วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รวมมิตร..ภาพสีสัน แสงสี รอยยิ้ม บนถนนคนเดินเชียงใหม่ ในวันที่บรรยากาศชีวิตยังไม่สิ้นไร้..เสียงบึ้ม !!! ..


.. ถ่ายภาพ และ เล่าเรื่อง โดย .. วินเซนต์ ..

..........................................

รวมมิตร..ภาพสีสัน แสงสี รอยยิ้ม บนถนนคนเดินเชียงใหม่ ในวันที่บรรยากาศชีวิตยังไม่สิ้นไร้..เสียงบึ้ม !!! ..

 

เก็บภาพเก่ามาฝากกัน..

เรียบเรียง ตัดต่อ และ ตัดลงท่อทิ้งไปหลายภาพ..

เหตุเพราะ..ฉันยังไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ และ ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่ได้เป็น..มืออาชีพ !!..

ทว่า ก็ยังคงพอที่จะหลงเหลือภาพงามๆพอหอมปากหอมคอ มาฝากกันอีกสักรอบ ซึ่งภาพทั้งหมดในวันนี้ที่นำมาให้ชม เป็นภาพวันเดียวกันกับ ที่เหตุบึ้มที่ถนนคนเดินเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง ..

วันนี้นั่งดูๆภาพที่ถ่ายมาทั้งหมด ก็เลยนั่งนึกๆคิดๆย้อนกลับปถึงความหลังครั้งเก่านานมาแล้ว ที่ฉันเคยไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งแรก ก็เลยอยากจะเล่าความหลังเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่สักครั้ง ซึ่งมันเกิดขึ้นนานแล้ว ประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีเห็นจะได้ ..

หากนับจริงๆแล้ว ฉันเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ ๒ เท่านั้น ถ้านับแบบอย่างเป็นทางการ คือ ตั้งใจไปเที่ยวโดยเฉพาะไม่ใช่เพียงแค่แวะผ่านๆ ..

ไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ ..

ก็ให้คิดถึงครั้งในอดีต ที่เคยไปเที่ยวแบบท้าทายชีวิตสุดๆ ..

คือ ไปเที่ยวแบบเสี่ยงดวงในวันที่กระเป๋าแห้งๆ ในสมัยที่ยังป้วนเปี้ยนชีวิตร่ำเรียน และ ทำมาหากินอยู่หน้ารามคำแหง ปีนั้นน่าจะเป็นปีที่ร้อนรุ่มพอสมควร หากจำไม่ผิดน่าจะช่วงราวๆหลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านไปได้ ๑ ปี ..

ไอเดียไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนนั้น มันเกิดขึ้น ..ก็ที่วงเหล้าเล็กๆหน้าราม ฉันกับเพื่อนๆอีกสามคน นั่งสนทนา พร้อมๆกับร่ำสุรา และ ก็พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวของเมืองไทย ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวคนยากไร้เงินกินข้าวแต่ไม่สิ้นไร้เงินกินเหล้าอย่างพวกเรามากมายนัก คือ ตั้งใจพูดคุยกันพอเป็นหัวข้อสนทนาแกล้มเหล้า ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรตามมาอีกมากมายในคืนนั้นเลยแม้แต่น้อย..

เราพูดคุยถึงเทศกาลสงกรานต์ โดยนั่งกลัดกลุ้ม และ เซ็งชีวิตกันไปคนละมุมสองมุม เพราะสาเหตุที่มานั่งสุมหัวกันก๊งเหล้าอยู่ ณ ตอนนั้น ก็คือ ..

ไม่มีเงินกลับบ้านสงกรานต์ และ เทศกาลสาดน้ำ ปะแป้ง ในทุกๆปีที่ผ่านมานั้น ..

พวกเราก็มักจะผ่านมันมาด้วยการเป็นฝ่ายที่..ไม่ได้ไปไหนมาไหนกับชาวบ้านเขา..

