วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดินแดนชาวพุทธแห่งเดียวในยุโรป , เมืองหลวงหมากรุก และมนุษยต่างดาว


รัสเซียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีอาณาบริเวณคาบเกี่ยวระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยมีเทือกเขาอูราลเป็นแนวอาณาเขตทางธรรมชาติที่แบ่งรัสเซียออกเป็นส่วนของยุโรปและเอเชีย

ส่วนของรัสเซียที่เป็นยุโรปนั้นมีอาณาเขตเล็กมาก เล็กกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นเอเชียของประเทศ แต่ในสมัยที่ยังไม่แยกประเทศ ส่วนที่เป็นยุโรปของรัสเซีย ก็ยังใหญ่กว่าทวีปยุโรปที่เหลือทั้งทวีปเสียอีก ก็ไม่รู้ว่าจะใหญ่ไปถึงไหน

ในสมัยยังเป็นสหภาพโซเวียต เรื่องศาสนาถูกกีดกัน หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ศาสนาก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง รัสเซียแบ่งเขตการปกครองแบบสาธารณรัฐ หรือที่ฝรั่งชอบเรียกแค่ว่ารัฐ ( แต่ผมเห็นว่าคำว่าสาธารณรัฐ น่าจะได้ใจความมากกว่า )สาธารณรัฐเหล่านี้ ได้รับเอาศาสนาต่างๆมาเป็นศาสนาประจำสาธารณรัฐ ก็มีทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ โดยสองศาสนาหลังนี้ ส่วนมากก็อยู่ในส่วนที่เป็นเอเชียของรัสเซีย

แต่มีสาธารณรัฐแห่งเดียวในส่วนที่เป็นยุโรปของรัสเซีย ที่รับเอาศาสนาพุทธมาเป็นศาสนาประจำรัฐ แต่หากมองถึงภาพรวมทั่งทวีปยุโรป นี่คือสาธารณรัฐ หรือรัฐแห่งเดียวในยุโรปที่เป็นพุทธ

สาธารณรัฐที่พูดถึงนี้มีชื่อว่า “คาลมึเกีย “ หรือที่ภาษาอังกฤษเขียนว่า Kalmyk ความเป็นพุทธของคาลมึเกีย ปรากฏอยู่แม้กระทั่งบนธงชาติของสาธารณรัฐที่บริเวณใจกลางธงก็ยังเป็นรูปดอกบัวบาน

และหากดูแผนที่แล้ว คาลมึเกีย ก็ไม่ได้มาอาณาบริเวณติดกับประเทศ หรือเขตการปกครองของรัสเซียอื่นๆที่นับถือพุทธแต่อย่างใด

คาลมึเกียมีอาณาบริเวณประมาณ 76,100 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าประเทศปานามาเล็กน้อย ) ซึ่งถือว่ามีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับเขตการปกครองอื่นๆของประเทศ  คาลมึเกียมีทางออกสู่ทะเลแคสเปี้ยน และที่นี่เป็นจุดหนึ่ง ที่เส้นละติจูดและลองติจูดในองศาที่เท่ากันมาตัดกันพอดี โดยกรณีของคาลมึเกียคือองศาที่ 46 ที่นี่มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย รวมทั้งแม่น้ำโวลก้า นอกจากนั้นก็ยังมีทะเลสาบอีกหลายแห่ง สำหรับทรัพยากรธรรมชาติก็มีทั้งน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ พื้นที่สามารถใช้ทำการเกษตรได้ดี ส่วนสภาพอากาศของที่นี่ ก็เป็นแบบหน้าร้อนก็ร้อน ( 24 องศา ) หน้าหนาวก็หนาวจัด ( - 5 องศา ) แต่มีหิมะเล็กน้อย

สำหรับจำนวนประชากร ก็เบาบางตามสูตรแบบรัสเซียเขาแหละครับ ที่นี่มีประชากรแค่ประมาณ 3 แสนเท่านั้นเอง โดยกว่าครึ่งเป็นชาวคาลมึก (53 % ) ที่เหลือเป็นรัสเซีย ( 36 % ) นอกจากนั้นก็ยังมีพวกเชเชน , คาซัค , ยูเครน , เติร์ก ที่นี่ยังมีชาวเยอรมันด้วยนะครับ โดยมีสัดส่วนอยู่ 0.6 % หรือประมาณ 1,700 คน ว่ากันว่า คนเยอรมันมาตั้งถิ่นฐานที่นี่นมนานมากแล้ว

