วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยากทำธุรกิจกับคนอินเดียมั้ย/ PEST Analysis of India


         ถ้าทำการค้ากับคนอินเดีย เราจะต้องเข้าใจวิธีคิดแบบคนอินเดีย เพราะคนอินเดียมีวิธีคิดที่แตกต่าง จากที่พวกเขามีรากเหง้าวัฒนธรรมมายาวนาน มีประชากรที่มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม มีภาษาหลักใช้พูดถึง 16 ภาษา เช่น ภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษ ภาษาเบงกาลี ภาษาอูรดู ฯลฯ และมีภาษาถิ่นมากกว่า 100 ภาษา คนอินเดียกว่าร้อยละ 30 ใช้ภาษาฮินดี และถือว่าเป็นภาษาประจำชาติ คนอินเดียที่อาศัยอยู่รัฐทางตอนเหนือและรัฐทางตอนใต้นอกจากจะใช้ภาษาที่แตกต่างกันแล้ว การแต่งกาย การรับประทานอาหารก็แตกต่างกันออกไป บวกกับการอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ 70 ปี (ปี พ.ศ. 2420-2490) และได้รับการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอินเดียในปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) จึงส่งผลให้คนอินเดียมีความแตกต่างกันทางความคิดและวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละที่

        ประเทศอินเดีย หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ มีพื้นที่ 3, 287,590 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าไทยประมาณหกเท่า ประชากรจำนวน 1,124 ล้านคนมากเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีน 

จะขอยกตัวอย่างการทำธุรกิจกาแฟในอินเดีย เพื่อสามารถมองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นนะคะ

การวิเคราะห์ PEST

Political / legal factors = ปัจจัยทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางกฎหมาย

1.   กฎระเบียบของประเทศอินเดียมีการเข้มงวดต่อการลงทุน การค้าขายของคนต่างชาติ มีตลาดการค้าขายในอินเดียแทบทุกชนิดมีการผูกขาดเบ็ดเสร็จ เป็นผู้ผูกขาดกิจการ โอกาสของผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าไปแย่งเบียดส่วนแบ่งการผลิตหรือการตลาดค่อนข้างจะยาก

2.   ระบบกฎเกณฑ์ทางราชการ และระเบียบกฎหมายของอินเดียเป็นอุปสรรคและไม่เอื้ออำนวยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเรื่องของภาษี

3.   มีจุดอ่อนอย่างมากในส่วนของการเมือง และนโยบายการคลัง ภาครัฐเป็นส่วนที่ถ่วงความเจริญของเศรษฐกิจ จนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงมีแนวทางที่จะเปิดเสรีระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นนโยบายเปิดเสรี

4.   กฎหมายสงวนสิทธิ์หลายอย่างสำหรับปกป้องคนอินเดีย เช่นกฎหมายการค้าปลีกอินเดียจะไม่อนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจค้าปลีกทุกชนิด

5.   รัฐบาลอินเดียได้ผ่อนปรนข้อบังคับหลายๆ อย่าง เช่น ลดการจำกัดประเภทของการลงทุน และเพิ่มมูลค่าผลกำไรที่สามารถส่งกลับประเทศได้ และตัดกระบวนการขออนุญาตการลงทุนโดยไม่ต้องผ่านหลายช่องทาง รวมทั้งขยายเพดานให้ต่างชาติสามารถลงทุนโดยตรงได้ร้อยละ 100 ในหลายสาขา ได้แก่ กิจการ ท่าอากาศยาน การวางโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับปิโตรเลียม (เช่นการวางท่อขนส่งน้ำมันและกาซธรรมชาติ) การค้าพลังงาน (power trading) การลงทุนในเหมืองเพชรและถ่านหิน การผลิตและจัดเก็บกาแฟ ยางพารา อีกทั้งยังเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรงในกิจการค้าปลีกที่ขายสินค้าเพียงตราเดียว (single brand ) ได้ถึงร้อยละ 51 เป็นครั้งแรก เช่น Sony Reebok Louis Vuitton เป็นต้น

Economic factors = ปัจจัยประชากรและสภาพแวดล้อมทางทางเศรษฐกิจ

1.   ประชากรจำนวน 1,124 ล้านคนมากเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีน ในจำนวนนี้มีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงถึง 300 ล้านคน

2.   ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

3.   ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าในปี 2015 อินเดียจะเป็น 1 ใน 3 ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกซึ่งประกอบด้วย อินเดีย สหรัฐอเมริกา จีน

4.  สินค้าออกที่สำคัญ อัญมณี และกึ่งอัญมณี ไข่มุก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ชา และกาแฟ ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ ยาและเวชภัณฑ์ สินค้าเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม เครื่องจักร อัญมณีและกึ่งอัญมณี แร่เหล็ก และน้ำมันพืช

5.   การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเป็นการเติบโตที่มีเสถียรภาพ คือ มีลักษณะเป็นการเติบโตที่สม่ำเสมอ ด้วยมีทุนสำรองมากถึง 145 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

6.   มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากจีน มีเศรษฐีมากกว่าจีนและญี่ปุ่น

7.   ร้านจายหรือแผงขายชานั้นมีทุกหัวถนน มีราคาถูกขายไม่เกินแก้วละ6รูปี ในร้านภัตตาคารราคาถ้วยละ15-25รูปี คนอินเดียชั้นล่าง-กลางชอบซื้อบริโภค

8.   แฟรนไชส์ไทยที่ขยายไปอินเดียคือ คอฟฟี่ เวิลด์ ประเทศไทย ดำเนินในระบบ  แฟรนไชส์  ทำตลาดร้านกาแฟก็งมีธุรกิจพิซซ่าด้วย