นั่งหง่าวเป็นยามเฝ้าหอพักตลอด !!..

......................................

ทว่า ..

ในค่ำคืนนั้นไม่รู้ว่าเสน่ห์เชียงใหม่ดึงดูดใจพวกเรา..

หรือ เหล้าที่กินเข้าไปมากต่อมากนั้น ..มันดันส่งเสริมความคึกคะนองของพวกเรากันแน่ ???..

แต่ที่แน่ๆ มีการท้าทาย และ หลอกต้มกันเกิดขึ้นในวงเหล้า เพื่อนคนหนึ่งในวงดันอุตริรู้ข้อมูลผิดๆมาว่า ปีนั้นเชียงใหม่จะจัดสงกรานต์กันทั้งเดือน แบบว่าสาดน้ำกันไม่เลิกทั้งเดือนเมษายนเลย..

ธรรมดาของโลกียชนอย่างเราๆ ที่วันๆในตอนนั้นแทบจะไม่เคยโผล่หน้ามองดูหนังสือพิมพ์ หรือ ทีวีกับใครเขาเลย หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องการเมา และ การเรียนรู้ชีวิต ปรัชญาไร้สาระเรื่องอื่นๆ มากกว่า ..

ข่าวลวงโลก ที่ออกจากปากเพื่อนรักคนหนึ่งของเราในวันนั้น จึงเป็นที่มาที่ไปของการเดินทาง แบบหนึ่งเมาเราไปถึงไหนบ้าง ?? ..คือ ท้าทายกันในคืนนั้น มั่นใจว่าเที่ยงคืนรถไฟสายเหนือยังพอมีอยู่แน่ๆ  (ซึ่งจริงๆไม่มี มีแต่รถไฟสายลพบุรี ) พอนัดแนะเออออกันเสร็จสรรพ จึงแยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระ ก่อนจะไปขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ ..

โดยคืนนั้น ..เรานั่งนับเงินกันครบถ้วนทั้งสี่คนแล้วมีพอแค่ค่ารถขาไปเท่านั้น..

เป้าหมายข้างหน้า ..คือ ไปตามหาเพื่อนรุ่นน้องผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นคนเชียงใหม่..

ซึ่งเพื่อนของเราคนหนึ่งในวงเหล้าคืนนั้น ..เคยรู้จักกันแป๊บๆ แค่ช่วงสั้นๆ ในที่ทำงาน !!..

.........................................

มองดูทิศทาง..

การท่องเที่ยวเชียงใหม่ของพวกขี้เมาอย่างเราในตอนนั้นแล้วมันช่างอนาถและอนาถาน่าดู..

ดีที่มีกีต้าร์ ..ดีที่มีเพื่อนเล่นกีต้าร์เก่ง ..และ ดีที่ฉันดันร้องเพลงได้แทบทุกเพลงที่มันเล่น..

นั่นจึงทำให้ตลอดเส้นทางของเราบนรถไฟสายเหนือ มีการเดินเล่นเพลงเปิดหมวกตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวน เพื่อขอเงินชาวบ้านเขาตอนดึกๆ ซึ่งหลายๆคนก็งัวเงียๆตื่นมาฟัง และ หยิบยื่นไมตรีจิตเป็นเศษเหรียญบาท และ แบงก์ธนบัตร ..

มานั่งนับๆดูในแต่ละเที่ยวที่เดินเปิดหมวกบนรถไฟได้มาหลายร้อยบาท ทว่า มันก็ละลายหายไปหมดกับเหล้าบนรถไฟ ซึ่งกินเท่าใดก็ไม่มีวันเมา และ พนักงานขายมันก็ไม่หนีไปไหน มันยังคงนั่งเฝ้าเราเดินมาดูแลความบกพร่องของเหล้าเรา..จนเงินเราหมดเกลี้ยง !!..

