วันที่ พุธ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำความดี ดูแลสุขภาพตนเอง ช่วงเข้าพรรษา


                                   

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา ประกาศให้วันเข้าพรรษาของทุกปีเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งไม่ใช่กฎหมายบังคับแต่เป็นการขอความร่วมมือเนื่องจากเป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเข้าพรรษา เทศกาลแห่งการบำเพ็ญความดี  เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ตลอดเทศกาลเข้าพรรษา ให้พี่น้องประชาชนมีความตระหนักถึงอันตรายของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ซึ่งเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่องมา 7 ปีแล้ว โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ในปีนี้รณรงค์ภายใต้แนวคิด “กินเหล้า=กินแรง” เพราะการดื่มจะทำให้การใช้จ่ายในครอบครัวเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเน้นให้คนในครอบครัวชักชวนพ่อ แม่ ให้งดดื่ม เพราะกำลังใจจากครอบครัว คนรอบข้าง โดยเฉพาะลูก จะเป็นกำลังใจสำคัญช่วยให้เลิกดื่มได้ จากผลสำรวจการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ของสสส. ในปี 2552 ของเอแบคโพลล์  พบว่า ประชาชนมีการตอบรับโครงการดีถึงร้อยละ 90.6มีผู้งดดื่มเหล้าเข้าพรรษาเพิ่มขึ้นจากปี 2546อยู่ที่ร้อยละ 40.4เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46.4 ในปี 2552โดยพบว่ามีคนในครอบครัวเคยบอกให้พ่อแม่เลิกดื่มร้อยละ 65 นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนร้อยละ 77.4 ยอมรับว่าการเลิกดื่มช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เฉลี่ยประหยัดเงินได้คนละ 1,429บาทต่อเดือน

 

ท่านใดอยู่ในโลกออนไลน์สามารถเข้าร่วมปฎิญาณตน “งดเหล้าเข้าพรรษาออนไลน์”ได้โดย เข้าไปที่เว็บไซต์ www.stopdrink.com และสมัครเข้าโครงการจะได้รับเกียรติบัตรออนไลน์  และขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา โทร. 1413 การที่เรามีพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งได้มีการกำหนดกฎกระทรวง ออกประกาศ และล่าสุดได้ออกประกาศเกี่ยวกับเรื่องการโฆษณา มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา และมียุทธศาสตร์ควบคุมการเข้าถึงแอลกอฮอล์ เช่นการกำหนดวัน เวลาจำหน่าย สถานที่จำหน่าย สถานที่บริโภค อายุขั้นต่ำของผู้ซื้อ การโฆษณา การห้ามจำหน่ายในลักษณะลดแลกแจกแถม เหล่านี้เป็นต้น 

 

            นอกจากนี้ในช่วงเข้าพรรษา จะเป็นช่วงที่เราจะได้สำรวจดูแลสุขภาพตนเอง โรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน เป็น 2 โรคอันดับต้นที่กำลังระบาดรุนแรงในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่มีวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องโดยเฉพาะพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย  คนไทยมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือที่เรียกว่า “โรควิถีชีวิต” เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์อัมพาตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เพิ่มภาระครอบครัวในการดูแล รวมถึงการพัฒนาประเทศ เนื่องจากขาดกำลังแรงงานที่มีคุณภาพจากประชาชนเจ็บป่วยมากจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ ในปี 2549 ไทยสูญเสียรายได้จากผลผลิตประชาชาติหรือจีดีพี (GDP) เพราะโรคหัวใจ อัมพาต และเบาหวาน ราว 4,200 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือปี 2558 คาดจะเพิ่มเป็น 52,150 ล้านบาท

 

ในเทศกาลเข้าพรรษาในช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม – 23 ตุลาคม 2553 เชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองโดยใช้วันเข้าพรรษาเป็นฤกษ์ดีเพื่อเริ่มต้น สืบสานตามแนวทางศาสนาก็คือ “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ในเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะให้ อสม.ทั่วประเทศที่มี 970,000 คน เดินเคาะประตูบ้านแจกใบกำกับตนเองในการทำความดีเข้าพรรษาด้วยการสร้างสุขภาพ ซึ่งได้จัดพิมพ์จำนวน 30 ล้านใบ แจกให้ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยอสม. 1 คน แจกให้กลุ่มที่ดูแล 9 คน ในใบทำความดีมีทั้งหมด 9 ข้อ ได้แก่ 1.การตั้งใจลดน้ำหนักตัวเอง โดยให้ระบุน้ำหนักที่ต้องการลดในช่วง 3 เดือน ซึ่งการลดน้ำหนักที่ดีไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม 2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 3 วันต่อสัปดาห์ครั้งละ 30 นาที 3.กินผักผลไม้ทุกมื้อ 4.กินข้าวกล้องทุกมื้อ 5.ลดการกินหวาน มัน เค็ม 6.กินเจหรือมังสวิรัติทุกวันพระหรือวันเกิด ตลอดช่วงเข้าพรรษา 7.ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม/น้ำที่มีรสหวาน 8.งดเหล้า และ/หรืองดบุหรี่ 9. สวดมนต์ไหว้พระ หรือปฏิบัติตามหลักศาสนามอย่างเคร่งครัด และทำจิตใจให้สงบ โดยเลือกทำกี่ข้อก็ได้ตามความพร้อม มีอสม.ช่วยแนะนำการปฏิบัติตัวและติดตามผลทุกเดือน และจะประเมินบุคคลต้นแบบทำดีเข้าพรรษาเมื่อครบ 3 เดือน  การรณรงค์ครั้งนี้จะช่วยให้การป้องกันควบคุมโรคเรื้อรังได้ผลดียิ่งขึ้น คาดจะสามารถลดการสูญเสียจีดีพีได้ร้อยละ 10-20 ส่งผลให้คนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปประมาณ 30 ล้านคน เลือกทำความดีตลอดช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน เพื่อสร้างสุขภาพดีให้ตัวเอง เช่น คุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดเหล้าบุหรี่ ปลูกฝังวิถีชีวิตใหม่ต่อสู้กับ“โรควิถีชีวิต” ที่กำลังระบาดหนักในไทยอยู่ในขณะนี้

 

...........................................................................

 

โดย kasem2003

 

กลับไปที่ www.oknation.net