วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รวมบทกลอนปริศนาธรรม ชุด ธรรมะบ้าบัว


บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมะบ้าบัว

 

ธรรมะบ้าบัว เอาธรรมะมาเปรียบกับบัว

ได้ภัทรกัป เทียบกับบัวได้ห้าประการ

ใบบัว ดอกบัว รากบัว ล้วนเป็นธรรม

จำแนกเหล่าสัตว์ได้ด้วยบัวนั้น

 

ยุคใบบัว จำแนกสัตว์ได้ดั่งเช่นใบบัวฉะนั้น

ยุคดอกบัว จำแนกสัตว์ได้สี่เหล่าเช่นดอกบัว

ยุครากบัว จำแนกสัตว์ได้ดังเช่นรากบัวฉะนั้น

ธรรมะบ้าบัว คือ เอาบัวเป็นธรรมมาพิจารณา

 

ยุคใบบัว ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน

จิตมนุษย์เดิมแท้ประภัสสรดังใบบัว

มีกิเลสมาจรดั่งหยดน้ำกลิ้งไปมา

หยดน้ำไม่ติดใบบัว กิเลสไม่ติดจิต

 

ยุครากบัว ของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป

จิตมนุษย์เดิมแท้บริสุทธิ์อยู่แล้ว ขาวดั่งรากบัว

คืนกลับสู่แก่นแท้รากฐาน ตัดอวิชชาที่รากเหง้า

บริสุทธิ์อยู่แล้ว เพียงกลับสู่รากฐานจิตเดิมแท้เท่านั้น

 

ยุคดอกบัว ของพระสมณโคดม

สัตว์สี่เหล่ามาเกิด แตกต่างกัน

จำต้องเลือกดอกบัวใกล้บานมาสอน

บัวอีกสองเหล่าจำต้องปล่อยให้เต่ากิน

 

พระสมณโคดม ยกดอกบัวบานขึ้น

พระมหากัสสปะ บรรลุธรรมทันที

เพราะเป็นดอกบัวที่บานแล้ว

จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว

 

ดอกบัวพ้นน้ำที่ยังไม่บาน

พระพุทธองค์ยังต้องช่วยแนะกรรมฐาน

ช่วยให้บานได้ง่ายและเร็วขึ้น จึงบานออกได้

แต่ดอกบัวที่บานพร้อมแล้ว ไม่ต้องพึ่งพากรรมฐาน

 

แท้แล้วการสอนกรรมฐานก็ไม่จำเป็น

ยุคพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาก็ไม่ต้อง

เพราะสรรพจิตที่มาเกิด ล้วนจิตดีแล้ว

จิตพร้อมดีแล้ว ไม่ต้องฝึก ถึงได้เลย

 

ยุคของพระสมณโคดม สรรพจิตเกิดมาหลายระดับ

อุปมาดั่ง ดอกบัวสี่เหล่า สอนได้เพียงสองเหล่า

อีกสองเหล่า ยังไม่พ้นน้ำ จำต้องปล่อยไป

ธรรมะเหมือนบัวอย่างนี้ คือ ธรรมบ้าบัว

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมะใบบัว

 

ธรรมะยุคพระพุทธเจ้ากัสสปะ

จิตของมนุษย์ที่มาเกิดล้วนดีแล้ว

อุปมาดั่งใบบัว ที่ไม่ติดกับหยดน้ำนั้น

ขยับใบบัวเพียงน้อย หยดน้ำก็กลิ้งออกได้ทันใด

 

ธรรมะใบบัว เป็นธรรมะพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ไม่ต้องฝึกจิต พูดเพียงเล็กน้อย ให้จิตขยับ

จิตขยับออกจากภาวะความหลงก็พร้อมตื่นทันที

กิเลสที่นอนเนื่องเหมือนหยดน้ำบนใบบัวก็หล่นหาย

 