การเดินทางไปถึงเชียงใหม่ในตอนนั้นของพวกเรามันยาวนานมาก กว่าจะไปถึงเชียงใหม่ได้ ก็ข้ามวันไปเป็นเช้าตรู่ของอีกวัน ระหว่างทางจำได้ว่าเราต้องลงที่สถานีลพบุรีเพราะรถไฟเที่ยวที่เรานั่งมาจากหัวลำโพงเที่ยวแรกนั้นมีปลายทางที่นี่ ..

เดินดูลิง และ ก็หาที่กินเหล้า และ เปิดหมวกรอรถไฟเที่ยวเย็นๆเพื่อไปถึงเชียงใหม่ตอนเช้า..

เดินเที่ยวและเมาอยู่ลพบุรีทั้งวัน พอต่อรถไฟได้ ก็เดินเปิดหมวกต่อบนรไฟสายเชียงใหม่ และ ก็วนเวียนกับการซื้อเหล้ากินต่อ และ พนักงานขายเหล้าบนรถไฟก็ดูเหมือนว่าจะเป็นพิมพ์นิยมเดียวกัน ..

คือ ไม่ไปจากเรา จนกว่าเงินเราจะหมด และ เงินเราก็หมดจริงๆ ..

ไปถึงเชียงใหม่ ควักดูในกระเป๋าแต่ละคน ..เหลือเงินไม่ถึงสิบบาท !!..

.......................................

มันเป็นวันที่ทรมานมากๆ..

ตอนนั้น เชียงใหม่ คือ เมืองที่เราไม่รู้จัก เงินก็ไม่มี ได้แต่เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ..

สอบถามเส้นทางไปที่ทำงานของเพื่อนรุ่นน้องคนนั้น ทว่า ก็ไกลโขและมันก็เป็นห้างสรรพสินค้ากว่าห้างจะเปิดก็ตั้ง สิบโมง สิบเอ็ดโมง ที่สำคัญก็ไม่รู้ว่าจะเจอเจ้าตัวหรือเปล่า ? นี่คือปัญหาของพวกเมาแล้วซ่าอย่างพวกเรา ที่อาจจะต้องหันเหเป้าหมายไปนอนวัดแทน ??..

ตอนนั้นทุกคนหิวข้าว ..และ ก็อ่อนเพลียก็แบบสุดชีวิต เพราะสองวันสองคืน ที่เดินทางมีแต่การเมากับการเมาอย่างเดียวจริงๆ มารู้สึกตัวว่าร่างกายต้องการอาหาร ต้องการข้าวจริงๆก็ตอนถึงเชียงใหม่นั่นแหละ ซึ่งเป็นตอนที่เราหมดเกลี้ยงจริงๆ ไม่มีใครมีเงินเหลือเลยจริงๆ (จากปากคำครั้งแรก)..

ทว่า ภาพเชียงใหม่ของฉันในคราวนั้น มันกลับไม่เลวร้ายอย่างที่คิด เพราะว่าเพื่อนคนที่นำข่าวลวงโลกมาบอกเราว่าเชียงใหม่เล่นสงกรานต์กันตลอดเดือนคนนั้น ..

ดันซุกเงินแบงก์ร้อยหนึ่งใบ..ที่พับจนเล็กกระจิ๊ด..ซ่อนไว้ในกระเป๋าสะพาย !!!..

 

นั่นแหละ ..คือ มื้อแรกของเราที่เชียงใหม่ หลังจากเดินเคว้งคว้างอยู่นาน ..

หากใครถามฉันว่า ข้าวมันไก่..ที่ไหนอร่อยสุด ฉันก็จะตอบว่า ..เชียงใหม่ !!..

เพราะจานหนึ่ง คุณต้องกินกันสองคน เงินที่เหลือเก็บเป็นค่ารถสองแถว ค่าบุหรี่ ค่าน้ำเปล่า เพราะเรามีคิวโหนรถสองแถวเพื่อไปเดินเที่ยวชม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปเปิดหมวกอยู่นานสองนานแต่ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนบนรถไฟ..

