วันที่ พุธ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชำระประวัติศาสตร์กรือเซะ


สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.786)

 ผู้เขียนจะขออนุญาตกล่าวต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งค้างถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการต่อสู้และปลุกระดมเยาวชน ผู้เขียนไม่ได้เจตนาที่จะชี้ผิดชี้ถูกของประวัติศาสตร์ แต่เพียงต้องการจุดประเด็นในมุมมองประวัติศาสตร์ให้ขบคิดกัน ยกตัวอย่างเพื่อการค้นคว้าเปรียบเทียบสักเล็กน้อย

 เช่นในหนังสือ 'มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยะธรรมปัตตานี ” เขียนโดย รศ.ดร.ครองชัย หัตถา ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี มีภาพประกอบภาพหนึ่งเป็นรูปวาดมัสยิดกรือเซะที่ปรากฏในเอกสารฮอลันดา พ.ศ.2154  อธิบายสถานที่นี้ว่าตั้งอยู่หน้าพระราชวังไพรินที่กว้างขวาง แต่ภาพชิ้นนี้กลับถูกหยิบอ้างให้เป็นภาพมุมกว้างของ 'กรุงศรีอยุธยาท่ามกลางพายุ' ในหนังสือ 'กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง' รวบรวมโดย ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตโดยอาจารย์ครองชัย หัตถา ว่า

 "ปีเตอร์ ฟาน เดอ อา ได้พิมพ์เผยแพร่และจำหน่าย ภายใต้ชื่อภาพ La Ville de Judia ou de Siam ou and quelle โดยที่ ปีเตอร์ ฟาน เดอ อา ไม่ได้เดินทางมาประเทศสยามด้วยตนเอง ทำให้เข้าใจว่าภาพดังกล่าวคือ อยุธยา แต่อยุธยาในเวลานั้นยังไม่มีมัสยิดที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมดังที่ปรากฏในภาพ" อ้างแล้ว
 แต่ก็มีข้ออ้างอิงและตั้งข้อสังเกต ของคุณธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ว่า

 "จากการตรวจสอบกับแผนที่ซึ่งเขียนโดยชาวฮอลันดา ในช่วงปี พ.ศ. 2233-2248 ซึ่งระบุตำแหน่งของบ้านฮอลันดาและบ้านโปรตุเกส ทำให้อนุมานได้ว่า อาคารหลังกลางในภาพกรุงศรีอยุธยาของ ฟาน เดอ อา ที่อยู่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะกรุงศรีอยุธยา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านโปรตุเกส ส่วนอาคารหลังหน้าคือที่ตั้งของชุมชนชาวฮอลันดานอกกรุงศรีอยุธยา อนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบสถาปัตยกรรม ของอาคารหลังหน้าและอาคารที่สร้างโดยชาวฮอลันดาในกรุงอัมเตอร์ดัม หรือกรุงปัตตาเวีย จะสรุปได้โดยไม่ต้องสงสัยว่าส่วนหน้าสุดของภาพคือบ้าน ฮอลันดา"

 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเท่ากับว่า ภาพมัสยิดกรือเซะ และพระราชวังไพรินในภาพนี้ มีความเป็นไปได้ว่า คือบ้านโปรตุเกส และบ้านฮอลันดา หรือเป็นหอการค้าต่างชาติ

 ดังนั้น ภาพมัสยิดกรือเซะ กับพระราชวังไพริน มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ซ้อนกันอยู่ คงต้องไปสืบค้นการอ้างอิงของแต่ละฝ่าย ว่าได้มาจากไหน อย่างไร?

 ประเด็นที่น่าสนใจอีกในหนังสือของอาจารย์ครองชัย หัตถา ซึ่งกล่าวถึงบันทึกฮอลันดา ในปี พ.ศ.2143 ตรงกับรัชสมัยของราชินีฮีเยา (Raja Hijau) ชาวฮอลันดา ที่เดินทางมาเยือนปัตตานี ได้บันทึกอธิบายสภาพโดยละเอียดของมัสยิดหลังหนึ่งที่สร้างอยู่ใกล้พระราชวัง นอกกำแพง ตอนหนึ่ง มีข้อความว่า