ธรรมะใบบัว แตะใบบัวนิดเดียว หยดน้ำก็ร่วงออก

ธรรมะใบบัว ให้สตินิดเดียว กิเลสก็หลุดออกไป

จิตเดิมแท้บริสุทธิ์อยู่แล้ว กิเลสเพียงมาจร

จิตไม่ใช่กิเลส กิเลสไม่ใช่จิต ฉับพลัน

 

ธรรมะใบบัวไม่ต้องฝึกจิต ไม่มีกรรมฐาน

ธรรมะใบบัว ไม่ต้องพึ่งพราหมณ์

จิตสรรพสัตว์พร้อมดีอยู่แล้ว

สะกิดนิดเดียว บรรลุทันที

 

ธรรมะใบบัว คือ เทศน์ธรรมะดุจดั่งเขย่าใบบัว

ธรรมะที่เทศน์อยู่ก็ไร้สาระที่จะยึดมั่นถือมั่น

เพียงสะกิดให้จิตตื่นออกจากความหลง

กิเลสและอวิชชาก็หลุดร่วงออกไปเอง

 

ธรรมะใบบัว อุปมาดั่งใบบัวกับหยดน้ำ

จิตกับกิเลสก็เป็นดั่งเช่นนั้นเอง

กิเลสไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่กิเลส

จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว

 

กิเลสก็ไม่เที่ยง เกิดเอง ดับเอง

ไม่ต้องพึ่งพากรรมฐานก็ดับเองได้

ไม่ต้องมาไล่ ไม่ต้องละวาง ก็ไปเองได้

อาคันตุกะจรมา อาคันตุกะนั้นก็จรออกไป

 

สรรพสิ่งไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไปทั้งสิ้น

ไม่เว้นแม้แต่ธรรม, จิต, กิเลส, อวิชชา

ปล่อยคลายไปตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง

แล้วยังต้องฝึกอะไร ต้องทำอะไรกันอีกเล่า?

 

ไม่ต้องฝึกจิต ใช้ชีวิตเป็นธรรมชาติ

ไม่ต้องสมถะ ไม่ต้องทำเป็นสายกลาง

ไม่ต้องกางออก มันกางออกเอง ไม่ต้องกลาง ไม่ต้องกาง

ไม่ต้องทำให้มันเป็นอะไร ถ้ามันจะเป็น ธรรมชาติจะเป็นของมันเอง

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมะรากบัว

 

ธรรมะยุคพระศรีอาริยเมตตรัย

จิตของมนุษย์ที่มาเกิดล้วนบริสุทธิ์

อุปมาดั่งรากบัว ที่ขาวบริสุทธิ์แม้จมในตม

ดึงรากออกมา ก็หลุดพ้นจากโคลนตม ขาวบริสุทธิ์

 

ธรรมะรากบัว เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตตรัย

ไม่ต้องฝึกจิต กระตุกดึงจิตขึ้นเพียงเล็กน้อย ให้จิตขยับ

จิตขยับออกจากภาวะความหลงก็พร้อมตื่นทันที

ดุจ ดึงรากบัวออกจากโคลนตม ก็ขาวบริสุทธิ์

 

ลองมุดถ้ำหนี่วา ผ่านกาลเวลาไปอนาคต

เห็นพระศรีอาริยเมตตรัยเทศน์อยู่

ก็ไปจำเอามาบอกกันเล่นๆ ไว้

ยังใช้ไม่ได้ในยุคนี้ คนไม่พร้อม

 

ธรรมะรากบัวใช้ได้กับจิตของคนยุคพระศรีอาร์ฯ

คนยุคนั้นจิตบริสุทธิ์แล้ว แต่หมกมุ่นในโคลนตม

เพราะโลกมีแต่ความสุข เริงโลกีย์กันดุจจมโคลน

ทว่า เขาเหล่านั้น ล้วนจุติมาด้วยจิตที่บริสุทธิ์แล้ว

 

คนที่มีจิตบริสุทธิ์มากมาเกิดในโคลนตม

คือ เกิดในท่ามกลางโลกียสุขปรนเปรอ

ทว่า จิตของเขาขาวบริสุทธิ์ดั่งรากบัว

ต้องกระตุกดึงขึ้นแรงๆ ก็หลุดพ้นโคลนตม

 

