น-18.00น.)

6.การทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่า 5,400 บาท/ไร่/ปี

7.และนอกจากนั้นยังมี มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า 3 ชนิดคือ

7.1การทำลายป่าดงดิบค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท

7.2การทำลายป่าเบญจพรรณค่าเสียหายจำนวน 42,577.75 บาท

7.3การทำลายป่าเต็งรังค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท


เมื่อนำค่าเฉลี่ยของมูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่าสามชนิด(ตามข้อ7.1-7.3)ของผลผลิตในรูปของเนื้อไม้และของป่ามีค่าเท่ากับ 40,825.10 บาทต่อไร่ต่อปี นำมารวมกับมูลค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม (ข้อ1-ข้อ6)จำนวน 110,117.60 บาทต่อไร่ต่อปี รวมมูลค่าทั้งหมดเท่ากับ 150,942.70 บาท

(แต่เพื่อความสะดวกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุณาลดราคาลงมา คิดค่าความเสียหายจำนวน 150,000 บาท/ไร่/ปี)

 

คุณเชื่อไหมว่าหลักการคำนวณนี้ กำลังกลายเป็นปัญหาของสังคม มากกว่าปัญหาความร้อนของโลก เพราะเป็นหลักการคำนวณที่ชวนให้ข้อสงสัยว่าไม่มีความเป็นสากล และศาล(แพ่ง)ยังไม่ยอมรับข้อมูลทางเอกสาร เนื่องจากเป็นการคำนวณค่าเสียหายที่ใช้แบบจำลอง ไม่ได้ทำในสถานที่จริง และไม่ได้คำนวณมูลค่าโดยได้เห็นพื้นที่นั้น ก่อนที่จะถูกทำลายว่ามีสภาพป่าเป็นอย่างไร


คุณเชื่อไหมว่า เหล่านี้คือปัญหาอุปสรรคในกระบวนการยุติธรรม
และยังมีหลายประเด็นที่ต้องขบคิดหาทางแก้ไข เช่นระยะเวลาที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ตรวจยึดพื้นที่ แจ้งความดำเนินคดีอาญาและแพ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 ปี ซึ่งนานพอที่จะทำให้ชีวิตของผู้ที่ถูกฟ้องร้องไม่ปรกติสุข มีความทุกข์ มีความกังวล บางคนอยากฆ่าตัวตาย บางครอบครัวแตกแยกเพราะไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ ในจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดี  38 ราย (ทุกภาคของประเทศ) ทุกคนล้วนแต่เป็นคนระดับรากหญ้า หาเช้ากินค่ำ ไม่เคยรู้ว่าการตัดต้นไม้ (ในที่ดิน ที่เชื่อว่าเป็นของตนเองนั้น) มีความผิด มีโทษทั้งจำทั้งปรับสูงขนาดนี้ (บางราย ต้องจ่ายค่าปรับสูงถึง 9 ล้านบาท)

 

คุณรู้ไหม พวกเราในหลายชุมชนที่มีสมาชิกถูกฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่ขณะนี้ มีความตื่นตัวอยากจะรู้ว่าโลกร้อนคืออะไรกันแน่ และจะป้องกันแก้ไขได้อย่างไร เราจึงเริ่มเรียนรู้จากป่าชุมชนที่อนุรักษ์ไว้ ว่ามีความสำคัญอย่างไร และที่ว่าต้นไม้ช่วยกักเก็บธาตุคาร์บอนได้นั้น เป็นอย่างไร แต่ละต้นสามารถเก็บได้ปริมาณเท่าใด ทั้งธาตุคาร์บอนที่ว่านี้สามารถมีอยู่ในที่ใดได้อีก

เราเริ่มเรียนรู้จากการวัดต้นไม้ที่มีความสูงเกิน 1.30 เมตร ในเนื้อที่ 1 ไร่ (40x40 เมตร) วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง บันทึกชนิดต้นไม้ คาดสีน้ำมันไว้รอบต้น แล้วติดหมายเลขประจำต้นบนแผ่นอลูมิเนียมเล็ก ๆ (เพื่อที่ปีหน้าต้องกลับมาวัดซ้ำอีกครั้ง)  และทำการชั่งน้ำหนักเศษใบไม้ตามพื้นป่า พร้อมตัดพืชเล็ก ๆ เช่น ต้นหญ้า และลูกไม้ในแปลงตัวอย่างขนาด 1x1 เมตร  เก็บตัวอย่างดิน เพื่อนำไปวิเคราะห์ สภาพดิน ตามหลักวิชาการ

กิจกรรมเหล่านี้ ทำให้เรารู้ว่า คาร์บอนอยู่ในพืชพรรณต่างๆ ในซากพืชตามพื้นป่า ในดินก็มีการสะสมคาร์บอนอีกปริมาณหนึ่ง ในรูปของอินทรีย์คาร์บอน และอนินทรีย์คาร์บอน เช่น ในรูปเกลือคาร์บอนเนต  

คุณรู้ไหม ป่าชุมชนของรา ที่เรียกว่าป่าเต็งรัง  จากการสำรวจและร่วมคำนวณกับนักวิชาการที่มาเป็นพี่เลี้ยง  พบว่า ป่าเต็งรังสะสมคาร์บอนอยู่ประมาณ 4.1 ตัน/ไร่ และเรามีป่าชุมชนอยู่ราว 1,500 ไร่ คุณลองคูณดูสิว่าป่าทั้งป่านี้สะสมคาร์บอนอยู่เป็นปริมาณเท่าไร

คุณเชื่อไหมว่า “โลกร้อน” ได้ทำให้เรามีความรู้และรักในต้นไม้มากขึ้น เพราะมีโอกาสได้รู้จักคุณสมบัติของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกไว้ หรือดูแลไว้ ในอีกมิติหนึ่ง

ดังนั้น เราจึงต้องการรักษาต้นไม้ใหญ่ของหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ไทร โพธิ์ ยางนา มะม่วงบ้าน ทุเรียนพื้นบ้าน หรือมะขามเฒ่า เพราะแม้เพียงต้นเดียวก็มีความหมายต่อการช่วยลดโลกร้อนได้


แล้วคุณล่ะ ถ้าคุณไม่สามารถปลูกต้นไม้ ไม่สามารถดูแลต้นไม้ได้เอง

คุณคิดว่า คุณควรจะดูแล”เรา” คนที่ปลูกต้นไม้ให้กับคุณ ให้กับโลก หรือไม่ อย่างไร







การวัดต้นไม้ หาปริมาณคาร์บอน ที่ชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู
จังหวัดตรัง



ร่มเงาส่วนตัว

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net