วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทสุดท้าย ทีวีเสรี


                          

                      วันนี้ผมขอนำตอนที่หนึ่งของ "บทสุดท้าย ทีวีเสรี"  ซึ่งเป็นหนังสือที่ที่ผมเขียนไว้เมื่อปลายปี 2543  หลังจากที่ผมถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการข่าวของไอทีวีหลังจากบริษัทชิน คอร์ป ของคนในตระกูลชินวัตรเข้าไปซื้อไอทีวี    หนังสือเล่มนี้ฉายภาพให้เห็นถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของสถานีโทรทัศน์เสรีแห่งแรกของไทย แ ละการทำงานของฝ่ายข่าวนับตั้งแต่วันที่รับพนักงานคนแรกจนถึงวันที่ไอทีวีได้รับการยอมรับในฐานะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่โดดเด่นในการเจาะข่าวและเปิดโปงความเลวร้ายในวงการต่างๆ  ผมเห็นว่า "บทสุดท้าย ทีวีเสรี" น่าจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของการก่อเกิดไอทีวีและการต่อสู้ของฝ่ายข่าวที่ต้องการเห็นไอทีวีเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้  และเห็นภาพชัดขึ้นว่าทิศทางในอนาคตของสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ควรจะเป็นอย่างไร    

                  

                                                          

บทสุดท้าย ทีวีเสรี

บทนำ

 

                                         ถ้าจะมีสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นผลพวงของเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”  ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และสังคมสามารถสัมผัสได้จนถึงทุกวันนี้  ผมคิดว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็น สถานีโทรทัศน์ไอทีวี

                                         ถึงเราจะเรียกไอทีวี ว่าเป็น “ทีวีเสรี” ได้เต็มปากเต็มคำ เหมือนเมื่อก่อนหรือไม่ มันก็คงไม่สามารถลบล้างที่มาของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ได้

                                         ผมอาจจะมีความรู้สึกผูกพันกับสถานีโทรทัศน์แห่งนี้มากเป็นพิเศษ เหตุผลหนึ่งก็คือ   ผมมีส่วนร่วมตั้งแต่วันแรกในการผลักดันให้ไอทีวีเดินตามแนวทางที่สังคมมีความคาดหวังไว้     และความเชื่อมั่นของผมที่มีต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสถานีแห่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แม้แต่ในวันที่ผมต้องเดินออกมา ด้วยความผิดหวังกับการบิดเบือนแนวทางของทีวีช่องนี้โดยอำนาจธุรกิจ

                                         เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อกว่าสี่ปีที่แล้ว ผมยังจำปฏิกิริยาจากคนทั้งในและนอกวงการสื่อมวลชนได้ดี  ทันทีที่เราประกาศตัวว่าไอทีวีจะเป็น “สถานีข่าว” แห่งแรกของประเทศไทย

                                         โทรทัศน์คือสื่อเพื่อความบันเทิงเท่านั้น  ไม่มีใครเปิดโทรทัศน์เพื่อดูข่าว   เพราะฉะนั้นสถานีโทรทัศน์ที่มุ่งจะเสนอข่าวเป็นรายการหลักไม่มีทางอยู่รอดได้ทางธุรกิจ นี่เป็นความเชื่อของแม้กระทั่งผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นของไอทีวีส่วนใหญ่ 

                                         คิด ๆ ดูแล้ว ไม่รู้ว่ามันน่าตลกหรือน่าเศร้า ที่เจตนารมณ์ของการก่อเกิดไอทีวีเกือบถูกลืมไปเสียแล้ว หลังจากเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี  และก่อนที่ไอทีวีจะเริ่มออกอากาศด้วยซ้ำ

                                         นับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไปเป็นนส่วนหนึ่งของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ผมต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคนานัปการ ร่วมกับทีมข่าวรุ่นบุกเบิก ก่อนไอทีวีจะกลายเป็นสถานีข่าวที่ได้รับการยอมรับจากสังคม   ถึงแม้ต้องปะทะกับแรงเสียดสีอย่างมากมายจาก ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งผมต้องเดินออกจากสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ด้วยความรู้สึกผิดหวัง

