วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทย : ข้าวกลาง ยางใต้ ไม้เหนือ พืชไร่และเกลือสินเธาว์อิสาน



รับกระแสปฎิรูปประเทศ ที่ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ที่สำคัญ สุดท้ายแล้ว...ปฎิรูปให้ดีขึ้นหรือยิ่งซ้ำเติมวิกฤต


สังคมล้วนกำลังตั้งคำถาม และคาดหวังในหลายรูปแบบ


บ้างตอบรับ บ้างปฎิเสธ ดูเหมือนกระแสร่วมขานรับไม่ค่อยเกิดเป็นเอกภาพเช่นกระแสปฎิรูปในทุกครั้งที่ผ่านมา สังคมไทยซับซ้อนมากขึ้น เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนกระทั่งว่าบุคคล วิธีการหรือกระบวนการที่ใช้ก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้นไปด้วย ในห้วงระหว่างทางเช่นนี้หนีไม่พ้น...แม้จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย เราก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสดังกล่าว


ดังนั้นจำเป็นที่พลเมืองอย่างเราๆ ท่านๆ จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ วิเคราะห์และเฝ้ามองอย่างชนิดที่ไม่ให้คลาดสายตา


วงประชุมไม่เป็นทางการของมูลนิธิชุมชนสงขลา ได้ชวนกับย้อนมองความหลากหลายและความเป็นเฉพาะของประเทศไทย...ภายใต้จุดร่วมที่ตระหนักชัดว่า กรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทย


ข้าวกลาง ยางใต้ ไม้เหนือ พืชไร่และเกลือสินเธาว์อิสาน นี่คือคำที่ลุงอรัญ จิตเสโณ ชี้ชวนให้พิจารณาจากฐานทรัพยากรของแต่ละภูมิภาพ หรือเปลี่ยนมุมมองที่ต่างไป หากดูในแง่ของการสัญจรหรือวิถีแห่งการเดินทาง ใต้ขี่เรือ เหนือขี่ช้าง กลางขี่เกวียน อีสานขี่ควาย หรือพิจาณาในแง่บุคลิกของความเป็นคน อีสานหัวอ่อน กลางปากหวาน เหนือเชื่อง่าย ใต้หัวหมอ


 

จะดูในมุมใด เราก็เห็นความแตกต่างหลากหลาย ที่งดงามไปในแต่ละวิถีวัฒนธรรมของความเป็นคนไทย ประเทศไทย


“เจ๊กตื่นไฟ ไทยตื่นข่าว ลาวตื่นยศ” นี้เป็นมุมมองสะท้อนลักษณะร่วมระดับชาติ


ครั้นย่อยเป็นภาพระดับจังหวัด...แค่ภาคใต้ตอนล่าง “พัทลุงจังกั้ง สงขลามั้ง ตรังยอน นครรุม”..บ่งบอกให้รู้ถึงสิ่งใด...พัทลุงคนดิบ ตรง ขวานผ่าซาก(เมืองโจร) สงขลาทำอะไรก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ(เมืองพ่อค้า) ตรังชอบยุชอบแหย่คนอื่นให้ทำ(เมืองพ่อค้า) ส่วนนครชอบมีส่วนร่วม พร้อมจะลงผสมโรง(เมืองคุณชาย) เหล่านี้คือภูมิรู้คือผลึกประสบการณ์อันสะท้อนบุคลิกลักษณะร่วมบางอย่าง ที่สะสมมานับแต่ชั่วบรรพบุรุษ กระทั่งตกทอดมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน ให้พอเห็นร่องรอย


อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอบอกอะไรบางอย่างได้


ประเด็นก็คือ การพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงความหลากหลาย ความแตกต่างเชิงวิถีวัฒนธรรม ทำอะไรเอากรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง ทำอะไรคิดเป็นสูตรสำเร็จ ประเภท ตัดสูทตัวเดียวใช้ได้ทุกคน เช่นนี้น่าจะเป็นอีกต้นเหตุของการพัฒนาที่ผิดพลาด





อ.พิชัย ศรีใส เติมมุมมองที่จะช่วยยกระดับแนวทาง “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ว่าแนวทางนี้อาจไม่สอดคล้องกับยุคสมัย จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา ปรับประยุกต์ การใช้ “คน 3 วัย” มาเสริมกระบวนการ กระจายการมีส่วนร่วมให้กว้างขวาง ทั่วถึง ไม่จำกัดเฉพาะผู้รู้ หรือตัวแทนองค์กร(ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม) ที่มักถูกเลือก หรือถูกกำหนดมาจากคณะกรรมการไม่กี่คน อาจจะไม่สามารถสะท้อนความต้องการ หรือเป็นตัวแทนที่ดี


