วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นายพลนักล้วง




นายพลนักล้วง


 

เพื่อนเอ๋ย

 

จะมีสักวันหนึ่งไหม ที่เราจะต้องกอดคอกันร้องไห้ เพราะแผ่นดินเกิดถูกครอบครองแล้วโดย คนอื่น

 

เมื่ออานุภาพของสงครามเย็น ที่มีอาวุธร้ายทะลุทะลวงเข้าไปถึงห้องนอน เข้าไปถึงก้นครัวของบ้านเรือนเรา ทำให้เราเมาชีวิตจนยากจะสลัดอารมณ์นั้นออกไปได้ การเมามายจึงยิ่งทวีคูณเมื่อเรายอมจำนนให้เขาครอบครองแผ่นดิน อย่างไม่เต็มใจ

 

 

เพียงคำตะโกนร้องของแพร จารุ ว่า เอาทะเลกูคืนมากรณีที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าที่ชายทะเล นครศรีธรรมราช
 

เพียงคำร้องตะโกนห้ามของเหล่าโอเคเนเจอร์ หยุดตัดไม้ที่เขาใหญ่กรณีการขยายถนนขึ้นเขาใหญ่

 

เพียงคำบอกเล่าจากชายฝั่งอันดามัน หยุดท่าเรือน้ำลึกที่ปากบาราเพื่อตอบสนองการสร้างสถานีขนถ่ายสินค้าอย่างมหึมากลางทะเลลึก

 

 

เหล่านี้...คงยังไม่เพียงพอ ที่จะหยุดกระบวนการกลืนกินแผ่นดินไทยโดยกระแสโลกาภิวัฒน์ แม้ว่าเราๆจะไม่เต็มใจให้เป็นไป แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า...ทำไมบ้านเมืองเราจึงง่ายดายนักในการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ความเป็นสากลที่เหลวไหล กลวงโป๋ กระทั่งต้องรบราฆ่าฟันกันเอง ในห้วงยามหนึ่ง อย่างชวนอดสูใจ
 

 

จากจุดเล็กๆของความจำเป็นในชีวิตของผู้คน ที่จะต้องเอาตัวให้รอดในแต่ละวัน มาผูกโยงเข้ากับโครงการพัฒนาด้านวัตถุที่ใหญ่โตมโหระทึก มีอำนาจข่มฟ้า เขย่าแผ่นดิน ทำตัวราวกับมือยักษ์ ปั้นโลกให้บิดเบี้ยวไปตามใจของมัน ไม่ฟังแม้เสียงร้องห้ามของมดแมงที่เซ็งแซ่แช่งด่า
 

 

นายพลนักล้วง คือเรื่องราวจากหนังสือเล่มหนึ่ง ของ บี. ทราเวน ที่มีชื่อเล่มว่า นายพลนักล้วง แปลโดย อมรรัตน์ จัทร์เพ็ญสว่าง พิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทย เมื่อปี 2537 พบว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก เมื่อราวๆ คศ. 1900 เป็นต้นมานั้น คลับคล้ายคลับคลากับที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราในขณะนี้ หลายๆประการ
 

 

ทั้งเรื่องการรุกคืบของกลุ่มทุนจากอเมริกา ที่ต้องการครอบครองทรัพยากรของชนชาวเม็กซิโก โดยเฉพาะ น้ำมัน ที่อยู่ใต้ดินทำกินของเกษตรกร ในเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า ล้อเกวียน
 

 

เรื่องความฉ้อฉลของนักปกครอง ที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในปัญหาของการบริหารประเทศ โดยการครอบงำสื่อ ชื่อเรื่องว่า นายพลนักล้วงที่มีนายพลตัวแสบ สร้างสถานการณ์ สร้างข่าว และสยบข่าวเอง โดยที่ตัวเองและพวกพ้องได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ พวกพ้องที่ว่านี้คือกลุ่มทุนจากอเมริกาอีกเช่นกัน
 

 