                                         กว่าสี่ปีของการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ผมมีความรู้สึกตลอดเวลาว่านี่คือองค์กรข่าวในฝันของผม  ความภูมิใจของผมไม่ได้อยู่ที่รางวัลที่ตัวผมเองหรือที่ไอทีวีได้รับ   หรือคำสรรเสริญจากผู้ชม  แต่มันเกิดจากความรู้สึกที่ว่าไอทีวีได้รับการยอมรับว่าเป็น “ความหวัง” ของสังคมไทย ในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม  การเอารัดเอาเปรียบ และความสกปรกทางด้านการเมืองและสังคม

                                         ไม่ว่าภาพลักษณ์ของไอทีวีจะถูกนักการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มบิดเบือนอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถยืนยันด้วยความมั่นใจก็คือ ฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ไม่เคยต้องทำงานภายใต้อิทธิพลของใคร  เราไม่เคยต้องทำข่าว “ตามใบสั่ง” หรือ “คำขอ” ของใคร   และไม่เคยต้องยอมสยบต่อแรงกดดัน หรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ  นักข่าวทุกคนที่ร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผมมาตั้งแต่วันแรกย่อมเป็นพยานได้เป็นอย่างดีว่า ฝ่ายข่าวของไอทีวี มีเสรีภาพในการทำงานแค่ไหน

                                         การที่ไม่มีใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฝ่ายข่าวไอทีวีปลอดจากการถูกแทรกแซงโดยฝ่ายบริหาร หรือกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ถือหุ้น   แต่นั่นไม่ได้หมายความจะไม่มีความพยายามของฝ่ายบริหารที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการเสนอข่าวในบ้างเรื่อง 

                                         แต่สิ่งที่เป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุดของฝ่ายข่าวไอทีวีในการปกป้องการทำหน้าที่สื่อมวลชนได้อย่างเสรี คือ ความเป็นหนึ่งเดียว และความยึดมั่นในหลักการของฝ่ายข่าวเอง

                                         ผมและเพื่อนร่วมงานบางส่วนตัดสินใจลุกขึ้นมาคัดค้านการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไอทีวีของชินคอร์ปอเรชั่นส์ (มหาชน) จำกัด เมื่อเดือนพฤษภาคม 2543  ก็เพราะเราเชื่อว่าเจตนารมณ์ของสถานีโทรทัศน์เสรีแห่งนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนไป  ถึงแม้เสียงของเราอาจจะไม่ดังเท่ากับเสียงร้องเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจของฝ่ายบริหาร และผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่  แต่ผมคิดว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราควรจะทำในฐานะคนทำข่าว

                                         ตรงกันข้าม ถ้าเราอยู่เฉย ๆ โดยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลยต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับไอทีวี  ความเป็นทีวีเสรี ที่กล้าต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง และเป็นความหวังให้กับสังคม ก็คงเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น

                                         ผมไม่ปฏิเสธว่าผมมีความผิดหวังที่ พนักงานในฝ่ายข่าวจำนวนมาก โดยเฉพาะในระดับหัวหน้าและระดับบริหาร เลือกที่จะนิ่งเงียบ  ในภาวะที่ความเป็นเสรีของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้กำลังถูกคุกคาม   อาจจะเป็นเพราะคนส่วนนี้ยังมองไม่เห็นอันตรายที่แอบแฝงมากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  หรือไม่ก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง   

                                         แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ชื่นชมในความกล้าหาญของพนักงานอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพียงส่วนน้อย ที่เอาอนาคตทางการงานเป็นเดิมพัน ลุกขึ้นมาปกป้องความเป็นเสรีขององค์กรแห่งนี้    คนเหล่านี้ยังอยู่ในใจของผมเสมอ

                                ผมเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้หลังจาก “สงคราม” ระหว่างฝ่ายข่าว กับฝ่ายบริหารของไอทีวีได้ปิดฉากลงและผมถูกย้ายออกจากฝ่ายข่าวและถูกแขวนเป็นที่ปรึกษา  มันเป็นการ “ลงโทษ” ที่ผมคัดค้านการเข้ามาของชินคอร์ปฯ อย่างออกหน้าออกตา

                ผมเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จ ในขณะที่ “สงคราม” รอบใหม่ระหว่างฝ่ายข่าวกับฝ่ายบริหารปะทุขึ้น    ”สงคราม” ครั้งนี้ถ้าดูผิวเผิน อาจจะแตกต่างจากการต่อสู้ครั้งก่อน  เพราะผู้ที่เป็นแกนนำคัดค้านความพยายามครอบงำฝ่ายข่าวโดยฝ่ายบริหารที่มาจากชินคอร์ปฯ เป็นนักข่าว และพนักงานระดับปฏิบัติงาน

                แต่เนื้อหาของการต่อสู้ไม่ได้แตกต่างกันเลย  เพียงแต่ครั้งนี้การคุกคามเสรีภาพในการทำงานของฝ่ายข่าว ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำขู่หรือคำเตือนอีกแล้ว

                มันได้เกิดขึ้นจริง ๆ  เหมือนกับที่ผมได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้หกเดือน

“ผมยอมรับว่าตอนที่พี่ออกมาคัดค้านชินคอร์ป ผมไม่เชื่อคำเตือนของพี่ว่าฝ่ายข่าวจะถูกแทรกแซง  แต่ตอนนี้ผมเชื่อแล้ว เพราะมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา” วิศาล ดิลกวานิช  ผนักข่าวและผู้ประกาศข่าวซึ่งเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวล่าสุดสารภาพกับผม

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตของวิศาล และคนอื่น ๆ ในฝ่ายข่าวที่กล้าออกมาปกป้องเสรีภาพในการทำงานของคนข่าว จะเป็นอย่างไร  พอ ๆ กับที่เราไม่รู้ว่าอนาคตของไอทีวี จะเป็นอย่างไร

แต่ที่แน่ ๆ  ไอทีวี ทุกวันนี้ ไม่ใช่ไอทีวี เมื่อวันวานอีกแล้ว    

     ผมตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของผม  โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอทีวี   ผมมีส่วนร่วมในการสร้างฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้นับตั้งแต่วันแรก   มีส่วนในการกำหนดนโยบายข่าว และทิศทางการทำงานของฝ่ายข่าว และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่สถานีแห่ง   ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ผมไม่เห็นได้วยทำให้ผมต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายบริหาร และฝ่ายอื่น ๆ ตลอดเวลา

   ก่อนเริ่มงานที่ไอทีวี ผมได้ใช้ชีวิตทำงานเกือบ 20 ปี กับหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น  และที่นี่เองที่ผมเรียนรู้จิตวิญญาณของความเป็นสื่อมวลชน  และความหมายของจรรยาบรรณ

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมมีความรับผิดชอบที่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับเดอะเนชั่น ซึ่งตกเป็นเป้าของการปล่อยข่าวและใส่ร้ายป้ายสี ทุกครั้งที่ไอทีวีมีปัญหา  หนังสือเล่มนี้จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงบทบาทของเดอะนชั่นทั้งในส่วนที่เปิดเผย และในเบื้องลึก

           ผมกล้าพูดอย่างไม่ลังเลเลยว่ากลุ่มเดอะเนชั่นมีส่วนสำคัญมากในการผลักดันให้ข่าวกลายเป็นเอกลักษณ์ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้  แต่เดอะเนชั่นและตัวผมเองต้องพบกับแรงต่อต้านอย่างมากจากผู้ถือหุ้นและผู้บริหารคนอื่นๆ            ซึ่งไม่คิดอะไรไปมากกว่าการบริหารไอทีวีเสมือนหนึ่งสถานีแห่งนี้เป็นเพียงธุรกิจธรรมดา ๆ ธุรกิจหนึ่ง

                สถานีโทรทัศน์ไอทีวี คงไม่สามารถเป็นทีวีเสรี อย่างที่เราได้เห็นนับตั้งแต่วันแรกของการออกอากาศ ถ้าคนที่ได้เข้าไปวางรากฐานการทำงานด้านข่าว ไม่ใช่คุณสุทธิชัย หยุ่น   คุณสุทธิชัย ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่เป็นหลักประกันความเป็นเสรีของไอทีวี ในการทำหน้าที่เป็นสถานีข่าว เท่านั้น  แต่นักหนังสือพิมพ์อาวุโสผู้นี้ยังเป็นตัวอย่าง และแรงดลใจให้กับนักข่าวรุ่นใหม่ ที่ตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้บุกเบิกสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

