วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 4: มายาบัญญัติ


นอกเหนือจากที่การปฏิบัติธรรมจะเป็นกรรมซ้อนธรรมแล้ว ยังมีกับดักใหญ่อีกสองอย่างที่ทำให้ผู้ปฏิบัติติดวนอยู่ในสัญญาขันธ์และ สังขารขันธ์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว และทำให้อุปาทานในขันธ์ต่างๆยิ่งเหนียวแน่นมากขึ้นไปอีก สองสิ่งนั้นคือบัญญัติ และวิธีการในการปฏิบัตินั่นเอง ตอนนี้เราจะว่ากันด้วยมายาแห่งบัญญัติก่อน

 
โดยปกติขันธ์ 5 นั้นเป็นมายากรรมโดยตัวมันเองอยู่แล้ว สรุปง่ายๆคือสิ่งที่เราเป็น เราคิด เราทำทุกอย่างนั่นแหละมายาทั้งนั้น มันเป็นมายาจากวิบากกรรมเก่า มายาจากการหลงรู้ มายาจากอุปาทาน มายาจากกิเลส ทำให้เราคิดเอา รู้สึกเอาว่าเรามีตัวตนจริง จิตเราก็มีจริงๆ ขันธ์ 5 นั้นถือว่าเป็นเครื่องมือในการดำเนินกรรม เป็นอุปกรณ์ของกิเลสในการสืบต่อสังสารวัฏชนิดที่เราแทบจะไม่เชื่อตัวเอง นี่คือต้นเหตุที่ไม่มีใครเคยเข้าใจจริงๆในเนื้อหาแห่งความเป็นขันธ์ ไม่เชื่อลองไปอ่านความหมายของขันธ์ 5 ใน wikipedia ดูสิ อ่านแล้วมึนจริงๆโว๊ย
 
พอถัดจากขันธ์ 5 ตัวต้นเหตุ ก็มาถึงการรับรู้ ผัสสะอายตนะต่างๆที่เรามี นึกออกไหมครับว่าเรามีอยู่แค่นี้จริงๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเลยนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงถึงจะนิพพาน....เห็นไหมเล่า มันเริ่มต้นด้วยประโยคว่า "ทำยังไง" เพราะอนุสัยของสรรพสัตว์นั้นเข้าไปติดการ "ทำ" และด้วยการรับรู้ที่จำกัดจำเขี่ย มันก็ทำให้เราเชื่อแต่ตัวเองซึ่งก็เป็นมายา จากนั้นเราจึงสร้างสื่อในการสื่อสารในหมู่มนุษย์ด้วยกัน...แล้วก็เข้าไปติด อยู่ในนั้น...อีกแล้ว
 
โดยความเป็นจริงนั้น ในโลกธาตุนี้ มันไม่มีอะไรเป็นอะไรกับอะไรเลย เฉกเช่นน้ำค้างยามเช้า กลั่นตัวเกาะใบไม้ ไอ้ที่ผมบรรยายมาเกี่ยวกับน้ำค้างนั้นคือสมมติบัญญัติที่ถูกอุปโลกน์ หรือเรียกแบบแนวๆว่า ติ๊ต่างขึ้นมา เพื่อบรรยายให้คนอื่นๆเห็นภาพร่วมกัน แต่จากการแค่ติ๊ต่างนี่แหละ พอนานๆเข้าเราก็ไปยึดติดอยู่ในความหมายของมันจริงๆ เราอยู่กับมัน ใช้ชีวิตกินนอนอยู่กับมัน จนนึกไม่ออกว่า ถ้าใบไม้ไม่ใช่ใบไม้แล้วมันจะเป็นอะไรได้อีก ถ้าเราไม่ใช่เราขึ้นมาแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีก ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฟังสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตแล้วคิดต่อ ก็จะได้แต่ความงง
 