และ เรื่องเสียดสี ที่แทบจะหัวเราะไม่ออก ในชื่อเรื่อง ระเบิดหนึ่งลูก ที่ตัวละครทั้งหลาย เป็นชาวเหมือง หาเช้ากินค่ำ มีวิธีการจัดการปัญหาความขัดแย้งของพวกเขาเองอย่างที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีทางเข้าถึง นอกจากจะเข้าไม่ถึงแล้ว ยังถูกทำให้หน้าแตกเสียด้วยซ้ำไป เพราะพวกเขาแสดงความไม่เชื่อถือใน อำนาจรัฐ และ ตัวแทนของฝ่ายรัฐ โดยการเลี่ยงที่จะให้ข้อเท็จในการสอบสวนหาฆาตกร คล้ายๆร่วมมือปกป้องฆาตรกร แต่ในที่สุด...เขาก็มีวิธีการจัดการกับใครคนนั้น ด้วยวิธีการที่คิดว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว ซึ่งฉัน..คนอ่านก็ต้องยอมรับว่า ยุติธรรมแล้ว ขณะที่ใจไพล่คิดไปถึงปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้
 

 

ความน่าสนใจของนักเขียนคนนี้ คือ เขาเป็นนักเขียนแนวมนุษยวิทยา ทั้งเสียดสีทั้งประจานระบบทุน ที่มีอิทธิพลต่อชนชาวเม็กซิโกในขณะนั้น นั่นคือ กลุ่มทุนจากอเมริกา ทั้งที่เขาเองคืออเมริกันชนโดยแท้ และไม่ยอมเปิดเผยประวัติตัวเองว่า ได้ใช้ช่วงเวลาจริงๆของชีวิตอยู่ที่ใดบ้าง จนกระทั่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นพวกทำงานใต้ดินให้กับบางองค์กรที่ต่อต้านรัฐ
 

 

ทุกผลงานที่เขาเขียน ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ในอเมริกา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่น่าจะขายได้ แต่ทว่าสำนักพิมพ์ในยุโรปกลับอ้าแขนรับ และด้วยความที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนในการถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนธรรมดาชนิดที่หยั่งลึกไปถึงจิตวิญญาณ (โดยเฉพาะชนเผ่าอินเดียน)  ทำให้หนังสือของเขาบางเล่ม กลายเป็นตำราเรียนของนักศึกษาในหลายประเทศ เสมือนเป็นบันทึกทางประวัติศาตร์ และสังคมศาตร์ในขณะนั้น
 

 

บี. ทราเวน เสียชีวิตในปี 1969 ข้อเขียนสุดท้ายที่ทิ้งไว้คือ
 

โลกนี้ เต็มไปด้วยความยุ่งยากทั้งปวง เรามาอยู่ในช่วงระยะเวลาอันสั้น มีแต่ความไม่สมหวัง เจ็บปวด เต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนา ในที่สุดแล้วก็เกิดพายุแห่งเคราะห์กรรมเป็นครั้งคราว (แต่)ยังคงงดงามเกินกว่าที่ท่านจะทอดทิ้งมัน แม้ว่าท่านกำลังอยู่ในความเจ็บป่วย อยู่ในความท้อแท้ต่อชีวิต หรืออยู่ใกล้กับวาระสุดท้ายที่สิ้นหวังก็ตาม จงทนทานเข้าไว้ จงสู้ต่อไป อย่ายอมแพ้ จงผลักความตายใส่หน้ามัน(โลก) แล้วหันไปอีกทางหนึ่ง (ซึ่ง)ดวงอาทิตย์ยังคงอยู่บนท้องฟ้าที่ห้อมล้อมด้วยดวงดาวมากมาย

 

จากหนังสือเล่มนั้น เรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังคือเรื่อง ล้อเกวียนซึ่งเกี่ยวเนื่องกับระบบทุนนิยม ที่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะตักตวงเอาทรัพยากรทุกอย่างจากแผ่นดิน  จากวิถีชีวิตของผู้คนที่รักอิสระ และเห็นคุณค่าของแผ่นดินอย่างแท้จริง เป็นเรื่องสั้นที่มีความยาวกว่า 50 หน้

 

 

เขาเกริ่นว่า เม็กซิโกในขณะนั้น เป็นพื้นที่หอมหวานถูกดูดกินด้วยบริษัทน้ำมันปิโตรเลียมกว่า 30 บริษัท มีหนึ่งบริษัทที่ชื่อ คอนดอร์ ออย์ คัมปานี ที่แม้จะไม่ร่ำรวยที่สุดแต่เป็นบริษัทที่มีกิจการใหญ่โตมโหฬาร
 