แตะแค่นิดหน่อย น้ำก็หลุดออกจากใบบัว

แบบนั้นใช้กับคนยุคพระศรีอาร์ฯ ไม่ได้

เพราะมีโลกียสุขให้หมกมุ่นมากมาย

แตะเบาๆ ไม่ได้ ต้องกระตุกดึงแรงๆ

 

โลกยุคพระศรีอาร์ฯ เต็มไปด้วยโลกียสุขมากมาย

ผู้คนหมกมุ่นอยู่ดั่งรากบัวที่จมโคลมตม

ต้องกระตุกแรงๆ ดึงรากบัวขึ้นจากตม

ก็บริสุทธิ์หลุดพ้นจากโคลนตมได้

 

สรรพจิตที่บริสุทธิ์มากพร้อมนิพพานแล้ว

แต่บุญกุศลนั้นมีมากมายเหลือล้น

ยังเสวยวิบากกรรมดีไม่หมด

จำต้องลงไปเริงโลกีย์กัน

 

โลกยุคของพระศรีอาร์ฯ จึงเหมือนโคลนตม

คนทั้งหลายเริงโลกีย์กัน เสวยสุขเต็มที่

แต่มีจิตที่บริสุทธิ์ สอนง่าย ละง่าย

ดุจ รากบัวที่จมอยู่ในตมฉะนั้น

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมะดอกบัว

 

ธรรมะดอกบัว เป็นยุคพระสมณโคดม

สรรพจิตที่มาเกิดเป็นดั่งดอกบัว

แบ่งออกได้เป็นสี่เหล่าใหญ่

สอนได้เพียงสองเหล่า

 

ดอกบัวบานแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตก็ได้

ดอกบัวตูมพ้นน้ำ ฝึกเพื่อให้บาน

ดอกบัวตูมไม่พ้นน้ำ ต้องรอให้พ้นก่อน

ดุจคนที่มีกรรมทางโลก ยังไม่พ้น มาไม่ถึงพุทธะ

 

ยุคสมัยนี้ ธรรมะดอกบัวยังใช้ได้ดีอยู่

คนที่เหมือนดอกบัวบานแล้วก็มี

คนที่เหมือนดอกบัวตูมพ้นน้ำก็มีน้อย

คนที่เหมือนดอกบัวตูมใต้น้ำ ยังมีมากอยู่

 

ปล่อยเต่าลงไปบ้าง เร่งให้มันรีบโต

ดอกไหนโตช้าเต่าก็เอาไปกิน

จบๆ ไป ไม่ต้องรอให้เสียเวลา

ดอกไหนโตเร็วพ้นได้ พอลุ้นได้

 

ยักษ์, มาร, เทพ, พรหม ล้วนลงมา

ทั้งสี่เหล่าใหญ่นี้ เหมือนบัวตูมใต้น้ำ

จำต้องกระทบกระทั่งกันเองให้เบื่อโลก

จึงเร่งให้บัวโตพ้นน้ำได้เร็วขึ้น

 

เหมือนนักการเมืองที่เบื่อแล้วมาบวชพระ

นั่นคือ ดอกบัวตูมที่ยืดตัวพ้นน้ำได้

ส่วนที่เหลือยังอยู่ใต้น้ำกันอยู่

เต่ามาแล้ว กำลังจะกิน

 

ดอกบัวตูมยืดตัวพ้นน้ำได้

แต่ไม่พ้นกรรมฐานบัวตูม

บัวตูมพ้นน้ำแต่ก็ยังไม่บาน

เพราะขาดกรรมฐานบัวบาน

 

ดอกบัวบานแล้ว โปรดง่าย

เพราะจุติมาจากจิตโพธิสัตว์

บริสุทธิ์อยู่แล้ว ประภัสสรอยู่แล้ว

ดอกบัวบานแล้ว รอโปรดดอกบัวตูม

 

