วันที่ พุธ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สงขลา : เมืองหลวงของสวัสดิการชุมชน



มีใครรู้ไหมว่าเงินเก็บประเทศไทยเรามีรวมกันสักเท่าไร เป็นเงินในระบบธนาคารพาณิชย์เท่าไร เป็นเงินในระบบขององค์กรการเงินในชุมชนสักเท่าไร หรือเงินของภาคเอกชนจะมีสักเท่าไร


อันนี้ไม่รวมถึงเงินของบางคนที่ไปพักอยู่ต่างประเทศ หมกเม็ดไว้อีกไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร


คำถามต่อมา แล้วจะรู้ไปทำไมหรือ?


อันนี้ขออนุญาตมองย่อยลงมาระดับชุมชน ในตำบลหนึ่ง จังหวัดหนึ่งก็ได้ หากเราไม่รู้เงินหรือทุนในหน้าตัก การที่จะพัฒนาหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า ถามว่าเราจะทำได้อย่างไร เราจะเป็นหนี้...หรือเราจะลงทุนแบบเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย เราจะใช้อะไรเป็นฐานในการตัดสินใจ ไม่พักถามว่าเม็ดเงินที่นำมาใช้ในการพัฒนาแต่ละปี การใช้เงินของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเท่าไร รั่วไหลไปกับการฉ้อโกง คอรัปชั่น หรือใช้อย่างสุลุ่ยสุร่ายไม่เกิดประโยชน์เท่าไร


วันนี้มีโอกาสได้ชวนกลุ่มการเงินในชุมชนมาหารือกัน มีทั้งกลุ่มออมทรัพย์การผลิต กลุ่มที่ทำสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท กลุ่มที่ทำสหกรณ์ต่างๆ เรียกว่ารวมหัวกะทิคนทำเรื่องการเงินในสงขลากว่าครึ่ง โดยวางเป้าไว้ว่าเพื่อการยกระดับการทำงานในพื้นที่ร่วมกัน ที่ประชุมได้ร่วมนำเสนอสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเงินในพื้นที่จังหวัดสงขลา มีข้อสรุปสำคัญดังนี้


· ความน่าเชื่อถือขององค์กรการเงินโดยภาพรวมขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลที่เป็นแกนนำและระบบการบริหารจัดการของกลุ่ม


· กลุ่มออมทรัพย์บางองค์กรที่ยังไม่ได้จดทะเบียนถูกกฎหมาย และมีความหลากหลายในการดำเนินงาน ทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากในแง่การรวมตัวเพื่อยกระดับการทำงานร่วมกัน ภาพรวมระดับจังหวัด องค์กรการเงินแต่ละกลุ่มไม่สามารถช่วยเหลือกันได้


· สหกรณ์ปัจจุบันมีรูปแบบของตัวเอง 7 รูปแบบ ภาพรวมของสมาชิกสะท้อนให้เห็นว่าคนจนยังมีมาก ความเข้มแข็งของสหกรณ์ยังอยู่ที่นโยบายรัฐแต่ละยุคสมัย ที่ยังไม่มีความจริงใจในการสนับสนุน กฎระเบียบหลายตัวมุ่งเน้นป้องกันการทุจริตมิได้หนุนเสริมความเข้มแข็งหากแต่เป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของระบบสหกรณ์โดยภาพรวม ที่สำคัญคนของหน่วยงานรัฐยังไม่รู้จัก ปัจจุบันภาวะการเงินเริ่มคล่องตัว เดินได้ เงินฝากเริ่มมีมากต้องหากทางจำกัด ส่งผลต่อเงินเฟ้อเริ่มมาก สหรกรณ์การเกษตรหาดใหญ่มีเงินเกือบ 800 ล้านบาท มีการให้กู้ต่อเดือนประมาณ 30 ล้าน โดยสรุปสถานการณ์ของสหกรณ์จะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับชาวบ้านในแต่ละยุคสมัยว่าจะมีเงินในมือมากหรือน้อย


· หลายพื้นที่เริ่มมีปัญหาเงินฝากล้นระบบ เช่น ที่นาหว้ามีเงินในระบบ 56 ล้าน มีเงินเข้าทุกเดือน เงินเหลือมาก ไม่กล้าลงทุน ไม่สันทัดในการทำธุรกิจ หรือมีการทำวิสาหกิจชุมชน หากทว่าการลงทุนยังเป็นเงินส่วนบุคคลไม่ใช่เงินกลุ่ม/องค์กร