ทีนี้ก็มาถึงทางธรรมกันบ้าง ในระบบวิปัสสนาหรือในพระไตรปิฎกนั้นเรามีบัญญัติให้ใช้ในการอธิบายธรรมต่างๆ มากมายจนจำไม่หมด จนถึงต้องมีเปรียญเก้า เปรียญสิบอะไรไปโน่น แล้วเรียนเพื่ออะไรครับ ก็เรียนเพื่อที่จะเข้าใจธรรมขั้นสูง ราวกับว่าใครไม่รู้ เอาพระธรรมของพระพุทธเจ้าไปเข้ารหัสเอาไว้ให้เราอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านไปก็งงในความหมาย ต้องตีความกันหลายตลบ หลงทางในความเป็นระบบที่ซับซ้อนของมันไป จนคลาดเคลื่อนในเนื้อหาที่แท้จริง แต่ไปติดอยู่ที่ลีลาภาษาและกำแพงภาษามากกว่า เนื้อหาในทางธรรมที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็เลยต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ตีความ ซึ่งมันตรงต่อสัจธรรม..ที่ไหนเล่า(โว๊ย)
 
วิธีการเข้าถึงเข้าใจธรรมแบบนี้มันไม่ตรงต่อสัจธรรม แต่มันตรงต่อความวนเวียนของสังสารวัฏ คิดดูก็แล้วกันว่าศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยการติดวนมันตลกไหม แล้วคิดหรือว่าศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าแบบนี้จะนิพพาน ไม่มีทาง วิธีการก็วนแล้ว มันก็วนไปเรื่อยนั่นแหละ ไม่จบ ไม่เชื่อลองเข้าไปดูเว็บไซต์แนวสติปัฏฐานสิ เห็นแล้วหน้ามืดไหมเล่า เต็มไปด้วยการไปเจริญความเห็นความหมายในระดับสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ทั้ง นั้น ไอ้ประเภทธรรมะที่ยิงเข้าตัดขั้วหัวใจตรงๆน่ะไม่มี ดังนั้นระบบการศึกษาสติปัฏฐานเองก็ผิดธรรมอยู่เองแล้ว เพราะเต็มไปด้วยความเห็นความหมายที่เราเข้าไปติด เข้าไปยึด เข้าไปฟุ้ง พอเราฟังมากๆ อ่านมากๆ ศึกษามากๆเข้า ไอ้มายาบัญญัติเหล่านี้ก็จะถูกเก็บเอาไว้ในสัญญาขันธ์ แล้วย้อนกลับมาหลอกหลอนเอาตอนปฏิบัตินั่นแหละ เพราะจิตมันหลอกจิตอยู่แล้ว หากไปเล่นกับมันเข้ามันก็เล่นกลับ คุณจะอ่านอะไรมา จำอะไรมา ศึกษาอะไรมาเดี๋ยวมันจัดฉากให้เห็นไปหมดนั่นแหละ แต่เห็นแล้วจริงไหม ก็ขันธ์มันเป็นมายา สิ่งที่เห็นมันจึงไม่จริงไปด้วยทั้งหมดนั่นแหละ
 
หลายๆคนไปฟังสภาวะธรรมของคนอื่นๆมากๆ เดี๋ยวก็อุปาทานกิน เห็นตามมั่ง เทียบเคียงบ้าง วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์กันไปสารพัด บางคนพอไม่เห็นแบบคนอื่นเข้าก็ท้อแท้ ชาตินี้คงไม่มีทางบรรลุ ไอ้คนที่เห็นอะไรแปลกๆก็ได้ใจ เอาใหญ่ เอามาเล่า เอามาวิเคราะห์ วิจัย เผยแพร่ ทำตัวเป็นผู้รู้ เร่งศึกษา เร่งปฏิบัติ แล้วเข้าไปติดอยู่ในมายาเหนียวแน่นขึ้น วกวนขึ้นไปอีก มันก็มั่วกันไปในบ่วงกรรม บ่วงกิเลสตัณหาที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้น ไอ้ที่ไปฟังการส่งการบ้านของคนอื่นนั่นแหละตัวดีเลย อุปาทานแอบกินเรียบโดยไม่รู้ตัว
 
