วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฉันจะบิน...ไปดู ภูเขาไฟโบรโม่ อินโดนีเซีย


ในความโหดร้ายของธรรมชาติ ยังมีความงดงามซุกซ่อนอยู่......ฯ

เถ้าถ่านและควันไฟ ประทุจากยอดภูเขา พวยพุ่งขึ้นปกคลุมเหนือท้องฟ้า ลาวาสีแดงเพลิง ไหลเป็นทางยาวลงสู่พื้นดิน ภาพที่เคยเห็นในสารคดี ภูเขาไฟระเบิด มันดูน่ากลัวชะมัด
พร้อมกับการสงสัย ภูเขาไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร และความฝัน อยากจะไปเหยียบย่างสด ถึงปากปล่องภูเขาไฟสักครั้ง

โบรโม่ อลังการภูเขาไฟ ในดินแดนชวา นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนก่อนหน้า ต่างนำภาพมาเสนอ ผ่านเน็ท ผ่านหนังสือ เป็นภูเขาไฟที่สวยงาม ไม่ได้โหดร้ายอย่างในหนังสารคดี แถมยังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ประเทศเพื่อนบ้านของไทย คือ อินโดนีเซีย

เก็บหอมรอมริบ จนได้เงินพอ ได้เวลาที่ “ฉันจะบิน” อีกครั้ง เพื่อไปซื้อประสบการณ์ชีวิต ในดินแดนอิเหนา
เพื่อไม่ให้ยืดยาว มาชมภาพบันทึกการเดินทางกันดีกว่านะครับ เพราะบันทึกด้วยการเขียน ผมไม่ถนัดเท่ากดปุ่ม แซะ...แซะ...แซะ....

ประมาณตี 4 ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวต่างทยอยตื่น

เดินทางโดยรถจี๊ป ขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดเขา  พีนันจากัน

รอคอยชมดวงอาทิตย์ขึ้น แสงแรกแห่ง เมืองสุราบายา

นั่งรถจี๊ปต่อไปยัง กลุ่มภูเขาไฟโบรโม

พื้นถนนที่ขรุขระ ช่วยปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว

เห็นไอหมอก ไอควัน จากภูเขาไฟ

นั่งรถจี๊ปเท่ห์ๆ เหมือนอย่างกับในหนังฮอลีวู๊ด

จอดรถรอไว้ ชาวอาชาไนย คอยรับช่วงต่อ (กลยุทธ์ช่วยกระจายรายได้ให้ชาวบ้าน)

เดินทางไปชมใกล้ๆถูเขาไฟ ด้วยการขี่ม้าต่าง หรือจะเดินไปก็ได้ครับ

วัดฮินดู สีเข้มทะมึน ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดูเหมือนดินแดนแห่งเทพเจ้า

ทวารบาล แบบฮินดู ดูๆก็เหมือนหน้าตาคนในภาพ
วัดฮินดูปิดประตู ก็เลยไม่ได้เข้าไปดูข้างใน
(ใจก็อยากเข้าไปชมเหมือนกัน แต่เห็นไม่ค่อยมีคน ผมกลัวๆครับ)

ม้าสีขาวสวยมาก (ภาพลุงมุมขวาไม่ได้เซ็นเซอร์ เพราะอยากให้เห็นว่าคนอินโดฯ สูบบุหรี่จัดจริงๆ)

ม้าหยุดรออยู่เชิงเขา เดินทางต่อด้วยเท้า (จะมีม้าคอยรับช่วงต่อ นำขึ้นเนินเขาอีกกลุ่ม)

ผมเลือกเดินผ่านเส้นทางไหลของลาวา เพื่อสัมผัสเถ้าถ่านหินอย่างใกล้ชิด

นักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ

หนูน้อยขี่คอพ่อ จ้องมองดูด้วยความสงสัย

ทำไมมีควันไฟที่คุกกรุ่น

ผุดลอยขึ้นมาจากปากปล่องภูเขาไฟตลอดเวลา

ผมเองก็สงสัย มัดจะหมดไหม มันจะระเบิดขึ้นตอนไหน

สูดกลิ่นกำมะถันจนชื่นใจ กลับไปต่อดีกว่า

ตามหนูน้อยเสื้อเหลือง ลงทางบันได

เห็นหนุ่มเสื้อแดง โดดเดี่ยวอยู่ตรงรอยขีดเขียน
ของนักท่องเที่ยวที่ซุกซน ตรงหน้าผาที่เลือนลาง

ธรรมชาติสร้างสรรค์ สร้างงานสร้างเงินให้คนในพื้นที่

ให้คนต่างถิ่นได้มาเยือน ครั้งหนึ่งในชีวิต

ลำโพงเอาไว้ประกาศตามหาคนหลงทาง หรือว่าไว้ประกาศเตือนภัยกันนะ

ก่อนจะหลง ภูเขาไฟโมรโม่ โอ้โห...
งดงาม...อลังการ...ยิ่งใหญ่...แดนลี้ลับ...สวรรค์...มหัศจรรย์ ...ฯลฯ

นั่งรถจี๊ปกลับ ตามวิถีของผู้มาเยือน

สู่โรงแรมที่พัก ที่รายล้อม อยู่รอบทุ่งภูเขาไฟ

เหมือนดอกทานตะวันอินโดฯ

มาเที่ยวแบบประหยัด กินบะหมี่คลุกข้าวผัดก็พอแล้ว

ไปนั่งชมวิว กินบรรยากาศต่อจนอิ่ม

ซดกาแฟกรุ่นกลิ่นกำมะถัน จากภูเขาไฟ ชื่นใจในบรรยากาศ

นั่งแพนสายตา ชมแอ่งโบรโม่ พลาโต จากซ้าย......

มากลาง......

......ไปขวา

มองเห็นวัดฮินดู ไกลลิบ ตั้งโดดเดี่ยวอยู่เชิงเขา ดูเหมือนดินแดนแห่งเทพเจ้า

ภูเขาไฟบาต๊อก สงบนิ่ง ดูอ่อนโยน ด้วยจีบลาวา ที่ถูกปกคลุมด้วยหญ้าเขียว

ในขณะที่ภูเขาไฟโบรโม่ ยังคงพ่นควันครุกรุ่น ดุจลมหายใจแห่งเทพเจ้า

ทุ่งภูเขาไฟไกลลิบ ยังประกอบด้วยภูเขาไฟที่ดับแล้ว หรือรอวันประทุอีกหลายลูก
โดยมียอดภูเขาไฟซีเมรู เป็นยอดสูงสุด ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง

กลุ่มภูเขาไฟโบรโม่ มองจากเครื่องบิน เห็นลางเลือนอยู่ในม่านหมอก
แต่ไม่ลางเลือนไปจากความทรงจำ...

เป็นประสบการณ์ ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ฉันได้บินมาดู ภูเขาไฟโบรโม่ อินโดนีเซีย

. . . . . .

ในความโหดร้ายของธรรมชาติ ยังมีความงดงามซุกซ่อนอยู่...
และในความงดงามของธรรมชาติ ก็มีความโหดร้ายซุกซ่อนอยู่เช่นกัน

.............................................. By : Natty @ Indonesia / June 2010

โดย Natty

 

กลับไปที่ www.oknation.net