วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชุมนุมนิทานพื้นบ้านนานาชาติ : เส้นทางความร่วมมือสู่สันติภาพ



พาเด็กๆไปฟังนิทานมาครับ แถมเป็นนิทานนานาชาติเสียด้วย


ผมไม่ได้เข้าวิทยาลัยวันศุกร์เสียนาน  แต่บรรยากาศก็ยังเหมือนเดิมครับ ที่นี่มีการเปิดห้องเรียนนอกระบบให้กับทุกคนที่สนใจ ไม่เก็บค่าเรียน มีวิทยากร(อาสาสมัคร)มาถ่ายทอดนำเสวนา และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่ผู้เข้าร่วม เป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัยมายาวนานในทุกวันศุกร์ ทุกอย่างมาด้วยใจ เกิดขึ้นด้วยใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับพลเมือง เกิดขึ้นมานับแต่ปี 2542


ครั้งนี้ร่วมกับคณะเล่านิทานนานาชาติ “นิทานเพื่อสันติภาพ” ที่แวะผ่านมาทำกิจกรรมในละแวกนี้ นำนิทานมาเล่าให้เด็กๆและผู้ใหญ่ฟัง นักเล่านิทานเหล่านี้มาด้วยใจเช่นกัน บางท่านเสียค่าเดินทางมาด้วยตัวเองด้วยซ้ำ


รายชื่อนักเล่านิทาน

๑.รศ. ดร. วยุพา ทศศะ    คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

๒.ดร. ประสงค์ สายหงษ์   คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  

๓.Dr. Margaret Read MacDonald  Washington USA

๔.Ms. Masako Sueyoshi   Japan

๕.Ms. Tomoko Sugano  Japan

๖.Ms. Ung Kim Cho Malaysia

๗.นายทวีชัย ลำมูล  วิชาเอก การศึกษาปฐมวัย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์


งานนี้ต้องขอบคุณผู้ประสานงาน นั่นคือ คุณชัยวุฒิ เกิดชื่น และสุวรรณี เกิดชื่น (คุณเล็ก)ครับ 087 837 0610 [sweetjuniors@yahoo.com]

 



นิทานเพื่อสันติภาพ

Dr. Margaret Read MacDonald จาก Washington USA เล่าว่าได้พยายามเสาะหานิทานพื้นบ้านจากทั่วโลก พบว่านิทานส่วนมากมีแต่เรื่องราวของการฆ่าฟัน ต่อสู้ มีการประลองฝีมือ หรือการตามหาสมบัติ หาทองคำ การเอาชนะคะคานกันด้วยปัญญาที่ฉลาดแกมโกง(นึกถึงศรีธนญชัยของเราก็ได้) นิทานที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีความสุข มีน้อยมาก


ระหว่างเสาะหานิทานเลยเกิดคำถามว่า ระหว่างเส้นทางไปสู่สงคราม กับเส้นทางไปสู่สันติภาพ เราควรเลือกทางใด?


แล้วเราก็ได้ฟังนิทานเรื่องแรก : พละกำลัง


เป็นนิทานจากประเทศอัฟริกาตะวันตก เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้มีการแข่งขันกัน ดูว่าใครเป็นผู้ที่แข็งแรงที่สุด ทั้งหมดมาพบกันในป่า แสดงกำลังของตนให้เป็นที่ประจักษ์


ลิงชิมแปนซี มาก่อนใคร มันมีแขนที่แข็งแรง มาถึงก็ร้องเสียงดัง “พละกำลังๆๆ”


กวาง มันวิ่งอย่างรวดเร็ว ทะนงตนว่ามันนี่แหละเป็นสัตว์ที่แข็งแรง มันก็ร้องขึ้นว่า “พละกำลังๆ ฉันนี่แหละแข็งแรงที่สุด”


กระทิง มีไหล่ที่แข็งแกร่ง มีเขาแหลมคม เจ้ากระทิงก็ร้องเสียงดัง “พละกำลังๆๆ”


ช้าง เป็นสัตว์ใหญ่โต มาถึงก็ร้องเสียงดัง “พละกำลังๆๆ”


แล้วก็ถึงคิวของมนุษย์ ถือปืนมาด้วย แต่ก็กลัวว่าสัตว์ทั้งหลายจะไม่ยอมรับ จึงนำปืนไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้ มนุษย์ก็ออกมาแล้วก็ร้องเสียงดัง “พละกำลังๆๆ ฉันนี่แหละแข็งแรงที่สุด”


