วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถวายเทียนทางน้ำคลองอู่ตะเภา : ฉลองศาลา 100 ปี ฟื้นวิถีความร่วมมือ 3 เหลี่ยมวัฒนธรรม



ขบวนเรือตำรวจนำหน้า ตามประชิดมาด้วยหมู่เรืออีกเกือบสิบลำ เลาะเลียบวนอ้อมเข้ามาจอดตรงหน้าท่าวัดคูเต่า ที่นี่คึกคักราวกับมีงานใหญ่ประจำปี


เยื้องต้นมะขามเทศหรือจามจุรียักษ์ที่แผ่กิ่งก้านยักเยื้องอวดลีลาแห่งพญาไม้ ลำต้นขนาดหลายคนโอบยังคงตระหง่านรับผู้มาเยือน และใกล้กันนั้น ศาลาเก่าอายุ 100 ปี บัดนี้ถูกชุมชนบูรณะจนแล้วเสร็จ กลายเป็นสถานที่รับแขกให้ผู้มาเยือนได้อาศัยร่มเงาพักพิงและทำกิจกรรม








งานถวายเทียนพรรษาปีนี้ จัดต่อเนื่องมาเช่นเคย มีองค์กรมาร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ นำโดย สหกรณ์ออมทรัพย์ มอ. เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ มอ. องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา มูลนิธิชุมชนสงขลา มูลนิธิทักษิณคดีศึกษา สโมสรโรตารี่โคกเสม็ดชุน บ.หาดทิพย์ จำกัด บมจ.บิ๊กซี ศูนย์การค้าไดอาน่า สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ชลประทานสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองควนลัง เทศบาลเมืองคลองแห เทศบาลตำบลคูเต่า เทศบาลตำบลบ้านหาร และอบต.แม่ทอม


ปีนี้ใช้แนวคิด “ได้บุญ ได้อนุรักษ์ ได้รักษา” ทำบุญ 9 วัด ได้แก่ วัดคูเต่า วัดหนองม่วง วัดอู่ตะเภา วัดชลประทานประสิทธิ์ วัดดอน วัดบางโหนด วัดนารังนก วัดศาลาโพธิ์ และวัดคลองแห

 

ถวายเทียนแต่ละครั้งเป็นโอกาสให้คนหน้าใหม่ โดยเฉพาะคนเมืองได้มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ โดยเฉพาะกับสายน้ำคลองอู่ตะเภา ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำประปา ซึ่งแต่ละครัวเรือนใน 5 อำเภอรอบหาดใหญ่ได้ใช้ประโยชน์ แต่ก็น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดจนรับรู้ลมหายใจที่กำลังรวยรินของสายน้ำ


ก่อนหน้านั้นก็มีฝนตก และเช่นเคย ฝนตกทีไรก็มีปลาตายตามมาทุกครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน มีบางคนบอกว่าพอจะมองเห็นระหว่างทางที่นั่งเรือมาถึงวัด


แต่ต้นเหตุก็ยังเป็นที่ถกเถียงไม่จบ บ้างว่าจากน้ำเสีย บ้างว่าจากภาวะปลาขาดออกซิเจน แล้วแต่จะอธิบายในมุมมองใคร...นักวิชาการหรือชาวบ้าน


ที่แน่ๆก็คือ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในคลองทั้งสิ้น



มีการพูดกันมากว่าการจะฟื้นลำคลอง ทางที่ดีที่สุดคือการใช้ประโยชน์ลำคลองให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ หรือการสัญจร หรือการท่องเที่ยวเชิวนิเวศ(โดยเฉพาะตลาดน้ำที่กำลังเป็นกระแส) ว่ากันว่าอาชีพที่จะได้ประโยชน์สูงสุดหากว่าน้ำมีคุณภาพดี นั่นคือ อาชีพประมง เคยมีการเลี้ยงปลาในกระชัง แต่ก็ไม่สำเร็จ แม้กระทั่งปลาที่เลี้ยงคือปลานิล ที่ว่ากันว่า “อึด” ที่สุดแล้ว


ครูเปลื้อง สุขสวัสดิ์ ที่เติบโตมากับสายน้ำแห่งนี้ เล่าว่าในอดีต มีกุ้งแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก ขนาดเท่าข้อมือ และมีวิธีตกกุ้งก็คือ การทำ “ราวกุ้ง” ผมนึกภาพไม่ออก เพราะไม่เคยเห็น ประมาณว่า เอามะพร้าวเฉาะปาก ไปผูกเป็นราว แล้วหย่อนให้กุ้งมากินเนื้อมะพร้าว เมื่อกุ้งมามากก็ใช้สวิงไปตักก็ได้กินกันง่ายๆ ใส่ “เชงเลง” ลูกเดียว ไม่เกิน 5 นาทีก็ได้เต็มหม้อ