สรรพจิตล้วนประภัสสรอยู่แล้วทั้งสิ้น

ดอกบัวสี่เหล่าก็มีจิตประภัสสร

แต่วาระเข้าถึงธรรมต่างกัน

จำต้องเลือกผู้พร้อมก่อน

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง กรรมฐานบัวตูม

 

บัวสี่เหล่าสอนได้เพียงสองเหล่า

บัวบานแล้วไม่ต้องพึ่งพากรรมฐาน

ดอกบัวตูมจำต้องพึ่งพากรรมฐานอยู่

กรรมฐานที่ฝึกกัน สมมุติเรียกว่า “กรรมฐานบัวตูม”

 

พระธรรมกายเกศบัวตูม ยังไม่บาน

พระธรรมกายเกศเปลวกนก บานแล้ว

กรรมฐานบัวตูม ช่วยให้บัวลืมบาน

กรรมฐานบัวบาน ช่วยให้บัวบานได้

 

กรรมฐานบัวตูม ฝึกแล้วฝึกอีกไม่จบสิ้น

กรรมฐานบัวบาน ไม่ต้องฝึกแล้ว

เข้าถึงธรรมได้โดยปัญญา

คือ กรรมฐานบัวบาน

 

กรรมฐานบัวตูมกำหนดจิตอย่างนั้นอย่างนี้

กรรมฐานบัวตูมสร้างสรรค์วิธีนั้น วิธีนี้

กรรมฐานบัวตูมรักษาสภาวะเนืองๆ

จึงไม่บานเสียที เพราะแช่อิ่มอยู่

 

กรรมฐานบัวบานไม่ต้องฝึกจิต

จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว

กิเลสนั้นไม่ใช่ตัวกูของกู

รู้อย่างนี้จิตก็หลุดพ้น

 

กรรมฐานบัวบานไม่ต้องกำหนดอะไร

จิตเดิมแท้บริสุทธิ์อยู่เช่นนั้นแล้ว

ปล่อยคลายสภาวะยึดติด

บัวก็บานออก ฉับพลัน

 

แกล้งให้ฝึกเพื่อไม่ต้องฝึก

แกล้งให้เพ่งดอกบัว แต่ทำให้บัวเหี่ยวเฉา

แกล้งให้ฝึก แล้วก็แกล้งให้ล้มเหลวขณะฝึก

เห็นความไม่เที่ยงของการฝึก ก็บรรลุฉับพลัน

 

ฝึกแกล้งๆ ฝึกให้เห็นความไม่จีรังของการฝึก

ฝึกจริงๆ ยิ่งเก่ง ดอกบัวยิ่งหุบแน่น

ฝึกจริงๆ จังๆ เป็นกรรมฐานบัวตูม

ฝึกแกล้งๆ เป็นกรรมฐานบัวบาน

 

ฝึกเพื่อไม่ฝึก กำเพื่อไม่กำ

แบออก คลายออก ก็บาน

พุทธะสอนกรรมฐานบัวบาน

พราหมณ์สอนกรรมฐานบัวตูม

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง กรรมฐานบัวบาน

 

กรรมฐานบัวบาน มีกรรมเป็นฐานแล้ว

กรรมเป็นฐานอยู่แล้ว ไม่ต้องทำกรรมอีก

กรรมฐานไม่ทำ เพราะมีกรรมเป็นฐานอยู่แล้ว

เกิดขึ้น ก็ดับไปเองอยู่แล้ว ต้องทำอันใดอีกเล่า?

 

จิตเป็นธาตุรู้ ไม่ต้องฝึกก็รู้อยู่แล้วตามอัตภาพ

จิตเป็นธาตุรู้อยู่แล้ว ยังต้องฝึกให้รู้ด้วยหรือ?

สัจธรรมตรงไปตรงมา เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

แล้วจะต้องอธิบายอะไรมากมายอีกหรือ?