การแข่งขันเริ่มขึ้น ลิงชิมแปนซี วิ่งไปที่ต้นไม้เล็กๆ ปีนขึ้นไปจับยอดไม้ แล้วมัดยอดไม้เป็นปม สำแดงให้เพื่อนสัตว์ประทับใจ สัตว์ทั้งหลายก็ร้องว่า “นี่แหละคือพละกำลัง”


กวาง กระโดดขึ้นมา มันวิ่งไปสุดเขตของป่าและวิ่งกลับมา สัตว์ทั้งหลายก็ร้องว่า “นี่แหละคือพละกำลัง”


กระทิงป่า ไปที่ทุ่งอ้อย ใช้ไหล่และเขาไถไร่อ้อยไปมา มันถามสัตว์ทั้งหลายว่า “นี่คือความแข็งแรงใช่ไหม?”สัตว์ทั้งหลายก็ร้องว่า “พละกำลังๆ นี่แหละคือความแข็งแรง”


ช้าง ตรงไปที่กอไผ่ เอนตัวไปที่กอไผ่ ให้กอไผ่เอนลงถึงฟื้น สัตว์ทั้งหลายก็ร้องว่า “นี่แหละคือพละกำลัง”


สุดท้ายเป็นมนุษย์ วิ่งมาที่กลางวง กระโดดตีลังกากลับหลัง หมุนไปรอบๆจนเวียนหัว ร้องถามสัตว์ทั้งหลายว่า “นี่คือพละกำลังใช่ไหม?” สัตว์ทั้งหลายร้องตอบพร้อมกัน “ไม่ใช่” มนุษย์โกรธ ปีนขึ้นไปบนต้นตาล ร้องถามสัตว์ทั้งหลายว่า “นี่คือพละกำลังใช่ไหม?” สัตว์ทั้งหลายก็ร้องตอบพร้อมกัน “ไม่ใช่” มนุษย์โกรธมาก เอาล่ะ ฉันจะแสดงให้เห็นว่าพละกำลังที่แท้จริงเป็นอย่างไร มนุษย์วิ่งไปหยิบปืนที่ซ่อนไว้ออกมา แล้วยิงไปที่ช้าง...ปัง! ช้างถูกยิงล้มลง มนุษย์หันไปถามสัตว์ทั้งหลาย ปรากฏว่าสัตว์ทุกตัวหายไปหมดแล้ว


คนทำอะไร? ฆ่าช้าง มันคือความตาย มนุษย์จึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว สัตว์ทั้งหลายไม่ยอมให้ร่วมทางไปด้วย มนุษย์ไม่สามารถแยกแยะความต่างระหว่าง พละกำลังและความตาย

 



นิทานจากประเทศจีน “เมื่อสุนัขได้พบเพื่อน”

เล่าโดยคู่หู Ms. Masako Sueyoshi และMs. Tomoko Sugano จาก Japan


ในสมัยก่อน สุนัขยังไม่มีเพื่อนแท้ จึงพยายามมองหาเพื่อน มันจึงเดินทางเข้าไปในป่า เจอกระต่าย จึงชวนกระต่ายเป็นเพื่อน กระต่ายก็ตอบรับ ชวนมาอยู่ด้วยกัน แต่ตอนกลางคืนกระต่ายนอนไม่หลับ เพราะว่าสุนัขเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติจะเห่าออกมา กระต่ายก็กลัวว่าหมาป่าจะทำร้ายเอา กระต่ายจึงเป็นเพื่อนกับสุนัขไม่ได้


สุนัขจึงไปหาหมาป่า ชวนหมาป่าเป็นเพื่อน หมาป่าก็ตอบรับเป็นเพื่อน เมื่อชวนมาอยู่ด้วยกัน ตอนกลางคืนสุนัขเห่าขึ้นอีก หมาป่ากลัวว่าจะหมีจะมาเจอเข้ามาทำร้ายมัน หมาป่ากับสุนัขก็เลยเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีก


สุนัขจึงไปหาหมี ชวนหมีมาเป็นเพื่อน ตอนกลางคืนหมีก็นอนไม่หลับอีกเพราะว่าสุนัขเห่าอยู่ตลอดเวลา หมีกลัวมนุษย์จะมาทำร้าย