กว่าจะได้พบเจอเพื่อนรุ่นน้อง ก็ล่วงเลยบ่ายๆเย็นๆ กว่าจะได้ที่พักอาบน้ำอาบท่า ก็เป็นเวลาหลังเลิกงานห้าง กว่าจะได้นอนพักก็ต้องไปรอเพื่อนรุ่นพี่อีกคนที่ทำงานเป็นยามโรงเรียนพาไปพักที่บ้าน ..

ทว่า หลังจากนั้นมา เชียงใหม่ก็เป็นแดนสวรรค์ของพวกเราจริงๆ เราได้พบเจอเพื่อนใหม่ชาวเชียงใหม่ ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้อง และ เพื่อนรุ่นพี่มากมาย ที่หลากหลายระดับ มีทั้งลูกคนรวย และ เด็กเหลือขอ ..

วนเวียนชีวิตอยู่กับการกินเหล้า ล้อมวงสนทนากันจน ดึกดื่น ยันสว่าง เที่ยวผับโน้น ต่อผับนี้ และ มาล้อมวงเมาต่อที่บ้าน แม่เพื่อนที่เป็นเจ้าของบ้านที่เราไปอาศัยอยู่ ก็ใจดีแสนดี ทำอาหารเหนืออร่อยๆให้ทานในทุกๆเช้า  ..

เราคุยกันมากมายหลายเรื่อง เพื่อนรุ่นน้อง วัยรุ่นหนุ่มสาว ชอบร้องเพลง ชอบเล่นกีต้าร์มันเลยทำให้กิจกรรมชีวิตของพวกเราไม่หยุดนิ่ง ตลอดสองสามวันที่อยู่ที่เชียงใหม่ ..

ประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยว อาหารการกิน ตลอดจนเรื่อง ตำนานแก๊งค์ซามูไร และ แก๊งค์อันธพาลแก๊งค์ไหนเป็นแก๊งค์ไหน ต่างหลุดออกจากปาก เพื่อนต่างวัย วัยรุ่นคนโน้นคนนี้มาให้เราได้รับรู้จนหมด..

ฉัน และ เพื่อนๆ ..เรียนรู้ และ รู้จักเมืองเชียงใหม่แบบถึงแก่นจริงๆ ก็เพราะการบอกเล่า และ พาทัวร์ ของเพื่อนต่างวัยเหล่านั้น ซึ่งหากนับรวมๆแล้วน่าจะมีราวๆ ยี่สิบกว่าคนเห็นจะได้ ..

ซึ่งแต่ละคนนั้น น้ำจิตน้ำใจไมตรีดีเยี่ยมทุกคน ที่สำคัญพวกเขาทุกคนมีอารมณ์ศิลปิน..

ชอบดนตรี ชอบบทกวี ชอบร้องรำทำเพลงทุกคน !!!..

........................................

ในตอนนั้นก่อนกลับกรุงเทพ ฯ ..

เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของบ้านที่ให้เราไปพักอาศัยอยู่ ..

แกยังแบกทีวีไปจำนำ เพื่อส่งเป็นค่ารถให้เราเลย เราบอกว่าเรามีค่ารถไฟแล้วเพราะว่า โทรทางไกลมาให้เพื่อนที่กรุงเทพฯ โอนเงินให้แล้ว ทว่า แกก็ไม่ยอมบอกเราว่า ..เก็บไว้เป็นค่าเหล้าบนรถ !!!.. 

นี่คือ ..น้ำใจที่สัมผัสได้ของมิตรภาพที่เชียงใหม่คราวนั้น ในคืนที่เราจะกลับเรานั่งล้อมวงเล่นกีต้าร์ และ ร้องเพลงกันตั้งแต่หัวค่ำ รถไฟจะออกก็ ๖ โมงเช้า คืนนั้นทั้งคืนจึงเป็นคืนอำลา ที่มีสีสันมากที่สุดในชีวิตของฉันสำหรับทริปเชียงใหม่ ..