· ปัจจุบันมีกองทุนชาวบ้านจ.สงขลา สมาชิก 3000 กว่าคน ทำหน้าที่เป็นกองทุนหมุนเวียนให้กับสมาชิก


· กลุ่มการเงินยังมีพฤติกรรมฉ้อ โกง ยักยอก มีปัญหาการบริหารจัดการขาดการตรวจสอบ การพัฒนาศักยภาพในด้านการบริหารจัดการ



· มูลนิธิศุภนิมิตมีการจัดตั้งสหกรณ์ของตนเอง มีบทเรียนในแง่ที่ว่าการที่มูลนิธิสนับสนุนเงินในช่วงก่อตั้งให้ ทำให้ชุมชนไม่เกิดสำนึกรับผิดชอบหรือมีส่วนร่วมว่าเป็นเงินของตน ทำให้เกิดปัญหาความสามารถในการรับมูลนิธิไปดำเนินการต่อ


· ผู้นำ(นโยบายของรัฐ)มีการทำงานที่นับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา


· กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนและของรัฐถือระเบียบต่างกัน ส่งผลต่อการทำธุรกรรมการเงิน กลุ่มออมทรัพย์ระเบียบกฏเกณฑ์ยืดหยุ่นมากกว่า บางแห่งทำตามข้อตกลงหรือกติกาของกลุ่ม เช่น ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน


· สหกรณ์บริการมอ. มีเงิน 1 หมื่นล้านบาท มองว่าสงขลามีศักยภาพสูง เรามีตัวแบบสหกรณ์และการออมทรัพย์ที่ดี เป็นเมืองหลวงด้านสวัสดิการชุมชน แค่รูปแบบสหกรณ์เรามีทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ครู สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์บริการ


· สังคมเราเป็นทุนบริโภค แสวงหากำไรสูงสุด การทำองค์กรการเงินเพื่อชุมชนไม่ควรคิดแบบธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นผลกำไร ขณะเดียวกัน ต้นทุนสหกรณ์มีมากกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่สหกรณ์ไม่เสียภาษี ธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันก็ประสบปัญหา เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 7 เงินฝากร้อยละ 1

 


ความเสี่ยงของชีวิต

การมีเงินส่วนหนึ่งถูกนำไปเพื่อจัดการกับความเสี่ยงต่างๆของชีวิต การทำสวัสดิการก็เป็นการแก้ปัญหาความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เช่น การทำสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ในสงขลามีการบริหารโดยมูลนิธิครูชบ-ปราณี ยอดแก้วและสมาคมสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทจังหวัดสงขลา ใช้รูปแบบบริหารแบบรถไฟ มีหัวรถจักรนำขบวนและมีตู้พ่วง ที่มีสมาชิก 1 แสนกว่าคนไปด้วยกัน 


· ที่มาของการทำสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท พัฒนามาจากรูปแบบของต.น้ำขาว โดยครูชบ ยอดแก้ว รัฐสมทบ สร้างฐานให้ชุมชน


· ปี 2517 ประเทศไทยเริ่มเกิดแนวคิดการทำออมทรัพย์ โดยกรมพัฒนาชุมชน โดยประยุกต์จากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน หรือการทำธนาคารหมู่บ้าน


· ปี 2526 ครูชบ ยอดแก้ว เริ่มทำเรื่องพัฒนาคน โดยเริ่มที่น้ำขาว 11 หมู่บ้าน มุ่งเน้นการพัฒนาร่างกาย ให้มีสุขภาพดี ปราศจากโลก มีอนามัยสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ มีจิตสำนึกประชาธิปไตย และมีการพัฒนาจิตใจ รักษาสัตย์ จริงใจกับตนเอง ข่มใจ ถ่อมใจ อดทน อดกลั้น อดออม ละวางความชั่ว ละประโยชน์ส่วนตน เพื่อส่วนร่วม


