วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปประเทศไทย ทำแบบนี้ดีมั้ย ใครจะอาสา และกล้าทำบ้าง


   

     การที่รัฐบาลประกาศแผนปฏิรูปประเทศไทย แต่ถึงต้องนี้ก็ยังคิดไม่ตกว่าจะเริ่มที่ไหนดี จะเอาเรื่องไหนก่อน หรือจะไปแก้ที่ไข จับต้นชนปลายไม่ถูก แม้กระทั้งเรื่องจัดระเบียบสื่อ

     หลักการง่ายๆ ของการปฏิรูปประเทศไทย ถ้าจะเปรียบเป็น เช่นการปลูกต้นไม้ ก็น่าจะถอนราก ถอนโคน (เอาไฟเผาด้วยจะดี) และปลูกต้นใหม่เสียเลย เพราะโครงสร้างเดิมของเราไม่ดี เรารับเอาทุกสิ่งอย่างเข้ามา อย่างไม่ทันตั้งตัว เราได้สร้างขาใหญ่ในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็น วงการสื่อสารมวลชน วงการข้าราชการ วงการธุรกิจ วงการการเมือง วงการขนส่ง วงการธนาคาร วงการการเมืองท้องถิ่น แล้ในอีกหลายวงการของประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั้ง วงการกีฬา (และถ้าคิดจะปฏิรูปวงการไหน ก็อย่าได้เสียเวลาไปถามขาใหญ่พวกนั้น เอาเสียงคนนอกและคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจะดีกว่า)

     หากเราจะปฏิรูป เราต้องกล้าลุย กล้าท้าทาย กล้าแตกหัก เพราะตอนนี้เรา ประเทศเสียผลประโยชน์ทุกอย่างให้กับคน เห็นแก่ตัวเหล่านี้ ในทุกวงการที่กล่าวมา สามัญสำนึกเรื่องความรักชาติของคนไทยก็มีแค่ลมปาก จะเก่งมากเวลาปฏิญาณตน แต่ทำไม่เก่ง ทำไม่เป็น 

      รัฐบาลต้องกล้าประกาศเป็นผู้นำในการแตกหัก กับสิ่งเหล่านี้ อย่างที่อดีตนายกทักษิณได้ทำ รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องกล้าที่จะลุย กล้าที่จะเสี่ยง (แม้แต่อภิสิทธิ์เองตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะแก้ยังไงเรื่องสื่อ)

      หากไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็เท่ากับ เก่งแค่ลมปากอีกเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เรื่องของการปฏิรูปสื่อ มันไม่ได้พึ่งจะมามีเรื่องนี้ในรัฐบาลชุดนี้ แต่ทุกรัฐบาลพยายามทำ แต่ก็ทำได้ไม่สุด อย่างช่อง11 ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คนทำงานสับสนจะตายอยู่แล้ว แล้วยิ่งเรื่องการปฏิรูปสื่อท้องถิ่นอีก คุณรู้หรือไม่ ทั้งรัฐบาลและผู้ที่มีบทบาท ทั้งที่เป็นสื่อกรุงเทพ สื่อส่วนกลาง ว่าระบบของคนทำงานสื่อภูมิภาค มันมีความสับซ้อน และมีขาใหญ่ขนาดไหน อิทธิพลที่ครอบงำ เรื่องเลวร้ายต่างๆ ที่คุกคามการทำงานของสื่อท้องถิ่น การเป็นพรรคพวก พี่ๆ น้องๆ กับแบบแ+กร่วมกัน มันเป็นอย่างไร สื่อกรุงเทพไม่เคยรู้ รัฐบาลไม่เคยรู้ 

     อย่าบอกแค่เอาเด็กจบนิเทศในส่วนภูมิภาค มานั่งกรองข่าวแล้วส่งข่าวเข้ากรุงเทพ มันดูทุเ+ศมากไป ผมว่าสื่อกรุงเทพอย่ามองแบบนั้น และการที่จะเลือกประเด็นไหน ข่าวอะไร ผมว่าน่าจะให้สื่อท้องถิ่น มีความเข้มแข็ง และมีอิสระในการทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องกลัวอิทธิพลการเมืองท้องถิ่น ไม่ต้องกลัวนักเลงหัวไม้ ไม่ต้องกลัวข้าราชการคนใดในท้องถิ่น และจะต้องมีองค์กรอิสระ สามารถตรวจสอบการทำงานของสื่อได้อีกด้วย ทั้งนี้การทำงานในท้องถิ่น ปัญหากับตำรวจก็มีไม่น้อย เพราะยังมีตำรวจบางกลุ่มบางพวก สร้างอิทธิพล เหนือกฏหมาย รับใช้นักการเมืองท้องถิ่น 