เพื่อนๆที่ไปด้วยกัน ฉันว่าไม่มีใครลืม ภาพก่อนรุ่งสางที่สถานีรถไฟเชียงใหม่วันนั้นได้เลย เรามานั่งรอรถไฟกันตั้งแต่ ตีสามตีสี่ นั่งเล่นกีต้าร์ และ จุดเทียนล้อมเป็นวง แสงเทียน เสียงกีต้าร์ และ เด็กหนุ่มเด็กสาว ที่ล้อมวงร้องเพลงกัน..

คงเป็นภาพที่ทำให้..ฝรั่ง นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนที่มารอรถไฟ เดินมาถ่ายภาพพวกเราเก็บไว้เป็นที่ระลึก เราได้รู้จักฝรั่งชาวเยอรมัน ที่เป็นนักดนตรีในผับ มาขอร่วมแจมร้องเพลงกับเรา เราได้รู้จักเพื่อนๆชาวอังกฤษ ฮอลแลนด์ ทั้งหญิงและชายอีกสองสามคนบนเส้นทางกลับกรุงเทพฯ ..

พวกเขาพูดคุยเรื่องเดินทางฉายเดี่ยวเที่ยวเมืองไทยให้เราได้ฟัง ความประทับใจมากมายที่พวกเขาบอกเรามาทำให้เราภาคภูมิใจในประเทศไทยของเรามาก ..

ที่สำคัญ ..สิ่งที่พวกเขาประทับใจ กับ ภาพล้อมวงร้องเพลงท่ามกลางแสงเทียนในค่ำคืนอันมืดมิดนั้น มันเป็นภาพที่ประทับตรึงดวงจิตของชาวต่างชาติเช่นพวกเขามากมาย..

เราต่างคนต่างเดินทางและแยกย้ายกันเมื่อมาถึงกรุงเทพ ฯ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ ที่พวกเราบังเอิญออกไปพานพบ..

โดยมี น้ำเมา และ น้ำมิตร นำทางไป !!!..

..................................................

เชียงใหม่วันนี้..

ต่างจากวันวานหรือเปล่า ..ฉันก็คงบอกไม่ได้ ???..

เพราะฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเมืองเชียงใหม่ รู้แต่ว่า..เมืองนี้มีเสน่ห์มากล้น..

ฉันไปเที่ยวเชียงใหม่หนนี้ในสภาพเงินเต็มกระเป๋า แต่กลับไม่มีเวลาพอที่จะอยู่เที่ยวได้เกิน ๑ วัน..

ทำให้ฉันได้แค่เพียง ตั้งโปรแกรม ๑ วันนั้นว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ? และ จะจบลงที่ไหน ? โดยครั้งนี้ไม่มีความเมาเป็นเครื่องนำทางเหมือนในอดีต ..

ฉันและคนใกล้ตัวเดินเที่ยวทุกมุมของ ภูพิงค์ และ ถนนคนเดิน ..ซื้อของมากมายติดไม้ติดมือกลับบ้าน ทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ของที่ระลึก ที่เมื่อมาดูตอนขากลับมันอัดแน่นอยู่ตรงท้ายรถจนแทบไม่มีที่จะยัดอะไรใส่เข้าไปได้อีก ..

เที่ยวเชียงใหม่.. เที่ยวอย่างไรก็ไม่มีเบื่อ ..ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ทั้งตลาด ทั้งวัดวาอาราม ..น่าเที่ยวน่าเดินน่านั่งแช่ทุกที่ คลาสสิคทุกที่..

ไว้โอกาสดีๆเหมาะๆ ปลายปีนี้ หรือ ต้นปีหน้าคงได้ไปเยือนอีกรอบ..

รอบนี้เอาแค่หอมปากหอมคอครับ!!..

....................................

วินเซนต์

ริมโขง  หนองคาย

๑๐  กรกฎาคม  ๒๕๕๓

....................................

 

 

 

 

 


MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com

โดย vincentoldbook

 

กลับไปที่ www.oknation.net