· ใช้เงินเป็นเครื่องมือเพื่อจัดสวัสดิการ โดยพบความต้องการของชาวบ้านว่าอยากได้สวัสดิการเหมือนกับข้าราชการ จึงริเริ่มทำสวัสดิการของชาวบ้าน อุดช่องว่างดังกล่าว ในช่วงเริ่มแรกคนไม่เชื่อ มีเพียง 30% ของคนในชุมชนเท่านั้น โดยตั้งกรรมการบริหารเอง ไม่เสียดอกเบี้ย แต่เรียกว่าเป็นการเสียค่าบำรุง โดยแบ่งปันประโยชน์ ครึ่งหนึ่งปันผลตามหลักสหกรณ์(ตามหุ้น) ที่เหลือนำไปทำสวัสดิการ ในการรักษาพยาบาล เมื่อสามารถทำได้จริง ทำให้เกิดความเชื่อถือ


· ปี 2529 สามารถขยายผลทำได้ 100% ของประชากร


· ปี2532 อ.เสรี พงศ์พิศ ชวนกลุ่มต่างๆมาคุย จึงเกิดการขยายแนวคิดสวัสดิการ


· 2543 เกิดกองทุนหมู่บ้าน นำรูปแบบของน้ำขาว เสนอให้รัฐสมทบปีแรก 100% สร้างฐานให้ชุมชน แล้วค่อยลดการสนับสนุนลง จนพื้นที่สามารถรวมได้ 21 กลุ่มได้เงินจากรัฐบาลมาสนับสนุนชุมชน แต่การขยายผล แม้จะมีความเห็นว่ามีประโยชน์มากแต่ก็ติดขัดระเบียบราชการ


· 2547-ปัจจุบัน การทำสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทเพื่อสร้างสวัสดิการประชาชน 9 ด้าน วางเป้าหมายทำทั้งจังหวัด มีการเสนอผู้ว่าสมพร ใช้บางยาง ขอการสนับสนุนโดยประชาชนทำเอง ซึ่งต่อมามูลนิธิครูชบ-ปราณี ยอดแก้วรับช่วงรับผิดชอบ บนฐานคิด 1 ตำบล 1 กองทุน ปัจจุบันทำไปแล้ว 138 แห่ง(จาก140 แห่ง) และมีสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนจ.สงขลารับผิดชอบร่วมกับมูลนิธิ มีสมาชิก 170,000 คน มีเงิน 112 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วปัจจุบันมีเงินเหลือ 87 ล้านบาท


· ครูชบ ยอดแก้ว ได้เล่าประสบการณ์การทำงานในช่วงเริ่มต้น ว่ามีการทำวิจัย ได้ข้อสรุปว่าหากประชาชนทำเพียงลำพัง 15 ปีมีแนวโน้มล้ม มีการวิจัยใหม่ เสนอนโยบายให้ท้องถิ่นและรัฐสมทบด้วย


· ต่อมาปี 2552 รัฐบาลสนับสนุน บน 4 ข้อเสนอ ได้แก่ ทำให้สวัสดิการเป็นวาระชาติ ให้รัฐสมทบ 1 ท้องถิ่น 1 ประชาชน 1 บาท (สงขลามี 100 กลุ่มได้รับประโยชน์ โดยอายุกลุ่มต้องเกิน 1 ปี มีการจัดสวัสดิการไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง) ให้เกิดกลุ่มสัจจะฯ ทุกแห่งในประเทศ และให้แก้ระเบียบให้รัฐ/ท้องถิ่นสามารถสมทบงบได้ ต่อมาได้มีมติครม.ให้สามารถสมทบได้




ดอกผลมิได้มีแค่เงิน

เราได้ถกปัญหากันอย่างสนุกสนาน จนได้ข้อเสนอในการยกระดับการทำองค์กรการเงิน โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้


1.เสนอเชิงนโยบาย ให้มีการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ ปล่อยกู้ให้ชุมชน/องค์กรสหกรณ์ที่อ่อนแอ หรือหนุนเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยต่อยอดทุนทางสังคม นำมาสู่การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน หรือทำโรงงานขนาดเล็ก


2.สร้างผลประโยชน์ให้สมาชิกที่มิใช่แค่เงิน ด้วยการสำรวจความต้องการของสมาชิก สร้างผลผลิต ต่อยอดผลผลิต ยกระดับคุณภาพชีวิต


3.พัฒนาทุนเงิน ไปถึงทุนคนให้มากขึ้น โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือพัฒนาคน เช่นกรณี สัจจะลดรายจ่ายวันละบาท เพื่อทำสวัสดิการ 9 ด้าน บนฐานการสมทบระหว่างชุมชน 1 บาทท้องถิ่น 1 บาทรัฐ 1 บาท ทางสมาคมฯได้ว่างเป้าหมายให้ครอบคลุม ประชากร 50% ของสงขลา