สุนัขจึงไปหามนุษย์ ชวนมาเป็นเพื่อนกัน แต่คราวนี้มนุษย์นอนหลับสบาย เพราะว่ามีสุนัขทำหน้าที่เฝ้าทรัพย์สมบัติของตนให้ ตั้งแต่นั้นมา มนุษย์กับสุนัขจึงเป็นเพื่อนกัน



สัตว์กำลังหลับ...ทุกคนทำตามด้วยนะ


ลีลาของสองสาว


ทำท่าสุนัขเห่า(เห่าแบบสุนัขญี่ปุ่น)


นิทานจากอัฟริกา “เด็กชายผู้กล้าหาญ”

เล่าโดย Ms. Ung Kim Cho จาก Malaysia เรื่องมีอยู่ว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายชราคนหนึ่งเป็นผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่อง ทุกคนจึงรัก เทิดทูน พากันเรียกชายชราคนนี้ว่า “คุณตา”



วันหนึ่งคุณตาไม่สบาย อาการทรุดหนัก ทุกคนในหมู่บ้านต่างแวะเวียนมาถามไถ่ ทำอย่างไรดีหนอจึงจะรักษาอาการป่วยของคุณตาได้ คุณตาบอกว่า ต้องมีใครไปที่ถ้ำ แล้วก็ร้องเพลง นำสิ่งที่อยู่ในถ้ำมารักษาอาการป่วยให้คุณตา


หนุ่มน้อย ชายหนุ่มทั้งหลายในหมู่บ้านได้ฟังเช่นนั้นก็อาสาไปที่ถ้ำ ไปถึงก็ร้องเพลงเสียดัง(เพลงแบบอัฟริกา) ในถ้ำมีงูเหลือมยักษ์เลื้อยออกมา หนุ่มน้อยตกใจกลัว วิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน


สุภาพสตรีที่นั่งเย็บผ้าอยู่มองเห็นเข้า ก็อาสาที่จะไปช่วยคุณตาบ้าง ไปถึงที่หน้าถ้ำ ร้องเพลงจนงูเหลือมยักษ์เลื้อยออกมาอีก สุภาพสตรีทั้งหลายก็ตกใจกลัว วิ่งหนีไปอีก


คราวนี้เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอาสาอยากช่วยคุณตา เด็กๆจึงไปที่ถ้ำ ทุกคนเศร้าใจ อยากช่วยคุณตา เราจะทำอย่างไรดี เราจับมือกันไว้แน่นๆดีกว่า เด็กๆจึงจับมือกัน แล้วก็ร้องเพลง งูเหลือมยักษ์ก็เลื้อยออกมาจากถ้ำ เด็กๆกลัว แต่ก็ยังยืนขาสั่นอยู่กับที่ เผชิญหน้ากับงูเหลือมยักษ์


“เจ้าไม่กลัวเรารึ” งูเหลือมถาม


“พวกเรากลัว...แต่..แต่พวกเราจะมา..ขอความช่วยเหลือ คุณ-คุณ...ตา กำลังไม่สบาย ช่วยท่านด้วย” เด็กๆตอบปากสั่น


“ตกลง” งูเหลือมตอบ แล้วก็ตามเด็กๆไปที่หมู่บ้าน ช่วยรักษาคุณตาจนหายป่วย ส่วนผู้ชาย ผู้หญิงก็เตรียมงานฉลองความกล้าให้กับเด็กๆ แล้วก็แวะมาขอบคุณงูเหลือมยักษ์


 


นิทานจากภาคอิสาน เรื่อง “เศรษฐีหาลูกสะไภ้”

เล่าโดย รศ. ดร. วยุพา ทศศะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และดร. ประสงค์ สายหงษ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

(ทั้งคู่เล่าด้วยภาษาอิสาน)


ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อเศรษฐีมั่งมี มีลูกชายในวัยที่ควรจะมีครอบครัว แต่ก็ไม่มีเมียที่จะมาดูแลสมบัติ พ่อเศรษฐีจึงเรียกลูกชายมาพบ


“ผู้บ่าว เจ้ามีอายุพอสมควร น่าจะมีครอบครัวเสียที”


“ฮ่วย วันๆมัวแต่ทำงาย แล้วจะมีเวลาหาเมียได้ยังไง” ลูกชายตอบ


“เอาล่ะ พ่อสิให้เจ้าไปหาเมีย โดยให้เจ้าไปถามคำถามเดียวว่า ถ้าเจ้ามีปลาอยู่ตัวหนึ่ง เจ้าจะทำอย่างไรจึงจะกินปลาตัวนี้ได้นานที่สุด”