 "โบสถ์ของชาวมุสลิม (Gereja Mohametan) หรือที่เรียกว่า มัสยิด (Mestika) เป็นตึกสง่างาม โอ่โถง (Stately edifice) สร้างด้วยอิฐสีแดงโดยช่างชาวจีน ด้านในเคลือบ (gilt : ปิดทอง) อย่างหรูหรามาก.."
 ผู้เขียนกลับเห็นว่ายังมีข้อกังขาอีกบางด้าน เช่นบันทึกที่กล่าวถึงการรบพุ่งตลอดเวลาของปาตานีและการบูรณะซ่อมแซม คือถ้าดูเฉพาะบันทึกของฝรั่งและภาพวาดต่างๆ ก็สับสนพอควร ถ้าดูกันเฉพาะรูป คนหนึ่งบันทึกว่าสร้างแล้วเสร็จ อีกคนวาดภาพกำลังก่อสร้าง อีกคนบอกสร้างไม่เสร็จซะที

 ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจากหนังสือของอาจารย์ครองชัย กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2107 กองทัพชวาจากเมืองปาเล็มบัง บุกเข้าโจมตีเมืองปัตตานีถึง 2 ครั้ง บ้านเมืองเสียหายเป็นอันมาก และเชื่อว่ามัสยิดได้รับความเสียหายจากสงครามครั้งนี้ด้วย
 และยังมีบันทึกของกัปตันชาวอังกฤษ ปีเตอร์ ฟรอริส ซึ่งเข้ามาพำนักในปาตานี ในบันทึกว่า มีการบุกเผาเมืองโดยพวกทาสชาวชวาที่โกรธแค้น นอกจากพระราชวัง บ้านขุนนางและมัสยิด และยังกล่าวว่านี่เป็นครั้งที่สามที่ปาตานีถูกเผา 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นฝีมือพวกญี่ปุ่น ทีนี้มาดูในบันทึกที่กล่าวถึงการบูรณะบ้าง ปรากฏว่าบูรณะครั้งแรกในสมัยราชินีฮีเยา เป็นเจ้าเมืองปัตตานี (พ.ศ.2127-2159)

 หลังจากนั้นก็เกิดความขัดแย้งในราชวงศ์ปัตตานี ในการสืบต่อราชบัลลังก์ เกิดเหตุการณ์นองเลือดในราชวังหลายครั้ง ระหว่างปี พ.ศ.2116-2127 ผู้ที่ขึ้นครองราชย์ถูกลอบปลงพระชนม์ 2 พระองค์ ผู้สำเร็จราชการและผู้ที่อยู่ในข่ายจะได้รับครองราชย์ถูกลอบสังหารอีก 3 ราย จนเหลือเพียงสตรีเท่านั้น คือ ราชินีฮีเยา ได้ขึ้นครองในปี พ.ศ.2127 และถือว่าเป็นสมันที่มีการบูรณะขนานใหญ่ จนเป็นไปตามคำบรรยายของ ปีเตอร์ ฟลอริส ข้างต้น

 การบูรณะครั้งที่ 2 ในสมัยสุลต่านอาลงยุนุส (พ.ศ.2269-2272) ล่วงมาอีกประมาณ 100 ปี แต่ปรากฏว่าการบูรณะครั้งนั้นไม่ได้แล้วเสร็จ ในสมัยสุลต่านอาลงยุนุส เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมือง สุลต่านอาลงยุนุส ถูกลอบปลงพระชนม์

 การบูรณะครั้งที่ 3 ในสมัยต่วนสุหลง เป็นเจ้าเมืองปัตตานี (พ.ศ.2329-2375) ได้มีการบูรณะมัสยิดอีกครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ ก็เกิดความขัดแย้งภายในเมืองปัตตานี และเกิดเหตุสงครามสยามกับหัวเมืองมลายูอื่นๆ รวมทั้งปัตตานี

 หากทบทวนประวัติศาสตร์ ปรากฏว่า มัสยิดกรือเซะ หากสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วก็มีห้วงเวลาที่โดดเด่น ยืนตระหง่านได้ไม่นาน เพราะเกิดสงครามทั้งภายในภายนอกตลอด ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับปาตานีมาโดยตลอด ไม่มากก็น้อย แต่ก็มีข้อน่าสังเกตอีกว่าในมุมมองทางวิศวกรรมก็น่าสนใจ เช่นในทัศนะของ วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกกรมศิลปากร ให้ความเห็นไว้ว่า

 "การที่จะสร้างต่อเติมมัสยิดกรือเซะให้สมบูรณ์จากโครงสร้างเดิม ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากจะทำให้ตัวมัสยิดแอ่น เพราะปกติถ้าจะคลุมด้วยโดมจะต้องมีพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อให้น้ำหนักของโดมกระจายออกไปอย่างทั่วถึงในทุกๆ ด้านเท่ากัน การถ่ายน้ำหนักจากโดมกลมส่วนบนมาสู่โครงสร้างที่รองรับเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำได้ยาก ฝีมือช่างที่สร้างมัสยิดกรือเซะคงไม่ใช่ช่างชำนาญการก่อสร้างแบบนี้ และโครงสร้างแบบนี้ก็ไม่ใช่ของพื้นถิ่น อาจเป็นแบบเปอร์เซียหรือที่อื่นๆ ที่รับเข้ามาในเวลานั้น อาจไม่ใช่ฟ้าผ่า แต่สร้างไม่ได้เอง เนื่องจากโครงสร้างผนังบางเกินไป ถึงแม้มัสยิดกรือเซะจะสร้างเสร็จ แต่ก็คงพังไปในที่สุด"

