วันที่ พุธ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความเป็นจริงแห่งจักรวาลและโลกธาตุ


นานมาแล้วนับตั้งแต่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อาจจะก่อนหรือหลังเกิดบิ๊กแบงที่จักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้น จักรวาลระเบิดตัวเองออกไปทุกทิศทาง สะเก็ดจากการระเบิดได้ก่อตัวเป็นดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ต่างๆมากๆมาย เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปรไปตามเหตุและปัจจัย ทั้งจักรวาลและโลกธาตุทั้งหมดเป็นเพียงธาตุแปรธาตุ เป็นสภาวะความแปรปรวน และกระแสพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ ลองนึกถึงมวลก๊าซที่ก่อตัวควบแน่นก่อกำเนิดเป็นดาวฤกษ์ก็ได้ นั่นแหละธาตุแปรธาตุ ทุกสิ่งคงดำเนินของมันไปเป็นธรรมชาติธรรมดาถ้าหากไม่มีมนุษย์ขี้เหม็นถือ กำเนิดขึ้นมาบนโลก....เฮ้อ
 
ก็พยายามจะเป็นวิชาการอยู่ แต่ไปไม่รอด เพราะไอ้ที่เขียนมาทั้งหมดน่ะมั่วเอา
 
ย่อหน้าข้างต้นเพียงเพื่อจะบอกว่า หากไม่มีมนุษย์ จักรวาลก็ไม่มี โลกก็ไม่มี เพราะไม่มีอะไรมารับรู้ว่ามันเป็นโลก เป็นจักรวาล และที่ได้อ่านทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสมมติเอาเพื่อให้คุยกันรู้เรื่องเท่านั้น ห้ามไปยึดเอาเด็ดขาด
 
สภาวะธาตุต่างๆไม่ว่าจะก่อนเกิดสิ่งมีชีวิตหรือหลังเกิดสิ่งมีชีวิต นั้น ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเดียวกันนั่นคือกฎของไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ไม่คงที่ อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ผ่านมาผ่านไปและไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเราเขา นี่คือความจริงสูงสุดที่พระพุทธเจ้าได้นำมาบอกแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้ คลายอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเป็นตน เพราะไอ้ที่เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้น่ะมันหลอกตัวเองทั้งนั้น ท่านจึงมาบอกให้ตื่นออกจากความเป็นสัตว์เสียที
 
ย้อนกลับมาถึงยุคปัจจุบัน ปีพ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นปีที่สัจธรรมแห่งองค์พุทธะเปิดขึ้นในสังสารวัฏอีกครั้งหนึ่ง โดยหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ซึ่งก็ทำเอาเหล่านัก "ทำ" ตกกะใจกันเป็นแถบๆเพราะสัจธรรมแท้นั้นแรง และฝืนจริตของสัตว์อย่างมาก ตรงที่ "ทำ" เอาไม่ได้นั่นแหละ ปฏิฆะมากก็แปลว่ายึดมากนะจะบอกให้
 
เหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านบอกว่ามันนิพพานอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว ไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้วนั้น ท่านหมายถึงโลกธาตุดั้งเดิมแท้นั้นมันไม่มีอะไรติดกับอะไร ไม่มีอะไรมีความหมายกับอะไร ไม่มีอะไรเป็นอะไรกับอะไรอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับอะไรอยู่แล้ว อยู่แล้ว อยู่แล้ว (echo)
 
ไอ้ที่เราบ้าไปเดิน บ้าไปนั่งอยู่เนี่ย มันไม่ว่างจากการยึดเกาะ ไม่ว่างจากความหลงนั่นแหละ มันถึงต้องเกิดมาใช้กรรม คือมัน"เลย" นิพพานมาแล้วนั่นแหละมันเลยไม่ว่าง เพราะไม่มีใครรู้จริงๆว่าตัวเองอยู่ที่สิบหรือที่ร้อยกันแน่ ท่านจึงบอกว่านิพพานน่ะ มันอยู่แล้ว แต่ที่มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อกัน ปฏิบัติกันเนี่ย มันก็ยิ่งไม่ว่างจากอัตตาเข้าไปใหญ่เพราะมันคือการเข้าเจริญอัตตาโดยตรง ดังนั้นหากใครจะตรงต่อนิพพานก็ต้องถอยหลังมา ไม่ใช่ลุยไปข้างหน้าแบบที่ทำกัน ถอยหลังนี่ก็คือปลงนั่นเอง ปลงขันธ์ให้หมด มันก็จะไปตรงต่อความว่างจากอุปาทานหรือนิพพานไปเองโดยอัตโนมัติ ง่ายมะ...แต่ไอ้ที่มุ่งไปข้างหน้าด้วยความพากเพียรน่ะ เดี๋ยวตัณหามันจัดให้ อยากเห็นอะไรล่ะ อยากเห็นนิพพานสวยงามขนาดไหนเป็นได้เห็นทั้งนั้น แต่เป็นนิพพานที่มีวันหมดอายุด้วยนะ พูดง่ายๆก็คือมันเป็นของปลอมไงเล่า ของจริงนั้นมันไม่ใช่อะไรเลย อธิบายตรงๆไม่ได้ อธิบายได้แต่ความเป็นรหัสนัยของพระนิพพานและสิ่งที่ไม่ตรงต่อนิพพานเท่านั้น
 
นี่คือพื้นฐานความเข้าใจสำหรับคำสอนของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตที่ท่านบอกว่า ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วหรือนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วนั่นแหละ ไม่ได้หมายความว่าทุกๆคนว่างอยู่แล้วนะ แต่ท่านหมายถึงจิตเดิมแท้ หรือโลกธาตุที่มันไม่มีอะไรกับอะไรอยู่แล้วนั่นเอง เพราะถ้ายังไม่ว่างจากการยึดเกาะสิ่งหรือสภาวะอันเป็นอนิจจัง(รวมไอ้สิ่งที่ เราเรียกว่าจิตด้วย) มันก็ไม่ว่างทั้งนั้นแหละ เพราะมันง่วนอยู่กับการหาที่ยึดเกาะไง กรรมมันเลยจองคิวให้ยาวจากชาตินี้ไปชาติหน้าอีกหลายๆชาติ
 
ก็ไอ้การปฏิบัตินั่นแหละตัวเกาะเลย อนิจจังตลอด ลองนึกภาพดูสิ คนกำลังว่ายน้ำ แล้วเราไปถามว่าจะว่ายไปไหน มันก็ว่ายไปข้างหน้าไง แต่ปากก็ละล่ำละลัก สำลักน้ำบอกว่าไปนิพพาน ตลกไหมเล่าดำผุดดำว่ายอยู่กับความเป็นอนิจจังแล้วปากก็บอกว่าหวังนิพพานอยู่ นั่นแหละ
 
อยากจะบอกว่ามันมีน้ำให้ว่ายหรือมีคนว่ายน้ำซะที่ไหนเล่า ละเมอไปเอง มันว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วโว๊ย
พบสัจธรรมแห่งองค์พุทธะของดั้งเดิมแท้ได้ที่

http://www.rombodhidharma.net

โดย ดับจิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net