วันที่ พุธ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวป้อมพระจุลฯ..รำลึกวิกฤติร.ศ.112ยุคแห่งฝรั่งเศสล่าอาณานิคม


ารเปิดประเทศ และการเสด็จประพาสยุโรป กุศโลบายแห่งกษัตริย์สยาม

ยุคล่าอาณานิคม

รกฎาคม ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสได้ขออนุญาตแกมบังคับต่อรัฐบาลสยาม ขอนำเรือปืน 2 ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังค์ (Inconstant) และเรือโคแมต (Comete) เข้ามาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามเห็นว่า เป็นการบีบบังคับและจะนำไปสู่การเสียเปรียบยุทธศาสตร์ทางทหาร จึงไม่อนุญาต พร้อมกับเร่งเสริมสร้างแนวป้องกันการรุกรานอย่างเร่งด่วน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ พลเรือจัตวาพระยาชลยุทธโยธินทร์ เป็นแม่กองในการป้องกันปากน้ำเจ้าพระยาจากการรุกรานจากกองเรือรบฝรั่งเศส ที่สืบทราบว่าเริ่มเดินทางออกจากท่าเรือในไซ่ง่อนแล้ว

รงให้ปรับปรุงป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทรเป็นการเร่งด่วน โดยติดตั้งปืนใหญ่อันทันสมัยอันทันสมัย วางตาข่าย สนามทุ่นระเบิด ขวากกีดขวางที่บริเวณปากน้ำ และให้เตรียมเรือรบหลวง 5 ลำ ลอยลำเตรียมพร้อมอยู่ทางด้านทิศเหนือของป้อมพระจุลจอมเกล้า แต่เรือรบของสยามที่มีอยู่ในเวลานั้นเป็นเรือที่ล้าสมัยหรือเป็นเรือโดยสาร มีเรือรบที่พอจะต่อกรกับเรือรบฝรั่งเศสได้เพียง 2 ลำ คือ เรือมกุฎราชกุมาร และ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ เท่านั้น.

ส่วนการป้องกันพระนครทางบก มีกองทัพบกที่ดูจะล้าสมัยทำหน้าที่รักษาพระนครรอบนอก กระจายกำลังไปตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ตั่งแต่เมืองสมุทรปราการยันพระโขนง ภายในกำแพงพระนครก็ได้กระจายกำลังไปรักษาพื้นที่ย่านสระปทุม บางรักและฝั่งธนบุรี พร้อมกันนั้นยังมีทหารอาสาสมัคร ของพระยาสุรศักดิ์มนตรี อีกประมาณ 1,800 คน กระจายกำลังกันรักษาพระนครอยู่ทั่วไป

13 กรกฎาคม เรือรบฝรั่งเศสก็ได้รุกผ่านเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีเรือ เจ.เบ.เซย์ (Jean Baptist Say) เป็นเรือนำร่อง ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้ยิงปืนใหญ่เข้าสกัด ต่างฝ่ายก็ระดมยิงตอบโต้กัน เรือรบไทยที่จอดอยู่เหนือป้อม ก็เข้าระดมยิงไปยังเรือรบฝรั่งเศส เรือนำร่องของฝรั่งเศสถูกยิงจนไปเกยตื้นอยู่ริมฝั่ง การรบดำเนินไปได้เพียง “ครึ่งชั่วโมงเศษ” ก็สิ้นสุดลงเพราะเป็นคืนเดือนมืด เรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำจึงสามารถตีฝ่าแนวป้องกันของสยาม เข้ามาได้เทียบเท่าอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสในพระนครได้สำเร็จ และได้หันปืนใหญ่น้อยบนเรือจังก้าเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ทหารรักษาพระนครบางส่วนก็เตรียมเข้าสู้แลกชีวิตแล้ว.