เรียกว่าระบบการศึกษาทั้งหมดของสติปัฏฐานนั่นแหละเป็นปัญหาใหญ่โดยตัว มันเอง นอกจากการผิดธรรมโดยวิธีการแล้ว ที่ดันไปสร้างสังสารวัฏแทนที่จะดับสังสารวัฏ สร้างระบบความหมาย ความเห็น ระบบวิจัย วิจารณ์ ซึ่งเป็นวิถีของกรรมอนุสัยของสัตว์โลก แทนที่จะคลายอุปาทานในขันธ์ให้แก่ผู้ศึกษา มายาบัญญัติเหล่านี้ยิ่งถูกสร้างขึ้นมาให้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนี่ไม่ใชวิถีแห่งองค์พุทธะแม้แต่น้อย
 
ไม่เคยเอะใจหรือว่าทำไมจึงมีคนฟังธรรมต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าแล้วบรรลุทันที?
เรื่องนี้ไม่มีใครเขียนขยายความเอาไว้ เพราะมันถูกวิธีการปฏิบัติ และมายาบัญญัติที่ซับซ้อนชนิดเขาวงกตเรียกพี่ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในภายหลังบดบังเนื้อแท้แห่งสัจธรรมไปหมดนั่นแหละ แล้วทุกคนก็ถูกปล่อยให้คิดกันไปว่าคนยุคพุทธกาลมีบุญกว่าคนยุคนี้จึงไม่ สามารถบรรลุตามได้ ซึ่งมันไม่ใช่เสียทั้งหมด
 
เหตุที่ในยุคพุทธกาลมีผู้บรรลุธรรมต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้ามากมายด้วย การแค่เพียงฟังธรรมจากพระโอษฐ์โดยตรงนั้นมีปัจจัยสองอย่างก็คือ หนึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนนั้นเป็นสัจธรรมแท้แห่งพุทธพระนิพพาน เป็นความจริงที่ท่านสรุปมาแล้ว ออกจากพระโอษฐ์ท่าน ไม่มีมการบิดเบือน ไม่ต้องไปลำบากลำบนบำเพ็ญเพียรอีก ผู้ฟังจึงคลายในอุปาทานขันธ์และบรรลุตามได้ในขณะที่ฟังทันที
 
สอง สัจธรรมแท้นั้นลัดเข้าสู่ใจโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ จึงเน้นให้ฟังสัจธรรมตรงๆ และผมก็สนับสนุนให้ฟังสัจธรรมตรงๆเป็นอันดับแรกเหมือนกัน และย้ำเสมอว่าบันทึกสัจธรรมนี้ก็เป็นเพียงอรรถกถาธรรมของสัจธรรมเท่านั้น ผมเขียนขึ้นเพื่อเคลียร์ความเข้าใจในสัจธรรมให้ผู้ที่ยังติดขัดข้องคา จะได้ไม่ตกเป็นตะกอนนอนก้นเป็นอาสวะในใจ ส่วนใครที่ฟังสัจธรรมแล้วเข้าใจเลย ก็ไม่ต้องเข้ามาอ่าน
 
เหตุที่สัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะนั้นแทบไม่มีภาษาบาลี ซึ่งเป็นกระดูกชิ้นใหญ่สำหรับหลายๆคน ก็เพราะมันไม่สามารถใช้ในการสื่อสารให้เข้าถึงชนิดจิตสู่จิตได้อีกต่อไปแล้ว ลองไปฟังสิสวดทำวัตรเช้าเย็นน่ะ ถ้าไม่แปลออกมาก็มีอันเป็นใบ้รับทาน ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองกันไปหมด
 
การสื่อสัจธรรมนั้น ไม่เน้นวิธีการ แต่จะเน้นที่การส่งเนื้อหาเข้าสู่จิตของผู้รับ ชนิดทันที หรือที่เรียกว่าธรรมบรรลุฉับพลัน ดังนั้นคำที่เลือกใช้จึงต้องเป็นคำง่ายๆ เป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วๆไป ยกเว้นว่าจะเทศนาให้ผู้ปฏิบัติหลุดจากการปฏิบัตินั่นแหละ ถึงต้องอ้างอิงศัพท์เทคนิคกันบ้าง เพื่อคลายความยึดติดในบัญญัติเก่าๆ บางทีหลวงพ่อท่านก็แสดงธรรมด้วยการเปลี่ยนกำหนดการอะไรบางอย่างกะทันหันโดย ไม่บอกกล่าว เล่นเอาเหวอกันไปหมด หากใครไม่รู้ว่านี่คือการแสดงธรรมอย่างหนึ่งของท่านก็อาจจะปฏิฆะได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อสลัดความยึดติดของลูกศิษย์ออกไปให้หมด ไม่ให้ยึดแม้กระทั่งองค์หลวงพ่อเอง ซึ่งวิธีแบบฉับพลันของหลวงพ่อนี่แหละได้ทำลายมายาบัญญัติที่หลายคนเข้าไปติด ขัดข้องคามาแล้วมากมาย
 