 

สัตว์โลกมีมากมาย แต่ไม่จำเป็นต้องโปรดทั้งหมด

โปรดสัตว์ที่สอนได้ก่อน เพราะเวลามีจำกัด

สัตว์ที่ไม่พร้อม สอนไม่ได้ ก็ปล่อยไป

สัตว์ที่พร้อม สอนได้ ไม่ต้องยาก

 

กรรมฐานบัวบาน ไม่ต้องฝึกกรรมฐาน

ใช้โปรดบัวที่บานแล้ว ก็บรรลุทันที

สัตว์เหล่าอื่นที่ไม่พร้อมก็ปล่อยไปตามกรรม

ให้พราหมณ์เขาสอน มารเขาสอน จนกว่าจะพร้อม

 

วิชาพราหมณ์ทำให้ได้สมาธิ จิตสุขสงบ

วิชามารทำให้ได้บุญกุศล จิตมีโลกีย์สุข

สองอย่างนี้ เป็นธรรมชาติทำให้บัวเติบโต

บัวเติบโตคือเข็ดหลาบทางโลก จะโผล่พ้นน้ำ

 

พุทธะแท้ๆ ไม่ต้องฝึกกรรมฐาน

กรรมฐานบัวบาน ไม่ต้องฝึก

ใช้โปรดบัว ที่บานแล้ว

เช่นพระมหากัสสปะ

 

ใช้ปัญญาเข้าถึงธรรม ไม่วนในสติ, สมาธิ

ถึงพุทธะแล้ว สติ, สมาธิ ก็พร้อมแล้ว

เหลือแต่ปัญญา ขาดแต่บัวบาน

พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

 

สติ, สมาธิ เป็นของที่เกิดได้ทางโลกอยู่แล้ว

ทำกิจการงานก็มีสติ, มีสมาธิได้อยู่แล้ว

พุทธะไม่ต้องสอนสติ, สมาธิแบบนั้น

ให้ปัญญา ดอกบัวก็บานฉับพลัน

 

 ดอกบัว ก็คือ ดอกบัวอยู่แล้ว

จิตใดๆ ก็ล้วนบริสุทธิ์อยู่แล้ว

ถึงวาระพร้อมมูลขึ้นเมื่อไร

ดอกบัวก็บานออกเมื่อนั้น

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง กรรมฐานบัวแบน

 

ดอกบัวตูมพ้นน้ำ ออกจากทางโลกมาแล้ว

พบกรรมฐาน “บัวแบน” ก็บี้แบนไป

ไล่บี้, จี้กด, จำจด, จับจิต, ติดใจ

แบบนี้คือ “กรรมฐานบัวแบน”

 

ตอนแรกก็เป็นกรรมฐานบัวตูม

ประคองสภาวะแค่ดูอยู่ไม่แตะต้อง

นานๆ เข้าก็เริ่มไล่บี้, จี้กด, จิตหลบใน

พอนานๆ ไป กลายเป็น “กรรมฐานบัวแบน”

 

นั่นแน่ คิด, นั่นแน่ ฟุ้งแล้ว, นั่นแน่ หมองแล้ว

นี่แหละ ไล่บี้, จี้กด, จับจด, จับจิต, ติดใจ

เพลิดเพลินไปกับการจับจิตติดดูอยู่นั่น

หาที่จบ หาที่หลุด หาที่หยุด ไม่ได้

 

ตอนแรกดูเฉยๆ สักแต่ว่าดูไปเรื่อยๆ

ดูเฉยๆ ไม่แจ้ง ติดดู ก็เป็นกรรมฐานบัวตูม

ไม่บานเสียที ตูมอยู่นั่นแหละ ฝึกไม่มีที่สิ้นสุดได้

ต่อมาก็ออกจากภาวะดูเฉยๆ เริ่มไล่บี้, จี้กด, จับจด, จับจิต

 

กรรมฐานบัวตูม ค่อยกลายเป็นกรรมฐานบัวแบน

ดอกบัวตูมถูกไล่บี้จนค่อยๆ แบนไปทีละดอก

ไม่ทันต้องบานแล้ว บัวก็แบนไปเสียก่อน

กรรมฐานบัวตูมจึงกลายเป็นกรรมฐานบัวแบน

 