ลูกชายจึงออกเดินทางไปในหมู่บ้าน(ดร. ประสงค์ เดินไปยังผู้ฟังในวิทยาลัยวันศุกร์ มองหาผู้หญิง) พบคนหนึ่ง ก็ถามคำถามของพ่อ


“ทำปลาเค็ม” ผู้หญิง(ในห้อง) ตอบ


“ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง” ลูกชายพูด แล้วก็เดินต่อไป พบผู้หญิงก็ถามอีก


“เอาปลาไปเลี้ยง ขยายพันธุ์” ลูกชายก็ส่ายหน้าว่ายังไม่ใช่คำตอบ


“นำปลาไปให้เพื่อนบ้านกิน” หญิงคนสุดท้ายตอบ ลูกชายแสดงความดีใจ ตอบว่า นี่แหละคือคำตอบที่ถูกต้อง การมีไมตรี มีน้ำใจแบ่งปัน ทำให้เราจะได้กินปลาอย่างไม่มีวันหมด ว่าแล้วก็ให้พ่อเศรษฐีมาขอหญิงสาว ทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข   

 


ช่วยกันแบ่งปันความสุขจากผู้เล่าไปสู่ผู้ฟัง แบ่งปันความสุขจากผู้ฟังไปสู่ผู้เล่า นี่คือหนทางแห่งสันติภาพ


ทุกอย่างหาใช่เพิ่งเริ่มต้น เพราะนับแต่มนุษย์เกิดมา มีภาษาของตัวเอง พูดได้ มนุษย์ก็มองหาวิธีทำให้ลูกหลายของตนรู้วิธีประพฤติปฎิบัติตนให้ถูกต้อง มีความสุข


นิทานก็เป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ...น่าคิดนะครับ ว่านิทานพื้นบ้านของเรามีอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้ลูกๆหลานๆของเราเกิดมาเป็นคนดี


ที่สำคัญ นิทานทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

 



นิทานอเมริกา

เล่าโดย Dr. Margaret Read MacDonald  จาก Washington USA


 

กล่าวถึงยุคพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าเดินทางไปทุกที่ พระผู้สร้างโลก เปล่งปลั่ง ส่องรัศมีจนไม่อาจมองเห็น ท่านได้นำภาษาใส่ตะกร้าไปแจกจ่ายมนุษย์ทั้งหลาย รวมถึงภาษาของคนพื้นเมือง แต่ภาษาก็ยังเหลืออีกมาก ไปที่ใดก็วางตะกร้าลง คนพื้นเมืองก็มาหยิบภาษาไป ทำให้พื้นที่เดียวกันก็มีการพูดหลายภาษา สื่อสารกันไม่ได้


ในสมัยนั้นท้องฟ้าอยู่ต่ำมาก ต่ำจนชนหัวคน เป็นที่เดือดร้อนของคน หัวหน้าเผ่าทั้งหลายจึงมาประชุมหาทางออกร่วมกัน ทำอย่างไรที่จะทำให้ท้องฟ้าลอยขึ้นสูงกว่านี้ พวกเราต้องร่วมมือกัน จึงช่วยกันหาคำพูดที่จะสื่อสารกันได้ จนได้มาว่าคือคำ “ร่วมมือกัน”


มนุษย์แต่ละเผ่าจึงไปตัดแท่งไม้สูงๆ มาช่วยกันค้ำท้องฟ้า เอาไม้คนละลำมาช่วยกันค้ำ


(Dr. Margaret ให้ผู้เข้าฟัง ทำท่าถือไม้ค้ำ แล้วตะโกนพร้อมกัน “ร่วมมือกันๆๆ”)


ครั้งแรกเสียงเบา ความร่วมมือน้อย หัวหน้าเผ่าจึงให้ตะโกนอีกจนถึงครั้งที่ 4


ทั้งหมดก็ช่วยกันทำให้ท้องฟ้าลอยขึ้นไป จนสูงเท่ากับท้องฟ้าในทุกวันนี้ ท้องฟ้าก็ไม่ชนหัวมนุษย์อีกต่อไป

 

ร่วมมือกัน...คำง่ายๆ ร่วมกันสร้างเส้นทางสู่ความปรองดอง...เฮ้ย-สันติภาพ โดยเฉพาะกับผู้คนต่างสีต่างความคิดในประเทศเรา.

โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net