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะพูดสัจธรรมได้นั้นจะต้องแจ้งซึ่งสัจธรรมแล้วและได้ รับอนุญาตจากหลวงพ่อก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะมามั่วเขียนหากินได้เหมือนในระบบสติปัฏฐาน (การเผยแพร่สื่อสัจธรรมนั้นห้ามขายครับ เพราะได้มาฟรี อีกอันที่น่ากลัวคือเดี๋ยวลงนรก) เพราะหากใครยังไม่แจ้ง เวลาพูดสัจธรรมออกไปแล้วมันจะต้องคิด ต้องปรุง ต้องศึกษาก่อนเป็นการสร้างมายาซ้อนขึ้นมาในใจของทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดธรรม สัจธรรมนั้นผู้รับสาร เมื่อได้รับสารแล้วจบตาม ดับตามได้ทันที และประโยคไหนที่เข้าไปตัดขั้วหัวใจนั่นแหละธรรมบรรลุที่หลวงพ่อให้รหัสนัย เอาไว้เฉพาะตัวของคนๆนั้น
 
ส่วนผู้ที่แจ้งแล้วซึ่งสัจธรรมนั้นไม่ต้องจดจำ ไม่ต้องศึกษาสัจธรรม ไม่ต้องค้นคว้าอ้างอิง อะไรอีกต่อไปเพราะสัจธรรมจะกลั่นกรองออกมาเอง ยิ่งพูดสัจธรรมมากๆตัวเองก็จะยิ่งสว่าง ยิ่งไร้ ยิ่งเข้าใจสัจธรรมมากขึ้น ยิ่งมองเห็นความยึดติดของผู้รับสารมากขึ้นตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ได้รับการอนุญาตให้พูดสัจธรรมได้ จะไม่มีหนังสืออะไรเอาไว้อ้างอิงเลยแม้แต่น้อย เพราะการตรงต่อสัจธรรมนั่นแหละเป็นเนื้อหาแล้วโดยตัวมันเอง การสื่อสารสัจธรรมจึงเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีการจดจำ ไม่มีหวนกลับไปตอกย้ำอะไรอีก ไปสังเกตได้เลยว่าเวลาสนทนาธรรมกับหลายๆท่านที่หลวงพ่ออนุญาตให้พูดสัจธรรม ได้นั้น เราจะคลาย โล่งโปร่งเบา นี่แหละคืออานุภาพแห่งสัจธรรมแท้ ที่ไม่เนื่องด้วยตัวบุคคลเราเขา การได้ฟังสัจธรรมตรงๆ ไม่ว่าจากใครก็มีสิทธิ์จบกันได้หมดทุกคน
 
ด้วยเหตุนี้สัจธรรมของหลวงพ่อจึงไม่อ้างอิงบัญญัติเก่าๆในระบบวิปัสสนา แม้แต่น้อย ก็เพราะบัญญัติเหล่านั้นมันถูกใช้จนช้ำ จนเน่า จนคลุมเครือไม่ชัดเจน มีหลากหลายความหมาย ความเห็น ซึ่งผิดกับลักษณะของสัจธรรมที่มีความเด็ดขาด ชัดเจน ฉับพลันทันที ไม่มีขั้นมีตอน ไม่มีลีลาอะไรให้น่าเมื่อยทั้งสิ้น
 
ดังนั้นระบบบัญญัติน่ะโยนทิ้งไปได้เลย เพราะนิพพานมันนอกเหนือบัญญัติอยู่แล้ว ศึกษาไปก็เสียเวลาหลงไปบนมายาเปล่าๆ
www.rombodhidharma.net ธรรมเพื่อความดับไม่เหลือ

โดย ดับจิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net