คิดก็ช่าง, ไม่คิดก็ช่าง, รู้ก็ช่าง, ไม่รู้ก็ช่าง

ก็ธรรมชาติมันไม่เที่ยง เกิดดับเองอย่างนี้

แล้วจะไปประคองรักษาสภาวธรรมทำไม

ก็มันเกิดดับเองตามธรรมชาติอยู่เองแล้ว

 

ถ้ามันควรรู้ มันก็รู้ของมันเอง

รู้อยู่ตลอด ก็ขวางการชำระวิบากกรรม

ไม่รู้เสียบ้าง กรรมเข้าตัว ได้ชำระกรรมให้หมดไป

รู้อยู่ตลอดก็ไม่ใช่ ไม่รู้อยู่ตลอดก็ไม่ใช่อีก

 

รู้ถึงที่สุดของสรรพสิ่งแล้ว เหมือนไม่รู้

ณ ที่สุดแห่งเขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของความรู้คือความไม่รู้

ณ ที่สุดแห่งเขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของความไม่รู้คือความรู้

ณ เส้นแบ่งเขตอันเป็นที่สุดนั้น รู้-ไม่รู้ ก็ไม่ต่างกัน

 

คนรู้มาก ก็ยังรู้ไม่ถึงที่สุดแห่งสรรพสิ่ง

เพราะเขายังไม่รู้อะไรหรือ?

ความไม่รู้นั่นแหละที่เขาไม่รู้

เพราะมีแต่ความรู้ จึงขาดความไม่รู้

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง พุทธะเหนือน้ำ

 

พุทธะเหนือน้ำ ดุจใบบัวและดอกบัว

เพราะอยู่เหนือพ้นน้ำ พ้นจากทางโลก

แยกกันอยู่ระหว่างทางโลกทางธรรม

จึงสมมุติเรียกว่า “พุทธะเหนือน้ำ”

 

ศาสนาในยุคของพระกัสสปะและพระสมณโคดม

เป็นพุทธะเหนือน้ำ ออกมาอยู่แยกจากทางโลก

ดุจใบบัวและดอกบัวที่โผล่พ้นผิวน้ำแล้วฉะนั้น

ความเป็นอยู่จึงแยกออกจากทางโลกชัดเจน

 

มีธรรมวินัยของตนเอง ปกครองตนอยู่

ทางโลกมีกฎระเบียบทางโลกอยู่

แต่พุทธศาสนาแยกออกมา

แล้วอยู่ร่วมกันได้อย่างนี้

 

พุทธะเหนือน้ำ เพราะใต้น้ำมีสัตว์ร้ายมากมาย

ทางโลกมีมนุษย์จิตใจต่ำก่อกรรมมากอยู่

ดังนี้ ไม่แยกออกมา จะพัวพันกรรมกัน

จึงอยู่ร่วมกรรมกันไม่ได้ ไม่นิพพาน

 

ยุคสมัยนี้ เป็นยุคดอกบัวเหนือน้ำ

ผู้ยังเกลือกกลั้วอยู่กับทางโลก

ไม่อาจจะหลุดพ้นเวรกรรมได้

ย่อมพัวพันกรรมกับสัตว์ไป

 

ผู้ปรารถนาจะนิพพานได้อย่างแท้จริง

ย่อมต้องแยกออกมาจากทางโลก

จิตไม่ติดแล้ว กายก็ต้องแยกด้วย

การคิด, พูด, กระทำสอดคล้องกัน

 

สัตว์โลกในยุคนี้มีเวรกรรมมาก

ก่อเวรกรรมพัวพันกันมากมาย

หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่พ้นได้

จำต้องแยกตัวออกมาต่างหาก

 

