วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระบบชลประทานขนาดเล็ก....ทางเลือกของภาครัฐที่ไม่มีทางตีบตัน


ระบบชลประทานขนาดเล็ก

ทางเลือกของภาครัฐที่ไม่มีทางตีบตัน

เรื่องและภาพ โดย วิระยุทธ นิยมชาติ (6/07/2553)

.....................................

            ผมมีโอกาศได้ขับรถตระเวนทำงานในหลายพื้นที่ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา พื้นที่บางแห่งมันแล้งเอามาก ๆ ขนาดน้ำโขงช่วงเชียงคาน หนองคาย นครพนม มุกดาหารบางแห่งเดินข้ามไปหากันได้ ขนาดเขื่อนใหญ่ ๆ ในภาคอีสานทั้งเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว ฯลฯ ยังเหลือมีน้ำกักเก็บน้อยกว่าปกติหลายเท่า ส่วนว่ามันจะเกิดมาจากปัญหาสาเหตุใดนั้นทั้งเขื่อนจีน เขื่อนลาว เขื่อนไทย หรือว่ามันแล้งกันทั่วถึง หรือคิดอะไรไม่ออกก็ต้องบอกว่าภาวะโลกร้อน ...555 มันช่างน่าขำจริง แต่ถึงอย่างไรก็มีความจำเป็นที่จะต้องค้นหาความจริงว่าทำไม “มันแห้งแล้ง” “น้ำโขง น้ำชี น้ำมูน น้ำสงคราม ฯลฯ มันถึงแห้งขอด”

            อีกอย่าง.....นี่ก็ผ่านเข้าฤดูฝนมาก็นานหลายสัปดาห์แล้ว....ทำไมฝนตกน้อยจังเลย บางที่แทบจะไม่เจอเม็ดฝนเลยก็มี แต่มีบางจังหวัดเริ่มทำนาปักดำเสร็จแล้วในบางส่วนของสกลนคร นครพนม หนองคาย อย่างปัจจุบันผมอยู่ที่ขอนแก่น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มหว่านกล้าเลย จะมีก็แค่พื้นที่เขตชลประทานเขื่อนอุบลรัตน์ กับพื้นที่ติดลำน้ำชี แต่ก็แค่ส่วนน้อย..เพราะว่ากลัวฝนทิ้งช่วง

            ตอนนี้เกษตรกรที่ภาคอีสานส่วนหนึ่งที่ทำนาได้เพราะมี “สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า” ที่กระจายไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยการสูบขึ้นมาจากแหล่งน้ำ ลำเลียงไปตามคลองส่งน้ำสายหลักขนาดกว้างประมาณ 1-2 เมตร ความยาวประมาณ 3-6 กิโลเมตร และจะมีคลองไส้ไก่เชื่อมต่อกับคลองสายหลักกระจายตัวออกไปสู่ที่นา ถ้าหากคลองไส้ไก่เข้าไม่ถึงก็จะช่วยกันทำทางน้ำต่อจากคลองไส้ไก่เข้าสู่ที่นาอีกทีหนึ่ง

          ซึ่งก็นับว่าได้ผลเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนที่น้อยมาก โดยระบบคลองส่งน้ำด้วยไฟฟ้าหนึ่งตัวพร้อมระบบคลองส่งน้ำ คลองไส้ไก่ ลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท (ไม่แน่ใจ) แต่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำทำนาได้มากถึง 2-4 พันไร่ โดยช่วงฤดูฝนก็จะได้เริ่มการทำนาก่อนเพื่อน ส่วนหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็จะทำนาปรัง เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผัก ทั้งข้าวโพด แตงกวา แตงไทย พริก ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หอม กระเทียม ยาสูบ มันสัมปหลัง เป็นต้น ซึ่งก็สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนชนบท ลดการเข้าไปขายแรงงานในเมืองใหญ่ได้

            สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ก็จะมีการบริหารจัดการทุกแห่ง มีการประชุม การทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพราะว่าชุมชนต้องดูแลหลังจากที่ภาครัฐสร้างให้แล้ว การสูบน้ำต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายชั่วโมง ๆ ละ 60-120 บาท เพื่อเป็นค่าไฟและค่าบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำนี้ ปัจจุบันสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหลายพื้นที่กรมชลประทานได้โอนภารกิจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. อบจ. และเทศบาล) กำกับดูแลแทน

            ถ้าหากคิดง่ายผมว่าระบบชลประทานขนาดเล็กนี้คุ้มค่าและเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่มากกว่าระบบชลประทานขนาดใหญ่ ที่ต้องเสี่ยงกับผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมา และเลี่ยงไม่ได้กับการคัดค้านจากองค์กรพัฒนาเอกชนและชุมชนในพื้นที่

            ฉนั้นแล้วผมว่าการพัฒนาน้ำในภาคอีสานอาจจะต้องใช้วิธีการนี้น่าจะเหมาะสมมากที่สุดประชาชนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์ ผลกระทบไม่เกิดขึ้น ภาครัฐสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย virayuthniyomchat

 

กลับไปที่ www.oknation.net