                สำหรับผม คุณสุทธิชัย คงมีความหมายพิเศษ   เกือบทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นสื่อมวลชนที่ดี  การเคารพในหลักการ และการกล้าที่จะแสดงออกเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง  ผมได้แรงดลใจจากพี่ชายคนนี้ของผมเสมอ  (ถึงแม้ในหลาย ๆ ครั้ง ความเป็นพี่น้องของเราได้สร้างปัญหาให้กับเรามากกว่าที่คิด)  เพราะฉะนั้นคุณสุทธิชัย จึงเป็นบุคคลที่ผมต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคำแนะนำในการเขียนหนังสือเล่มนี้เท่านั้น แต่ยังสำหรับสิ่งดี ๆ ที่เป็นแบบอย่างให้กับผมมาตลอด

               

ในช่วงที่ผมต้องเผชิญกับแรงกดดันมากที่สุด ผมได้รับกำลังใจอย่างมากจากบุคคลในวงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ  เพื่อน ๆ สื่อมวลชนด้วยกัน    กลุ่มองค์กรเอกชนต่าง ๆ  หรือแม้แต่จากคนที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ได้ส่งจดหมาย แฟกซ์ หรือ อีเมล์ ตลอดจนดอกไม้ เข้ามา เพื่อแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ     มันเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับผมเป็นอย่างยิ่ง   คำขอบคุณเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอสำหรับสิ่งเหล่านี้

                คุณเสาวนีย์ ลิมมานนท์ ซึ่งผมเคยรู้จักในนามของอดีตผู้นำนักศึกษาสมัยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าผมและเพื่อนร่วมงานไม่ได้โดดเดี่ยวในการต่อสู้   ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำชี้แนะทีที่เธอมอบให้มาตลอด และโดยเฉพาะสำหรับคำนำที่เธอเขียนให้สำหรับหนังสือเล่มนี้

                 สภาทนายความ เป็นองค์กรหนึ่งที่ผมต้องขอขอบคุณ ที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายในคดีที่ผมฟ้องร้องผู้บริหารของไอทีวี  จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการทำให้มาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชน มีความศักดิ์สิทธิ์  และเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสื่อมวลชน  เช่นเดียวกับที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของสื่อมวลชน

                ยังมีบุคคลและองค์กรอีกมากมายที่ผมไม่อาจกล่าวนามได้หมด ที่ให้ทั้งกำลังใจและคำแนะแก่ผมและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งทำให้เรามีพลังยืนหยัดต่อสู้   ผมจึงขอถือโอกาสขอบคุณมา ณ ที่นี้

                บุคคลพิเศษคนหนึ่งที่ผมต้องกล่าวมากกว่าคำว่าขอบคุณ ก็คือคุณสิริลักษณ์ พัฒนาลีลาวงศ์  ผู้ซึ่งให้ผมทั้งกำลังใจ และความเข้าใจ  หลายครั้งเธอต้องเผชิญกับแรงกดดันไม่น้อยไปกว่าผม   แต่เธอไม่เคยลังเลที่จะยืนเคียงข้างผมด้วยความอดทนในทุกสถานการณ์

                ผมตระหนักดีว่ามีคนในวงการสื่อมวลชนอีกมากมาย ที่ได้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อหลักการ  โดยไม่ยอมก้มหัวให้กับผลประโยชน์ หรืออิทธิพลทางธุรกิจหรือการเมือง   ผมขอน้อมคารวะคนเหล่านี้ ด้วยความชื่นชมและความเคารพ   อย่างน้อยที่สุด ผมมีความเชื่อว่าท่ามกลางความเสื่อมโทรมทางด้านการเมืองและสังคม สื่อมวลเป็นหนึ่งในสถาบันที่สังคมไทยยังสามารถฝากความหวังไว้ได้

 

 

                                                                                เทพชัย หย่อง

                                                                                2 ธันวาคม 2543

      

 

 

 

โดย เทพชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net