 และในเล่มเดียวกันนี้ ยังมีทัศนะของวิศวกรท่านอื่นๆ อีก ที่น่าสนใจ เช่น

 "การขุดค้นบริเวณรอบฐานของมัสยิด ไม่ปรากฏร่องรอยของการถูกเผาไหม้แต่อย่างใด และเชื่อว่าหากมีการก่อสร้างโดมจนแล้วเสร็จจริง ก็คงต้องพังลงมาเองในที่สุด ทั้งจากเหตุทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างในยุคสมัยนั้น และเรื่องของวัสดุในพื้นที่"

 ประกอบกับมัสยิดอีกหลังที่สร้างในยุคใกล้เคียงกัน แต่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน เช่น มัสยิดดารุลนาอีม ต.แหลมโพธ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี หรือมัสยิดดาโต๊ะ ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับมัสยิดกรือเซะ แต่มีโครงสร้างทางวิศวกรรมบางส่วนแตกต่างกัน และสร้างภายหลังมัสยิดกรือเซะประมาณกว่าสิบปี ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

 ในขณะที่มัสยิดกรือเซะอยู่ในพื้นที่ใกล้ผู้ปกครอง และขึ้นอยู่กับการเมือง จึงได้รับผลกระทบจากสงครามทุกครั้ง ซึ่งปรากฏตามประวัติศาสตร์ ขณะที่มัสยิดดาโต๊ะเป็นที่ใช้บริการของประชาชนทั่วไป จึงมีประชาชนคนธรรมดาบำรุงรักษาดูแลตลอดมา

 ตามที่ผู้เขียนนำเสนอมาทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ประเด็นทางประวัติศาสตร์บางส่วน ได้มีการหยิบยกและใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนของขบวนการทุกกลุ่ม และทุกยุคทุกสมัย จนกระทั่งบางเรื่องเสมือนหนึ่งเป็นจริง เช่น ความเชื่อของชาวมลายูปาตานีในพื้นที่

 "สยามยึดเมืองปาตานีแล้วได้ทำการเผามัสยิดกรือเซะ และต้อนคนเป็นเชลยเจาะเท้าตรงเอ็นร้อยหวายผูกขากันไปกรุงเทพฯ"

 งานทางประวัติศาสตร์ที่ยังคลุมเครือในบางประเด็นเหล่านี้ กลับถูกผลิตซ้ำทางความคิดให้เยาวชนปาตานีรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยไม่มีใครสนใจทำมันให้กระจ่าง อย่างน้อยข้อเท็จที่เป็นทัศนะของผู้ที่ชำนาญทางเทคนิค เพราะยังมีอีกหลายประเด็น หรือแม้แต่เรื่องที่มักพูดว่า ปาตานีเป็นศูนย์กลางการศึกษา และเผยแผ่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคนี้

 ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสยามเผาทำลาย เพราะการสร้างมัสยิดมีปัญหาทางวิศวกรรมเอง

 ถ้าพิสูจน์ได้ว่าคนมลายูปาตานีไม่ได้ถูกเจาะเท้าร้อยหวายอย่างทรมานเป็นเดือนๆ เพราะคนเราถูกเจาะเท้าเอ็นขาด จะเดินหรือมีชีวิตอยู่ได้หรือเปล่าตามทัศนะทางการแพทย์

 ผู้เขียนกล่าวมาเพื่อหวังว่าบรรดาผู้มีอำนาจในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ จะได้เห็นความสำคัญ
 ที่สำคัญที่สุด คือ ทั้งหมดนี้มันเป็นแรงจูงใจประการหนึ่งที่นำไปสู่ความเคียดแค้นชิงชังของ คนต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ซึ่งความเกลียดชังนี้ ได้นำไปสู่การทำร้ายถึงชีวิต ของผู้บริสุทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน และความหวังของมนุษย์ด้วยกัน
 คัมภีร์ อัลกรุอาน กล่าวว่า 'เพราะความผิดอันใดเล่าที่เธอถูกฆ่า?' บทซูเราะห์ที่ 81 อัตตักวีร โองการที่ 9

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net