วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

100 พันธุ์ไม้ในพระไตรปิฎก(ต้นไทร)


                      

             ต้นไทรหรือต้นนิโครธหรือต้นกร่าง : อชปาลนิโครธ (นิคโครฺโธ)

                        ก.    ลักษณะทั่วไป 

                        ต้นไทร  เป็นไม้ต้นที่มีลำต้นแข็งแรงมีกิ่งก้านสาขาไม่แพ้ต้นโพธิ์  ปลายกิ่งห้อยลู่ลงทำให้เกิดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ  ตามลำต้นและกิ่งจะมีรากอากาศห้อยย้อยลงมา  ซึ่งรากอากาศนี้จะเจริญเติบโตเป็นลำต้นต่อไป 

                        ผล  จะติดแน่นอยู่กับกิ่งเมื่อ  ผลแก่จะมีสีแดงคล้ำหรือสีเลือดหมูเป็นอาหารของพวกนกเป็นอย่างดี  ต้นอชปาลนิโครธจะขึ้นกระจายอยู่ในเอเชียเขตร้อน  อาจจะขึ้นเป็นกลุ่มหรือกระจายห่าง ๆ ตามพื้นที่ที่ค่อนข้างชุ่มชื้น

                       การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือนกกินแล้วไปถ่ายในสถานที่ต่าง ๆ หรือขยายพันธุ์โดยวิธีการตอนกิ่งก็ได้  นิยมปลูกไว้ตามวัดและสวนสาธารณะต่าง ๆ

                        ประโยชน์  เพื่อให้ร่มเงา  มักจะไม่นิยมปลูกตามริมถนนหรือบริเวณใกล้บ้านเนื่องมาจากมีกิ่งก้านมากมายซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

                        ข. เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 

                        ต้นอชปาลนิโครธมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอยู่หลายเหตุการณ์โดยเริ่มจากตอนที่พระพุทธเจ้าทรงรับข้าวมธุปยาสจากนางสุชาดา  ซึ่งกล่าวถึงอดีตชาติของพระพุทธเจ้าว่ามีชื่อ              ว่าสุเมธพราหมณ์  โดยพระพุทธเจ้าในกาลนั้นซึ่งมีพระนามว่าทีปังกร  ทรงพยากรณ์ว่าสุเมธพราหมณ์นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก  ดังข้อความตอนหนึ่งในทีปังกรพุทธวงศ์ที่ ๑ ว่า “ท่านทั้งหลาย  จงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะอันรุ่งเรืองนี้  เข้าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้  พระตถาคตชินเจ้าพระองค์นั้น  ผู้มีพระเกียรติยศมาก  จักเสด็จออกจากนครกบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรม  จักทรงบำเพ็ญเพียรทุกกรกิริยาแล้ว  เสด็จไปประทับนั่งที่ควงไม้อชปาลนิโครธ  ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว ฯ”[1]

                        เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า คือ การเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๔, ๗

                        ในสัปดาห์ที่ ๔  มีความเป็นมาดังนี้  เมื่อครั้งตรัสรู้พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากต้นโพธิพฤกษ์ไปยังควงต้นไม้อชปาลนิโครธ (ต้นไทร) แล้วประทับนั่งโดยบัลลังก์เดียวเสวยวิมุตติสุขอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธต่อเป็นเวลา ๗ วัน ครั้งนั้น พราหมณ์หุหุกชาติผู้มีทิฐิและถือตัวคนหนึ่ง ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและสนทนาปราศรัยกับพระองค์และได้กราบทูลพระพุทธเจ้าดังนี้ “ท่านพระโคดม บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงไรหนอ  ธรรมเหล่าใดทำให้บุคคลให้เป็นพราหมณ์”

                        ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว  จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ดังนี้ “พราหมณ์ใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่ตวาดผู้อื่นว่า หึ หึ ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด  มีตนสำรวมแล้ว  ถึงที่สุดแห่งเวท  มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  พราหมณ์นั้น  ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในอารมณ์ไหน ๆ ในโลกควรกล่าวถ้อยคำว่า  ตนเป็นพราหมณ์โดยธรรม”[2]

                        ในสัปดาห์ที่ ๗  มีความเป็นมาดังนี้  ต้นอชปาลนิโครธเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๗ ภายหลังทรงตรัสรู้  คือเป็นสัปดาห์สุดท้ายแห่งการเสวยวิมุตติสุข  ข้อความในรัตนะจงกรมกัณฑ์ได้กล่าวไว้ว่า 

                        สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่ามุนี  จะทรงอนุเคราะห์เวไนยสัตว์  เสด็จจากไม้อชปาลนิโครธ  เสด็จถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับ  ในกาลนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงประทับบนบัลลังก์อันประเสริฐนั้น  และทรงประกาศธรรมจักร  คือ ทุกข์  เหตุให้เกิดทุกข์  ความดับทุกข์  มรรค (หนทางอันนำไปสู่ความดับทุกข์)  อันสูงสุดแก่ปัญจวัคคีย์[3]

                        ทั้งนี้  ยังมีอีกหลายตอนในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทที่ได้กล่าวถึงต้นอชปาลนิโครธ เช่นใน มหาปรินิพพานสูตร  ที่พระพุทธเจ้าได้เล่าให้พระอานนท์ฟังถึงเรื่องที่มารผู้มีบาปเข้าทูลให้พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ในตโปกรรมสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการรำพึงถึงการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์,  ใน พรหมาสูตร  ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องทางสายเอก ดังข้อความนี้

                        สมัยหนึ่ง  แรกตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธ  ฝั่งแม่น้ำ              เนรัชรา  ครั้งนั้นพระองค์ทรงหลีกออกจากที่ลับ  ความปริวิตกได้เกิดขึ้นในพระหฤทัยของพระองค์ว่า  “ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก  เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย  เพื่อล่วงเสียซึ่งความโศกและความร่ำไร  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส  เพื่อให้บรรลุธรรมที่ถูกต้องดีงาม  เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งคือ  สติปัฏฐาน ๔”[4]



[1] ดูรายละเอียดใน ขุ.พุทธ. (ไทย)  ๓๓/๒/๓๒๓-๓๒๘.

[2] ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๔/๖-๗.

               [3] ดูรายละเอียดใน ขุ.พุทธ. (ไทย) ๓๓/๑/๓๑๓-๓๑๔.

               [4] ดูรายละเอียดใน สํ.ม. (ไทย)  ๑๙/๗๕๔/๒๐๙-๒๑๐.

โดย โมไนย-พจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net