ยุคสมัยนี้ ไม่เอาตัวออกพ้นจากน้ำ ก็ไม่หลุดพ้น

ต้องทำตัวให้เหมือนดอกบัวโผล่พ้นน้ำก่อน

จากนั้นจึงค่อยได้รับแสงอาทิตย์เบ่งบาน

จึงเรียกว่า “พุทธะเหนือน้ำ” ดังนี้

 

พุทธะใต้น้ำ คือ พุทธะที่อยู่ได้ใต้น้ำ

จะอยู่ใต้น้ำก็ได้ ถ้าไม่มีอันตราย

ยุคสมัยนั้นต้องมีแต่คนดีมาเกิด

ดังเช่น ยุคพระศรีอาริยเมตตรัย

 

..................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง พุทธะใต้ตม

 

พุทธะใต้ตม อุปมาได้กับรากบัวฉะนั้น

เพราะอยู่ใต้ตม เกลือกกลั้วโลกียสุข

ทางโลกทางธรรมไม่แยกจากกัน

จึงสมมุติเรียกว่า “พุทธะใต้ตม”

 

ศาสนาในยุคของพระศรีอาริยเมตตรัยนั้น

เป็นพุทธะใต้ตม อยู่ร่วมกับทางโลก

ดุจรากบัวขาวบริสุทธิ์ใต้ตมนั้น

อยู่ร่วมกันได้ไม่แบ่งแยก

 

พุทธะใต้ตม อยู่ใต้ตมได้เพราะจิตบริสุทธิ์

ผู้คนทางโลกมีแต่จิตที่ดีงามแต่มีโลกียสุขมาก

คนดีที่มีแต่เสพสุข จึงอุปมาดั่งรากบัวใต้โคลนตม

พุทธะใต้ตม จำต้องเสวยบุญให้หมด จึงเริงโลกียสุขมาก

 

โลกในยุคของพระศรีอาริยเมตตรัยนั้น

คนมีแต่จิตที่ดีงามบริสุทธิ์มาเกิด

มีบุญมากเกินไป จึงต้องเสพสุขมาก

ถ้าไม่ยอมเสพสุข วิบากกรรมจะไม่หมด

 

ดุจดังสำนักสราญรมย์

เริงโลกียสุขเพื่อให้เข้าถึงนิพพาน

เพราะก่อกรรมดีมามากไป ต้องชำระวิบากให้หมด

จึงต้องเสวยวิบากกรรมดีมากมาย ด้วยการเริงโลกียสุขนั้น

 

บ้างก็เสพกามเป็นหมู่คณะใหญ่ มีฮาเร็มเพื่อให้ได้นิพพาน

ถ้าไม่ยอมชำระวิบากกรรมด้วยการเป็นผัวเมียกัน

ก็ไม่อาจหมดสิ้นเวรกรรมต่อกันไปได้

เพราะก่อกรรมดีมากเกินไป

 

สมถะ อาจไม่ได้นิพพาน เพราะอุปทานไปเอง

คนมีบุญมาก ทำมามาก แต่กลับไม่ยอมรับวิบากกรรมดี

คนแบบนี้เข้านิพพานไม่ได้ ต้องไปเกิดเสวยบุญที่สุขาวดีสวรรค์

การสมถะมากเกินไป ทั้งๆ ที่มีบุญมาก ทำให้ไม่ได้นิพพาน

 

การเดินตามทางสายกลางของคนเราไม่เหมือนกัน

ขึ้นอยู่กับทำกรรมดีหรือเลวมามากแค่ไหน

จำต้องรับวิบากกรรมตามนั้นให้หมดไป

ไม่เช่นนั้น ก็ไม่อาจเข้านิพพานได้

 

อะไรก็ช่าง ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

วิบากกรรมดีหรือเลวมาก็รับให้หมดไปอย่าให้เหลือ

ชำระวิบากกรรมให้หมด ไม่ต้องหนี, ปฏิเสธ หรือแก้กรรม

ดังนี้ “พุทธะใต้ตม” จึงต้องเกลือกกลั้วเริงโลกียสุขด้วยเหตุฉะนี้

 

..................................................................................

โดย physigmund_foid

 

กลับไปที่ www.oknation.net