“ตั้งไฟรอได้เลย รับรองว่าไม่เกิน 5 นาที ได้กินกุ้งสดๆ” ครูเปลื้องว่า


ทางชลประทานที่มาด้วย เล่าว่า เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา อากาศร้อนแล้ง น้ำประปาวิกฤตหนัก (ไม่มีใครรู้) ต้องดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำมาช่วย ปัญหาที่จะเกิดจากต้นน้ำ ส่วนหนึ่งทำให้เกิดตะกอนดิน น้ำตื้นเขินอย่างเห็นได้ชัด ตะกอนดินที่ว่ามาถึงจุดสูบน้ำประปา


หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนเมืองที่ใช้น้ำทั้ง 5 อำเภอ น่าจะมีสักครั้งได้ไปดูจุดสูบน้ำประปา ดูแล้วอาจจะไม่กล้าใช้น้ำประปาไปตลอดชีวิตก็เป็นได้


ปัญหาสะสมอีกอย่างก็คือ เมื่อน้ำแล้ง ต้นน้ำมีการทำฝายชะลอน้ำเป็นระยะ ส่งผลให้ปลายน้ำมีปัญหาตามมาทันที บางคนเล่าว่าจุดที่เป็นตาน้ำ ทุกวันนี้ก็ไม่มีน้ำให้เห็น


ครูเบ็ญ เล่าต่อว่า ทุกวันนี้กิจกรรมในส่วนของเด็กและเยาวชน เน้นไปที่การเกาะติดพื้นที่ ลูกบ้านไหนก็จัดการดูแลบริเวณนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการใกล้ชิดชุมชนที่ตนอาศัย แล้วพยายามชักชวนผู้ใหญ่มาร่วม ซึ่งก็ทำได้ผลไปแล้วในหลายๆพื้นที่ เช่น ที่เกิดที่บ้านเคียนเภา ต้นน้ำของปริก


“สิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมก็คือ ถังดักไขมันในครัวเรือน หรือนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำเสียในครัวเรือน จัดการน้ำเสียจากต้นกำเนิด โดยเฉพาะจากชุมชน”




ทุกคนมานั่งล้อมวงคุยใต้ศาลา 100 ปี ครูวันเล่าว่า ในอดีตศาลาแห่งนี้คืออาคารเรียนของเด็ก มี 3 ห้องเรียนด้วยกัน รูปแบบศาลาแห่งนี้เป็นภูมิปัญญาของช่างพื้นบ้าน ที่มีความงาม มีการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพอากาศของพื้นที่ ซึ่งมีฝนหนัก มีการระบายอากาศ พื้นกระดานเว้นช่องว่าง ใช้ตะปูน้อยมาก สถาบันอาศรมศิลป์มาเห็นเข้า จึงได้ชักชวนชาวบ้านมาร่วมกันบูรณะ โดยคงรูปแบบโบราณให้มากที่สุด


กระเบื้องที่ใช้ก็เป็นของเดิม แต่มีการเช็ดล้างจนสะอาด การล้างก็ทำโดยชุมชนสละเวลาทุกวันอาทิตย์มาช่วยกันเช็ดล้างทำความสะอาดจนใหม่เอี่ยม ใช้เวลาบูรณะถึง 2 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ


การบูรณะศาลาเป็นเพียงเครื่องมือ ให้ชุมชนได้หันหน้ากลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ความร่วมมือนี่แหละคือรากฐานแห่งวิถีชีวิต


ชุมชนเก่า วัดเก่า...วัดคูเต่าเองก็เป็นวัดเก่า มีความสวยงาม มีต้นไม้ใหญ่ มีโบสถ์เก่า มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีลานกว้าง มี 3 ลำคลองเชื่อมโยง บนเนื้อที่ 15 ไร่ มีสะพานแขวน(ที่รอการบูรณะ) มีเพลงเรือ...


เหล่านี้คือต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ซึ่งรอวันฟื้นคืนกลับมารับใช้ชุมชน

ศาลาร้อยปี ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง




ถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุ fm 88.00 Mhz







             ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดคูเต่า




ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดคูเต่า




ต้นมะขามเทศยักษ์

โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net