 

บริษัทแห่งนี้เปิดกิจการเป็นน้องใหม่ล่าสุดในสาธารณรัฐเม็กซิโก และคงจะเนื่องจากเหตุนี้เอง กิจการของบริษัทนี้จึงมิใช่แต่จะดำเนินไปอย่างกอบโกยอย่างมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังดำเนินไปพร้อมกับมีกระเพาะและมีการย่อยที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งไม่เคยอิ่ม และยังมีความสามารถในการครอบครองทุกสิ่งที่มันสวาปามเข้าไปโดยเจตนา ทั้งที่ได้มาโดยความผิดพลาด หรือโดยใช้อำนาจ หรือโดยความมีโชคดี.......
 

 

การกว้านซื้อที่ดิน ทั้งที่บางแปลงยังไม่รู้ว่ามีน้ำมันมากน้อยแค่ไหน แต่การครอบครองพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างอำนาจของตนเองให้มากที่สุด เป็นสิ่งที่บริษัทนี้มุ่งกระทำ เพื่ออำนาจต่อรองอื่นๆในอนาคต
 

และแล้วบริษัทก็มาขอซื้อที่ดินในเขต โรซา บลังกา พื้นที่ขนาด สองหมื่นห้าพันเอเคอร์ ซึ่งผลิต ข้าวโพด ถั่ว งา พริก อ้อย ส้ม มะนาว มะละกอ มะม่วง สับปะรด มะเขือเทศ ปอ สัตว์เลี้ยงอีกหลายประเภท เช่น ม้า ล่อ ลิง แพะ หมูนอกจากนี้ยังมี เด็กชาย เด็กหญิง ชาวอินเดียนผู้มีสุขภาพดี

 

 การใช้ชีวิตที่โรซา บลังกา เป็นไปอย่างง่ายๆ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ถูกนำเข้ามาก่อนเป็นอันดับแรก และมาก่อนกิจการหลายๆอย่างของพื้นที่การเกษตรแห่งนี้ ในที่นี้ไม่มีใครมีความกลัว หรือมีความฉุนเฉียวหรือมีความโกรธเคือง ไม่มีใครบังคับใคร หรือใครถูกบังคับ"

 

 

ที่นี่เป็นอาณาจักรของทุกคน ที่มีจาซินโตเป็นผู้อุปถัมภ์ ในนาม พ่อทูนหัว ที่ทุกคนมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทุกคนที่เกิดบนที่ดินนี้ต่างมีสิทธ์ที่จะอยู่ที่นี่ เหมือนบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่ต้องยอมรับการมีอยู่ของทุกชีวิต
 

 

 ดังนั้น การอธิบายในความหมายของการเป็นเจ้าของที่ดินของจาซินโต จึงออกมาเป็นแบบนี้
 

เจ้าของที่ดินเช่นจาซินโตได้พบว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบตามกฏหมาย ซึ่งที่ดินนั้นเป็นของบรรพบุรุษของเขามาก่อนเป็นเวลาหลายศตวรรษ บางทีคงจะก่อนที่คริสโตเฟอร์โคลัมบัสพบอเมริกาหลายร้อยปี……..จาซินโตไม่ได้ถือตัวว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินที่โรซา บลังกา ในวิถีทางที่คนอื่นถือว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของอพาร์ตเม้นต์ แต่เขาถือว่าเขาเป็นผู้รับมอบโรซา บลังกาจากผู้เป็นเจ้าในชั่วชีวิตของเขาเท่านั้น

 

 

 เมื่อจาซินโต ถูกทาบทามให้ขายที่ดิน แล้วอพยพคนของเขาออกไปจากที่นี่ โดยมีเงื่อนไขมากมาย ที่ล่อใจให้เขาตกลง ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนโต ที่สามารถไปใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างสบายๆ หรือการรับเอาคนของเขาเข้าไปทำงานเหมืองตลอดชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้หาได้ทำให้จาซินโตตกลงใจไม่
 

 