9.   ธุรกิจกาแฟในอินเดียนั้นมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านรูปี ปริมาณการบริโภคกาแฟในประเทศอินเดียกำลังอยู่ในช่วงเพิ่มขึ้นจาก 55,000 ตัน เป็น 75,000 ตัน

10. ในอินเดียมีร้านกาแฟแบรนด์รูปแบบทันสมัยไม่เกิน 350 ร้าน มีความเป็นไปได้ที่จะมีร้านกาแฟไม่น้อยกว่า 3,000 – 5,000 ร้าน อินเดียยังมีความต้องการสูง

11.  อินเดียวันนี้ธุรกิจการค้าเริ่มโตในทุกๆด้าน อย่างเช่น อัตราการเติบโตของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดส์ มีถึง 40%ต่อปี การบริโภคมีอัตราเพิ่มขึ้นด้วย มีโอกาสในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดโดยการนำเสนอแบบครบวงจร เช่น แนวคิดที่แปลกใหม่, อาหารสไตล์ทันสมัย สร้างบรรยากาศที่ดี

Social / cultural factors = ปัจจัยทางด้านสังคมและสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม

1.   คนอินเดียชอบกินกาแฟกันทั้งวัน ติดมาจากอังกฤษ ที่พัก tea time แต่ที่อินเดียเป็นเวลากาแฟแต่คนอินเดียจะกินกาแฟกับสแนกที่ทำจากสมุนไพรและพวกเครื่องเทศ รวมทั้งไม้พวกผัก เช่นทองหลาง ถั่ว กระถิน คนอินเดียชอบกินกาแฟกับถั่ว

2.   กลุ่มคนอินเดียรุ่นเก่าจะอนุรักษ์นิยมและติดตรึงเลือกบริโภคสินค้าตามค่านิยมเดิม ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่จะนิยมความทันสมัย และบริโภคสินค้าแบรนด์เนมที่มีคุณภาพ                                                                                    

3.   ประเพณีการค้าของนักธุรกิจอินเดียไม่สนใจเรื่องของมิตรภาพทางการค้า ถือผลประโยชน์มากที่สุด ไม่สนใจความเดือดร้อนของใคร ชอบการเอารัดเอาเปรียบเมื่อโอกาสอำนวย                                                    

4.   มีการยึดติดการยึดโยงพันธมิตรทางการค้า เกาะกลุ่มพันธมิตรเพื่อเอื้อประโยชน์ในทางการแข่งขันการค้า                                                                                                                      

5.   ประชากรแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐี กลุ่มผู้มีฐานะ กลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มยากจน 3 ใน 4 เป็นมีศักยภาพในการซื้อสูง                                                                                                          

6.   เป็นตลาดขนาดใหญ่มหาศาล และมีความต้องการในสินค้าที่หลากหลาย แต่มีความสลับซับซ้อนในเรื่องวัฒนธรรประเพณี นักธุรกิจอินเดียมีความอดทนในการเจรจาสูง จนทำให้นักธุรกิจหลายชาติต่างถอนตัวออกจากตลาดแห่งนี้                                                                               

7.   อินเดียมีประชากรที่รู้หนังสืออัตราร้อยละ 60%

8.   มีจุดแข็งในด้านแรงงานที่มีฝีมือ ราคาถูก สามารถติดต่อสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี  

Technological factors = ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ      

1.   เป็นผู้นำด้าน IT Technology

2.   มีการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่ดี      

3.   ภาครัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสะอาดปราศจากมลพิษ เป็นการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีการลงทุนต่ำและมีมูลค่าเพิ่มในการส่งออกสูงมากมีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะของภาครัฐ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาการส่งออกซอฟต์แวร์ คือ Software Technology Parks of India (STPI)

4.   มีสนับสนุนการวิจัยและค้นคว้าในด้านเภสัชกรรม โดยค่าแรงนั้นต่ำกว่าค่าแรงของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า เช่น มีรายงานข่าวว่า บริษัทยา Glaxo-Smith Kline ทำข้อตกลงว่าจ้างบริษัทในอินเดียช่วยค้นคว้าด้านเภสัชกรรม โดยคาดว่าจะทำให้ต้นทุนการค้นคว้าลดลงถึง 80%

5.   มีโอกาสขยายในธุรกิจพลังงาน การสื่อสาร โทรคมนาคม และภาคเครื่องจักรกล อินเดียมีอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ระดับ World Class มีอุตสาห-กรรม Software ที่ทันสมัย

6.   อินเดีย ได้ระบุในแผนรับมือกับภาวะโลกร้อนว่าจะให้ความสำคัญกับพลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ แต่ไม่ได้มุ่งมั่นกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามอินเดียได้หาทางลดการ พึ่งพาพลังงานถ่านหิน และหันมาใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

7.   คนอินเดียที่อยู่ห่างไกลจะนิยมไปใช้น้ำในแหล่งน้ำที่ทางการจัดหาให้ เช่น บ่อบาดาล ปั้มน้ำ ดังนั้น ช่องทางการโฆษณาสินค้าตัวใหม่เพื่อเปิดตลาดการค้าหากอาศัยการโฆษณาตามที่ต่างๆ ดังกล่าวจะได้ผลดีค่อนข้างมาก

8.  การทำธุรกิจแบบโดยตรงที่มีการจัดสาธิตสินค้าตามตลาดนัดจะสามารถเจาะกลุ่มแม่บ้านได้มากขึ้นด้วย

 

 

 

โดย สิปปสินี

 

กลับไปที่ www.oknation.net