ตามประวัติบอกว่าบรรพบุรุษของชาวคาลมึก ที่สืบเชื้อสายมาจากพวกมองโกล ได้อพยพมาจากไซบีเรีย โดยอาจจะมาหาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่นี่เมื่อราวปี 1630 และได้ขับไล่คนที่อยู่แถบนี้เดิมออกไป ก่อนที่จะตั้งรกรากเป็นการถาวร และต่อมาก็ตกมาอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซีย

และความที่สืบเชื้อสายมาจากมองโกลนี่แหละ ที่ทำให้ศาสนาพุทธสามารถบุกบั่นมาอยู่ใจกลางกลุ่มชาวคริสต์และมุสลิมจนได้

หลังจากที่ไม่พอใจการปกครองของรัสเซีย ผู้นำชาวคาลมึกได้อพยพประชาชนมากถึง 200,000 คนกลับภูมิลำเนาเดิมในเขตทะเลทรายของบรรพบุรุษก่อนที่จะอพยพมาที่นี่ แต่ปรากฏว่ามีเหลือรอดถึงที่หมายแถวๆเมืองจีนแค่ 65,000 คนเท่านั้น

ส่วนคนที่เหลืออยู่ในปกครองของรัสเซีย ต่อมาก็ค่อยๆเลิกชีวิตเร่ร่อน และสร้างบ้านแปงเมืองเป็นการถาวร ในปี 1865 ก็เริ่มมีการก่อสร้างเมืองแอลิสต้า ที่ต่อมากลายเป็นเมืองหลวง

ในช่วงการปฏิวัติรัสเซียปี 1917 ชาวคาลมึกที่นี่เลือกที่จะถือหางฝ่ายรัสเซียขาว มีการส่งกำลังเข้าช่วยเหลือพวกนี้ในการรบกับกองทัพแดง แต่เมื่อฝ่ายกองทัพแดงมีชัย พวกคาลมึกก็เลยต้องแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ตามประเทศอื่นๆอีกมากมาย

ปี 1919 เลนินวิงวอนให้ชาวคาลมึกที่เหลืออยู่เข้าร่วมในการปฏิวัติประเทศ และสนับ สนุนกองทัพแดง หลังสงครามสงบ เลนินตอบแทนพวกเขาด้วยการให้สถานะเขตปกครองตนเองกับชาวคาลมึก และอีกไม่นานต่อมา ดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับการยกสถานะอีกครั้งเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเอง

แต่ก็ตามสูตรของคอมมิวนิสต์แหละครับ แม้จะใช้คำว่าปกครองตนเอง แต่จริงๆแล้วเปอร์เซ็นต์ของการปกครองตนเองนั้นมีอยู่ไม่กี่มากน้อย และส่วนมากก็เป็นเรื่องของการถูกปกครองเสียมากกว่า

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีเยอรมันก็ยกทัพมายึดที่นี่ได้ และก็ได้หลอกคนพื้นเมืองให้ลุกขึ้นสู้กับทหารโซเวียต คนพวกนี้ไม่ค่อยพอใจโซเวียตอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็หันไปเชลียร์นาซีเยอรมันเป็นการใหญ่ว่าเป็นพระผู้มาโปรด มาปลดปล่อยอะไรทำนองนั้น ก็เลยส่งคนออกไปสู้รบกับคนชาติเดียวกัน

แต่ก็อย่างที่รู้กันดีแล้วว่า โซเวียตเกิดขับไล่นาซีเยอรมันอออกไปได้ในที่สุด คราวนี้ชาวคาลมึกก็ต้องถึงคราวซวยกันอีกแล้วครับทั่น เมื่อท่านสตาลินแค้นชาวคาลมึกที่เอาใจออกห่างตอนประเทศลำบาก แถมยังไปเข้ากับข้าศึกสังหารพวกเดียวกัน ปี 1943 สตาลิน เลยสั่งเนรเทศชาวคาลมึกทั้งหมดออกจากพื้นที่ทันทีในวันที่มีคำสั่ง โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า มีการสั่งยุบสาธารณรัฐของชาวคาลมึก รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเมือง หมู่บ้าน ถนนหนทางในเขตนี้ทั้งหมด เรียกว่าลบคราบไคลของชาวคาลมึกเสียราบเรียบ ว่ากันว่าระหว่างการอพยพ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ มีผู้เสียชีวิตไปราว 1 ใน 3 จากสภาพความลำบาก และสภาพอากาศเลวร้าย