     เอาง่ายๆ แค่สื่อท้องถิ่นในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ มีการสร้างอิทธิพลในวงการสื่อหนังสือพิมพ์อย่างมากมาย แม้กระทั้งการกลั่นแกล้ง การหาโฆษณา ในหนังสือพิมพ์คู่แข่ง การอาศัยอำนาจนักการเมืองท้องถิ่น ปิดประตูทำมาหากินของสื่อตรงข้าม การกีดกัน การเล่นพวกพ้อง พี่ๆ น้องๆ 

    ที่สำคัญคนที่เป็นตัวการใหญ่ ต่างไม่มีสามัญสำนึก ไม่มีจริยธรรม ไม่มีจรรยาบรรณ ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ ข่มขู่ สรุปง่ายๆ ก็คือ มีเลือดหลายสี ในตัวเดียว จะเป็นทั้ง นักการเมืองท้องถิ่น นักข่าวท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล เจ้าของธุรกิจผิดกฎหมาย..... (ถ้าหัวมันดี แถวมันก็จะดี) 

     รัฐบาลถ้าจะลุยเรื่องนี้ ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ดี เพราะเรื่องนี้มันซับซ้อนยิ่งกว่า ปมเชือกที่ผูกและพันกันเองจนยุ่งวุ่นวาย ยากที่จะคลายปม เพราะเรามีปมที่ 1 และไม่แก้ ปล่อยให้มันเป็นปมที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 จนทุกวันนี้ มันเป็นปมใหญ่ที่ยากจะแก้ มันต้องใช้มีดหรือขวานตัวอย่างเดียว        

     เอาอย่างนี้มั้ย เรามานับหนึ่งกันใหม่ ประกาศออกไปเลย ขอยึดสิทธิการพิมพ์การโฆษณา ระยะหนึ่ง และจัดใหม่วางระบบใหม่ ทุกรายจะต้องไปจดทะเบียน คนจะทำงานสาขานี้ ต้องไปสอบ และต้องจบสายนิเทศศาสตร์เท่านั้น (หากจะเป็นคนนอกสายนิเทศ ก็เอาไปเรียน ป.บัณฑิตแบบวุฒิครู) และจะต้องมีการประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม ทุกๆ 2 ปี ทั้งตัวบุคคลและตัวองค์กร เพราะงานสายนิเทศเหมือนตำรวจ ทำดีก็เป็นประโยชน์ ทำชั่วโทษมหันต์

     และมีการจัดสรรงบประมาณ สนับสนุนสื่อท้องถิ่นที่ทำงานเพื่อสังคม เป็นตัวกลางให้กับสังคม แล้วเอาเงินรัฐที่ไม่ผูกพันไปบริหารในองค์กร สร้างคนสร้างงานให้กับเด็กนิเทศ (ที่ทุกวันนี้ต้องไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด เป็นคนขายลูกชิ้น มันน่าเวทนาเด็กนิเทศจริงๆ ที่โดนแย่งงาน)

     พอจัดระเบียบเรื่องสื่อเสร็จ เราก็มาจัดระเบียบเรื่องโรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล จะทำยังไง ให้โรงเรียนใหญ่ๆ ในแต่ละจังหวัด กระจายอำนาจ และสร้างการเท่าเทียมกัน และทำให้ครูในโรงเรียนรัฐทุกแห่ง ปลอดจากการเมือง เพราะการเมืองทำลายการศึกษาของโรงเรียนรัฐมานานมากแล้ว (เรื่องนี้ผมจะขอเล่าต่อในหัวข้อต่อไป "ทำอย่างไรให้โรงเรียนรัฐบาลปลอดจากการเมือง")  

โดย recon

 

กลับไปที่ www.oknation.net