เขาบอกว่า เขาไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง นายหน้าจึงงัดเอาเอกสารสิทธิ์ฉบับสำเนาที่ไปคัดลอกมาจากรัฐ ยืนยันว่าจาซินโต เป็นเจ้าของที่แท้จริง เขาจึงบอกว่า
 

 

ชัดเจนแล้วครับ ผมเป็นเจ้าของอย่างชอบธรรม ผมพูดเช่นนั้น โดยมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป สถานที่นี้เป็นของผม แต่มันไม่ได้เป็นของผมในระดับที่ผมจะทำอะไรกับมันตามใจชอบนะครับ
 

 

พูดถึงตรงนี้...ฉันอยากให้คนที่มีอำนาจดูแลแผ่นดินของเรา ลองทบทวนบทบาทตัวเองบ้าง
 

 

 “เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ผมทำการเพาะปลูกบนพื้นดินนี้ ผมทำการเพาะปลูกในสิ่งที่เราทั้งหมดต้องการ แต่กระนั้นผมก็ยังคงมิใช่เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวอยู่นั่นเอง พ่อของผมได้เป็นเจ้าของที่ดินเหมือนดังที่ผมได้เป็นเจ้าของอยู่ในเวลานี้ และเหมือนกับลูกชายคนโตของผมจะได้เป็นเจ้าของที่ดินนี้ในอนาคต เมื่อตอนที่ผมจากไป เห็นแล้วหรือยังครับว่า ที่ดินนี้มิใช่เป็นของผมเลยจริงๆ
 

 

 คำตอบนี้ทำให้ทนายที่เป็นนายหน้าเดือดดาล ขนาดกล่าวว่า
 

คุณจาซินโต ขอให้คุณออกมาจากความโง่เสียเถิดครับ สำหรับลูกๆของคุณ นี่ไงครับคือเงินที่จะทำให้พวกเขามีความสุข......คุณต้องการให้มีชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนคนอินเดียนทั่วๆไปหรือ ลูกๆของคุณยังหนุ่มยังสาว ยังต้องการความรื่นเริงในชีวิต ทำไมจะต้องให้เขาเป็นเพียงคนเลี้ยงสัตว์ ในเมื่อเขาสามารถเป็นพลเมืองผู้มีวัฒนธรรม อาจจะเป็นหมอ หรือทนายความ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นพ่อค้า มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอย่างสุขสบายในเมืองที่เจริญแล้ว หรือถ้าหากว่าพวกลูกๆของคุณไม่ชอบการศึกษา พวกเขายังคงมีความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเข้าท่า โดยการซื้อหาสิ่งที่ดีงามทั้งหลายเหล่านั้น ที่เงินสามารถซื้อหาได้ สิ่งของทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคนมีเงินเท่านั้น

 

การเจรจาตามลำพังสองคน อย่างเผ็ดร้อนผ่านไปนานหลายชั่วโมง หลายเหตุผลที่ไม่สามารถทำให้จาซินโตเปลี่ยนใจได้ กระทั่งนายหน้าเอาถุงเงินมากองบนโต๊ะ แล้วเทเหรียญสีเงินวาววับล่อใจ จาซินโตหยิบเอามากัดเล่น และยอมรับกับตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้แตะเงินจำนวนเกินไปกว่าสองสามชิ้นเท่านั้น แต่นี่มันมากมายหลายร้อยชิ้น ที่ส่งเสียงกรุ๊กกริ๊งกระแทกหัวใจของเขาอยู่ และหากเขาตกลง เหรียญเงินอีกมากมายจะตามมาอีกจนนับไม่ถ้วน

 

 

ในตอนสุดท้าย จาซินโต ใช้อุบายถามคนรับใช้เก่าแก่ ชื่อมาร์การิโต ซึ่งอันที่จริงเป็นเพื่อนรักที่เติบโตมาด้วยกันว่า
 

สุภาพบุรุษท่านนั้น ที่อยู่ในห้องกำลังต้องการคนงาน ดูเหมือนว่าบริษัทน้ำมันกำลังต้องการคนงานชาย เรื่องนี้เพื่อนคิดอย่างไรเล่า อยากได้งานทำที่ดีหรือไม่เล่า

 