อนุสรณ์สถานการเนรเทศ

หลังสิ้นยุคสตาลิน ผู้นำใหม่อย่างครุชชอฟ ก็ใจดี อนุญาตให้คนเหล่านี้กลับภูมิลำเนาเดิมได้  แต่เมื่อกลับมาก็พบว่า ทรัพย์สินของพวกเขาถูกพวกรัสเซีย ยูเครน และอื่นๆที่ไม่ต้องถูกอพยพยึดครองไปหมดแล้ว ก็เลยต้องลำบากลำบนกันอีกครั้ง

ต่อมา มีการยกสถานะคาลมึเกียเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเอง แต่ให้อยู่ในปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย หนึ่งในสาธารณรัฐของโซเวียต

และหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1990 คาลมึเกียก็ยังคงรักษาการเป็นหนึ่งในสาธารณรัฐของรัสเซียเอาไว้ได้เช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน

ผมเคยบอกแล้วว่ารัสเซีย เป็นประเทศที่ผู้คนชอบหมากรุกอย่างมาก แต่ศูนย์กลางของความชอบ (เข้าขั้นคลั่งไคล้ ) หรือที่เรียกว่า เมกกะแห่งวงการหมากรุกสากลก็ต้องถือว่าอยู่ที่คาลมึเกียนี่แหละครับ

ตามโรงเรียนต่างๆของที่นี่มีการสอนวิชาหมากรุกด้วยนะครับ เพราะวิชาหมากรุกเป็นหลักสูตรภาคบังคับที่เด็กทุกคนต้องเรียน

ความคลั่งหมากรุก ส่วนหนึ่งก็มาจากการผลักดันของ ประธานาธิบดีกีรซาน อิลูมชินอฟ ของคาลมึเกีย เพราะเขายังมีตำแหน่งเป็น ประธาน  FIDE ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ดูแลวงการหมากรุกโลกมาตั้งแต่ปี 1995

ท่านประธานาธิบดีชอบหมากรุกมาก และเล่นเก่งเสียด้วยเพราะเป็นแชมป์คาลมึเกียมาตั้งแต่อายุ 14 ก่อนที่จะค่อยๆสร้างเนื้อสร้างตัวในแวดวงธุรกิจจนกลายเป็นเศรษฐี ก่อนจะก้าวสู่การเมืองและได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1993

หลังได้รับเลือกตั้ง เขาก็ดำเนินนโยบายโปรโมตให้คาลมึเกียเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและดนตรี แต่ที่เขาให้ความสนใจมากเป็นพิเศษก็คือการโปรโมตสิ่งที่เขาคลั่งไคล้ นั่นก็คือหมากรุก

เขาใช้เงินหลายล้านไปกับการโปรโมตหมากรุก พอๆกับการโปรโมตศาสนา โดยเขาสั่งให้จัดสร้างโบสถ์คริสต์ วัดพุธ สุเหร่า และธรรมศาลาสำหรับชาวยิวมากมาย  มีการกำหนดให้เด็ก ป.1 – ป.3 ต้องเรียนวิชาหมากรุก ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกอีกแล้วที่เป็นแบบนี้ มีการจัดการแข่งขันหมากรุกรายการใหญ่ระดับโลกมากมายที่คาลมึเกีย ถึงขั้นสร้างเมืองหมากรุกที่คาลมึเกียด้วย ซึ่งก็ได้รับทั้งเสียงชมเสียงด่าตามสมควร

เมื่อไม่นานมานี้ เขาก็ออกมาเปิดเผยว่า มนุษย์ต่างดาวแวะมาหาเขาที่อพาร์ตเม้นต์ในกรุงมอสโก

เท่านั้นยังบ้าไม่พอครับ เพราะมีนักการเมืองในรัสเซียรายหนึ่งเรียกร้องให้ทางการสอบสวนเขา เรื่องที่ว่าเขาอาจเอาความลับของชาติไปเปิดเผยกับมนุษย์ต่างดาว

เล่นเอาขำกันเละเลยงานนี้

โดย รุสสกี้

 

กลับไปที่ www.oknation.net