รำลึกวิกฤติ ร.ศ.112 13 ก.ค. 2553 ป้อมพระจุลฯ

ในสงครามรุกรานล่าอาณานิคมของเรือปืนฝรั่งเศสในครั้งนี้ ฝรั่งเศสสูญเสียทหารไปเพียง 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ส่วนสยามเสียทหารไปทั้งหมด 8 นาย และบาดเจ็บ 40 นาย

วินัยเป็นกุญแจแห่งความเป็นเอกภาพ

"สยามรับวิธีการของฝรั่งมา โดยไม่เอาจิตวิญญาณของฝรั่งติดมาด้วย" เป็นไปได้ว่า "ทหารสยามไม่มีวินัย"

มีการเล่ากันว่า แม้แต่ทหารที่ประจำอยู่บนเรือรบก็เป็นทหารที่เพิ่งเกณฑ์มาจากท้องนา นอกจากผู้บัญชาการบนเรือรบแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นที่รู้วิธียิงปืนรบ นายทหารสามนายที่รักษาการณ์อยู่ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่พูดภาษาสยามได้ อีกสองนายเป็นชาวเดนมาร์กจากกรมแผนที่ และเพิ่งเดินทางเข้ามายังสยามได้ไม่นาน รวมทั้งเป็นอาสาสมัครที่พูดภาษาสยามไม่ได้แม้แต่คำเดียว ในระหว่างการต่อสู้กันนั้น นายทหารเหล่านี้วิ่งจนหอบไปที่ปืนแต่ละกระบอกสลับกัน พร้อมทั้งออกคำสั่งเป็นภาษาที่ทหารชาวสยามฟังไม่เข้าใจ

องกำลังสยาม

"เรือพระที่นั่งมหาจักรี" ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนติดปืนอาร์มสตรอง พร้อมระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ความเร็ว 15 น็อต ปืนขนาด 4.7 หอต่อสู้ 2 หอ และหัวเรือที่ใช้ชนได้ ระวางขับน้ำของเรือลำนี้ “สูงกว่า” เรือทั้งสามของฝรั่งเศสรวมกันถึง 600 ตัน เรือที่มีสมรรถนะสูงลำนี้กลับไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบ

".....คำตอบนั้นง่ายและเจ็บปวด รวมทั้งเป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ว่า ในสยามนั้น พระเจ้าแผ่นดินมาก่อนประเทศชาติ เรือพระที่นั่งมหาจักรีจอดอยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง ภายใต้คำสั่งไม่ให้เคลื่อนย้าย ยกเว้นเมื่อจำเป็นต้องใช้เป็นพาหนะให้พระเจ้าอยู่หัว แต่ถึงจะมีความตั้งใจใช้เรือลำนี้ก็ตาม คงเป็นไปได้ยาก ข้าพเจ้าเชื่อว่า ตั้งแต่เรือลำนี้มาถึงสยาม ยังไม่มีการลองยิงปืนเลย ไม่มีใครในราชอาณาจักรนี้ ยกเว้นนายทหารชาวเดนมาร์ก 2 หรือ 3 นายเท่านั้นที่รู้วิธีใช้ กระสุนปืนถูกขนขึ้นเรือเป็นครั้งแรกเพียง 2 - 3 ชั่วโมงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ที่ปากน้ำ นอกจากนั้นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่และยุ่งยาก ก็ต้องอาศัยวิศวกรชาวอังกฤษควบคุม ไม่มีชาวสยามคนใดรู้วิธีจัดการกับเครื่องยนต์นี้แม้แต่คนเดียว ส่วนคนในอารักขาของอังกฤษก็ไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้..... "

อีกสาเหตุหนึ่งที่น่ารันทดใจ มีการวิเคราะห์ไว้ว่า “... แม้แต่การประชุมของเหล่าเสนาบดีมีสภาพคล้ายกับการทะเลาะกันในร้านเหล้า...เหล่าเสนาบดีไม่มีการทำงานที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว หรือแนวคิดและนโยบาย เมื่อคราวเกิดวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ.112 ข้าราชการในคณะรัฐบาลสยามขณะนั้นมีความคิดเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย... ฝ่ายหนึ่งนำโดยพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ สนับสนุนการใช้กำลังตอบโต้ฝรั่งเศส อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มของกรมหลวงเทวะวงศ์ ฯ ซึ่งสนับสนุนให้ใช้การทูตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา แต่หลังจากทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยดำเนินพระราโชบายตามข้อเสนอแนะของกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ การนองเลือดจึงไม่เกิดขึ้น!...."