ผมหรือครับ เพื่อนกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่หรือครับ คุณต้องการให้ผมออกไปจากที่นี่หรือครับ แล้วอ้ายนรกไหนเล่าที่มันจะมาเป็นหัวหน้าคนใช้ถ้าหากว่าผมจะต้องจากไป บอกสิ่งนี้ให้ผมรู้ก่อนเถิดเพื่อน

 

อย่าวิตกไปเลยเพื่อนเอ๋ย ถ้าเราต้องทำ เราก็สามารถทำได้ถ้าไม่มีเพื่อน

 

ถ้าคุณต้องการให้ผมไป ผมก็จะไป แต่เพียงแค่สี่เดือนเท่านั้นนะ แล้วผมจะกลับมาเพราะว่าผมต้องการมีชีวิตอยู่ที่นี่

 

ถ้าคุณไปแล้ว คุณจะกลับมาที่นี่อีกไม่ได้มาร์การิโต คุณจะต้องไปอยู่เลย

 

 

มาร์การิโตไม่ยินยอมที่จะจากไป ไม่ว่าค่าจ้างจะเพิ่มเป็นเท่าใดก็ตาม เขาบอกว่าเด็กหนุ่มหลายคนที่จากไปเพื่อทำงานนี้ ล้วนแต่มีชีวิตไม่ปกติ กลายเป็นคนติดเหล้า ติดผู้หญิงบาร์ ทำงานอย่างไร้อนาคต
 

 

จาซินโต ตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ขายที่ดิน จนนายหน้าโวยวายหาว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว
 

คุณนั่นเป็นไอ้โง่ เป็นไอ้ปัญญาอ่อนเฒ่าที่ครึ่งบ้า เป็นคนไม่เต็มบาทที่โง่ทึ่มอย่างบรม คนเช่นคุณไม่สมควรได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ เพราะเป็นอันตรายอย่างถาวรต่อสัคมมนุษย์ ถึงอย่างไรเราก็จะเอาโรซา บลังกาให้ได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เชื่อผมเถิดคุณ และยิ่งกว่านั้น เราจะเอาให้ได้ในราคาที่น้อยกว่า น้อยกว่ามากนักที่เราเสนอให้คุณไป

 

........... เราจะได้มันมาในราคาที่ถูกกว่า ไม่ว่าจะตายหรือเป็น ดังนั้นจงอย่าพูดว่าผมไม่ได้เตือนคุณนะ.....

 

 

จาซินโต ยังไม่วายสงสัยว่าท่าเขาจะบ้าจริงๆตามนั้น จึงร้องเรียกเมียที่อยู่ในครัว ให้มาตอบคำถามว่าที่เป็นอยู่เขาเหมือนคนบ้าหรือเปล่า
 

 

โอ พระเจ้าเหลวไหล ไร้สาระเสียนี่กระไร ถ้าเธอเป็นบ้า พวกเราทุกคนก็เป็นบ้ากันไปหมดแล้วและฉันก็ต้องบ้ามากกว่าใคร ใครกันนะที่เอาความคิดบ้าๆนี่มาใส่หัวเธอ
 

 

แล้วนางก็บ่นว่า  ถ้าจะบ้า ก็เพราะเรียกนางมาถามในขณะนางกำลังทำงานล้นมือ และพลอยทำให้นางเป็นบ้าไปด้วย จากคำถามบ้าๆ นี้เอง
 

โดยที่นางหารู้ไม่ว่า การที่จาซินโตต้องถามเมียว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไม่ เพราะกลเม็ดสุดท้ายที่บริษัทวางไว้เพื่อกำจัดเขาไปจากที่ดิน คือการทำให้รัฐเชื่อว่าเขาเป็นบ้า ต้องจำกัดที่อยู่เพื่อเยียวยา และกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถทางด้านกฏหมาย

 

.....

 

เรื่องสั้น...ที่ตัวละครขับเคี่ยวกันหลายหน้ากระดาษ ในเรื่องความชอบธรรมแห่งการครอบครองที่ดิน

 

ทำให้ฉันคิดถึงคำพูดของเพื่อนบางคน ที่เล่าว่า มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ชักชวนให้เธอมองหาที่ดินผืนใหญ ถ้าได้นับพันไร่ยิ่งดี....เพื่อจะขาย

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net