รูปแบบของสัจจะลดรายจ่าย แบ่งผลประโยชน์เป็น 3 ส่วน 50% นำไปจัดสวัสดิการ 9 ด้าน 30% นำไปลงทุนหารายได้ หรือการศึกษา เช่น ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทำปุ๋ย น้ำย1กศรัทธา ทำงานร่วมกับวัด/มัสยิด/โบสถ์


5.พัฒนาแนวคิดของกรรมการในด้านการบริหารจัดการ มีการทำงานจากเล็กไปใหญ่ จากง่ายไปยาก แก้ปัญหาสุขภาพ/สร้างเสริมสุขภาพโดยวิจัยหาตัวเลขความเจ็บป่วย ข้อค้นพบเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค หรือมีการอบรมทำความเข้าใจด้านสวัสดิการ สร้างองค์ความรู้ เสริมการบริหารจัดการ การลงมือทำ


ควรพัฒนาศักยภาพในกลุ่มสมาพันธุ์/กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ในด้านการบริหารจัดการ มีการยึดถือในตัวบุคคล ขาดคนมารับลูกต่อ ไม่มีการพัฒนากลุ่มที่อ่อนแอ ที่มีปัญหาการทุจริต โดยเน้นกรรมการระดับหมู่บ้าน ปัจจุบันมีกลุ่มสมาชิก 800 กว่ากลุ่มเกิดตามปีปฎิทิน และให้ประสานสถาบันการศึกษามาพัฒนางานวิจัยเพื่อนำไปสู่การแก้ไข


6.การทำงานในลักษณะร่วมคิด ร่วมทุน ร่วมทำ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง โดยเฉพาะโอกาส


ในการขยับให้สงขลาเป็นเมืองยางโลก เรามีตลาดที่จีน อินเดียมีความต้องการสูง เรามีศูนย์วิจัย/มีทุนทากแต่ทำกันคนละด้าน จึงควรสร้างระบบข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์การตลาดรวมกลุ่ม แสวงหาลู่ทางใหม่ๆ เช่น นำเงินไปสร้างอาคารที่พักนักศึกษา


7.ไม่เน้นการกู้ จำกัดวงเงิน มีการส่งเสริมการออมตั้งแต่เด็ก สร้างกองทุนหมุนเวียน หรือกองทุนหมู่บ้าน/กองทุนกลางเพื่อการพัฒนา



โดยทั้งนี้ เราในฐานะมูลนิธิชุมชนสงขลาที่เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ สามารถเข้าไปสนับสนุนการทำงานในด้านต่างๆ ดังนี้


1.การพัฒนาศักยภาพให้กับกลุ่มองค์กรการเงิน โดยเฉพาะการพัฒนาคน การบริหารจัดการ


2.การประสานงานให้เกิดการวิจัยเพื่อแก้ปัญหากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ที่มีความต้องการหาทางออกจากปัญหาที่รุมเร้า มีข้อเสนอให้มูลนิธิเป็นเจ้าภาพนัดกลุ่มออมทรัพย์การผลิตมาพูดคุยเป็นการเฉพาะต่อไปด้วย


3.ความร่วมมือในเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะบางแห่งที่มีความพร้อมในการนำเงินสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ในสัดส่วน 30% มาเพื่อการลงทุน การลดรายจ่ายในครัวเรือนด้วยการลงขันร่วมซื้อสินค้าในราคาถูกและมีคุณภาพส่งผลดีต่อสุขภาพ


4.ความร่วมมือระหว่างสหกรณ์บริการหรือสหกรณ์ออมทรัพย์มอ. รับเงินฝากจากกลุ่มออมทรัพย์ที่มีเงินล้นระบบ


5.พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อวางรากฐานการวิเคราะห์การตลาด ยกระดับการพัฒนาจังหวัดในอนาคต เช่น การทำสงขลาเป็นเมืองยางโลก และมีการวิจัยเพื่อการยกระดับสหกรณ์เป็นธนาคารสหกรณ์ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่


ร่วมกันใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยกระดับชีวิตไปสู่การให้ ใช้เงินสร้างคนสร้างสังคมที่ดีกว่า.

โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net