ทาง เข้าไป วางดอกไม้ มาลา ปืนเสือหมอบ รำลึกวิกฤติร.ศ.112

การขาดแคลนทั้งกำลังพลที่ได้รับการฝึกฝนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ขาดผู้ชำนาญการใช้อาวุธที่เป็นชาวสยามเอง ขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสมและทันสมัย ขาดแม่ทัพนายกองที่มีกลยุทธ ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ทันมัย และที่สำคัญการขาดความสามัคคีของขุนนางและชนชั้นผู้ปกครอง ปรากฏเป็นรอยร้าวแทรกตัวอยู่ในทุกหัวระแหงของราชสำนัก นำมาสู่ความอ่อนแอในทุก ๆ ด้านของประเทศสยาม

เพียงเรือรบไม้สองลำที่แล่นฝ่าเข้ามาถึงชานพระนคร ก็สามารถสั่นสะเทือน ทำลายความเชื่อมั่นของ "จิตวิญญาณ" แห่งราชสำนักสยามให้พังทลายลงได้อย่างรวดเร็ว

วันที่ 3 เดือนตุลาคม ร.ศ. 112 ก่อนวันคล้ายวันพระราชมภพ 20 วัน ได้เกิดข้อตกลงที่เรียกว่า "สนธิสัญญาสันติภาพ" ขึ้น มีรายละเอียดดังนี้คือ

1. ไทยจะยอมสละกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมทั้งบรรดาเกาะทั้งหมดที่อาจมีขึ้นเมื่อน้ำลดหรือในบรรดาที่มีมาก่อนแล้วนั้น ให้เป็นกรรม สิทธิ์ของฝรั่งเศส

2. ไทยจะไม่มีเรือรบไปไว้ หรือใช้ดินแดนในทะเลสาบ หรือลำน้ำที่แยกจากแม่น้ำ โขงซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการกำหนดกันไว้แล้ว

3. ไทยจะต้องไม่มีค่ายทหารในเขต 25 กม. ตลอดแนวแม่น้ำ รวมทั้งพระตะบอง และเสียมเรียบ

4. การป้องกันเมือง หรือเขตที่กำหนดในข้อ 3 สามารถทำได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

5. ไทยและฝรั่งเศสจะทำสัญญาการค้าในเวลา 6 เดือนนับจากนี้ และไม่เก็บภาษี ระหว่างกัน

6. ในการสร้างท่าเรือหรือกิจกรรมต่างๆ ตามลำแม่น้ำทั้ง 2 ฝั่ง ถ้าฝรั่งเศสร้องขอ ความช่วยเหลือเช่น การใช้พื้นที่ ไทย จะไม่ปฏิเสธและจะให้ความช่วยเหลือในทันที

7. ไทยจะให้ความสะดวกแก่คนในบังคับฝรั่งเศสในการเข้าออกไปมาในเขตที่ได้มีการกำหนดในข้อ 3

8. ฝรั่งเศสสามารถตั้งกงศุลได้ตามที่เห็นสมควร

9. ถ้ามีความเห็นหรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในสัญญาฉบับนี้ ให้ถือเอาภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก

10. สัญญานี้ ให้มีผลบังคับใช้ใน 4 เดือนนอกจากสัญญาดังกล่าว

มีภาคผนวกต่อท้ายคือ

1. ไทยต้องถอนกำลังออกไปจากพื้นที่ภายใน 1 เดือน

2. ไทยต้องรื้อค่ายทั้งหมดออกไปให้หมดด้วย

จากสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้สยามต้องเสียสิทธิในการปกครองลาวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมทั้งบรรดาเกาะแก่งทั้งหลายในแม่น้ำโขง แม้จะห่างจากฝั่งไทยเพียง 1 เมตร ก็ให้ถือว่าเป็นดินแดนของลาวจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังได้เรียกร้องเงินค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนหนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้เงินที่เรียกว่า “เงินถุงแดง” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ที่เก็บสะสมจากกำไรในการทำการค้ากับต่างประเทศไว้ในท้องพระคลังหลวง รวมกับเงินที่เรี่ยไรจากข้าราชบริพาร รวมเป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท ออกมาชดใช้ค่าเสียหายตามที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง


แผนที่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ชาติตะวันตก ในพื้นที่สีฟ้าแสดงภาพดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่ไทยต้องยกให้ฝรั่งเศสหลังสิ้นสุดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

ความเจ็บช้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทำให้ ทรงตรัสพ้อและท้อพระทัยอยู่เป็นนิจ ไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมติดต่อกันหลายวันหลายคืน จนพระวรกายซูบผอมและทรงพระประชวรหนัก "ไม่ยอมเสวยพระโอสถ" นอนซมพระองค์บนที่พระบรรทมเหมือนจะสิ้นแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่ใกล้กับวันเฉลิมพระชนม์พรรษา

ทรงวิตกทุกข์ร้อนกับอุบายชาวต่างชาติที่หมายเข้ามายึดครองแผ่นดินและทรงเจ็บช้ำพระราชหฤทัยในความอ่อนแอของสยาม ซึ่งวิกฤตการณ์ในครั้งนี้อาจรุนแรงถึงขั้น "สิ้นแผ่นดิน"

ทรงมีพระหฤทัยแน่วแน่ที่จะทำนุบำรุง ดำรงแผ่นดินสยามให้สืบต่อไปภายภาคหน้า จึงทรงให้ปรับปรุงระบบกองทัพสยามขึ้นใหม่ ด้วยทรงพิจารณาเห็นว่า เพียงการว่าจ้างชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับการเรือ และป้อม รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางการทหารนั้น ไม่เป็นหลักประกันพอที่จะรักษาประเทศสยามเอาไว้ได้อีกแล้ว จึงโปรดส่งพระราชโอรสทั้งหลายออกไปศึกษาวิชาการ วิชาทหารและวิทยาการทั้งปวง ณ ทวีปยุโรป รวมทั้งให้มีการปรับปรุงระบบการศึกษา การทหาร การปกครองภายในประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ถูกต้องเหมาะสมตามแบบแผนของสากล

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (เอกสารภาษาอังกฤษเรียกว่า Franco-Siamese War หรือ "สงครามฝรั่งเศส-สยาม") เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 จากการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน)

ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ครั้งนี้คือนายโอกุสต์ ปาวี รองกงสุลฝรั่งเศสประจำนครหลวงพระบาง ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายฝรั่งเศสในดินแดนลาว โดยใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของสยามที่ไม่สามารถดูแลหัวเมืองชายแดนได้ทั่วถึง การก่อกบฏในเวียดนามที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ การปราบฮ่อซึ่งแตกพ่ายจากเหตุการณ์กบฏไท่ผิงในจีน และการทวีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงปารีส

ผลของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายไทยจำต้องยอมยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการขยายอิทธิพลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน และจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมาอีกด้วย

ประมวลภาพ เที่ยวป้อมพระจุลฯ

ลของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายไทยจำต้องยอมยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการขยายอิทธิพลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน และจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมาอีกด้วย

อ้างอิง

“ปิยมหาราชรำลึก” ย้อนศึก ร.ศ. 112 ไม่ขอปองเป็นเช่น “ทวิราช”

ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

ข้อคิดในการสร้างคุณค่าจากรอยประวัติศาสตร์..คลิกชมภาพตั๋วแสตมป์(ครบชุด)สมทบทุนปกป้องผืนแผ่นดินไทยกรณีเขาพระวิหาร..แม้จานรองแก้วก็บอกเส้นทางการต่อสู้รักษาอธิปไตย!!!!

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net