สามัญสำนึกของเด็ก ที่มิได้มีกรอบ กำแพงความคิดใดขวางกั้น บางครั้งอาจทะลุทะลวงไปสู่จุดหมายได้ดีกว่าผู้รู้บางคน


เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยน


 

เราร่วมคิดในจังหวะก้าวการทำงานของมูลนิธิชุมชนสงขลา ที่มีข้อเสนอพัฒนาศูนย์หรืออุทยานสุขภาพ เพื่อเป็นธุรกิจเพื่อสังคม Social Enterprise


 คำถามหลักที่จะต้องตอบให้ได้ก่อนดำเนินการได้แก่ หลักการ กระบวนการ วิธีการ จังหวะก้าว...เริ่มจากหลักการ เห็นด้วยหรือไม่ที่จะทำเรื่องนี้


เราพิจารณาจากสิ่งใด...ทุนที่มีในพื้นที่ เรามีเครือข่ายผู้ผลิต(เกษตรทั้งผลิตแบบไร้สารพิษ ปลอดภัย) ผู้บริโภคที่พร้อมรอรับ(อาจขยายไปถึงส่งออก) สินค้าสุขภาพกำลัง inTrain เสียด้วย เรามีผู้ประกอบการดีๆ เรามีผู้สนับสนุนเช่น ท้องถิ่น สสจ. เกษตรและสหกรณ์


ทำแล้วจะได้อะไร...ในแง่ของมูลนิธิชุมชน การระดมทุนจัดตั้งกองทุนถาวร จะเกิดได้เราอาจต้องมีธุรกิจเพื่อสังคมที่เป็นแหล่งรายได้ ที่มิใช่จากเงินบริจาคยิบย่อย


จังหวัดเราเองได้ยกระดับคุณภาพชีวิต ในแง่อาหารปากที่บริโภคมาจากแหล่งผลิตที่ปลอดภัย มั่นใจได้ และหนุนเสริมกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัยของเกษตรกร ลดปัญหาสุขภาพที่กำลังคุกคาม มีสถานที่ให้บริโภคอาหารใจ อาหารปัญญา


ทุกคนเคาะร่วมกันว่าในเชิงหลักการ “ผ่าน!


ขั้นตอนจากนี้คือ ศึกษาความเป็นไปได้ และนำมาสู่การวาง Masterplan คิดแบบนักธุรกิจเต็มตัว ทำจากเล็กไปใหญ่ ทำจากง่ายไปยาก


กำหนดเป้าว่าตลอดปีนี้จะวางระบบพื้นฐาน ทั้งระบบข้อมูล การทำแบรนด์ในเชิงตลาด การสร้างกระแส การปูพื้นฐาน นำมาสู่การศึกษาความเป็นไปได้ ค้นหารูปแบบที่เหมาะสม





ลุงอรัญ จิตตะเสโณ เสริมต่อว่า ได้ค้นคิดหลักการทำงานไว้ว่ามีขั้นตอนสำคัญๆ 9 ขั้นตอน จะต้องทำให้ครบถ้วนได้แก่


1.จัดตั้งเกาะกลุ่ม

2. ประชุมร่วมกันคิด

3.สร้างจิตอุดมการณ์

4.ทำงานเครือข่าย

5.เคลื่อนไหวสม่ำเสมอ

6.นำเสนอแนวทาง

7.สร้างอำนาจในการต่อรอง

8.เรียกร้องและผลักดัน

9.ร่วมมือ ร่วมใจพัฒนา


แค่พิจารณาเรื่องอาหารการกินอย่างเดียว แต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาคก็มีความหลากหลายมีสิ่งดีๆให้เราได้บริโภค บนพื้นฐานความตระหนัก ให้เรารู้จักค้นหาและนำมาใช้ในชีวิตให้สมกับคุณค่าที่มีอยู่


นี้ก็ย่อมเป็นพื้นฐานในการปฎิรูปสังคม ปฎิรูปประเทศ ที่ไม่ได้เป็นแค่วาทกรรม.


แถมพก พืชผักแปลกที่แม่บ้านไม่อยากนำมาทำอาหาร


โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net