วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภพภูมิทั้ง 31 ในพุทธศาสนา…ตอนที่ 1 โลกมนุษย์


ช่วงนี้เข้าพรรษา เป็นจังหวะเหมาะที่ชาวพุทธตามบัตรประชาชนส่วนใหญ่เปลี่ยน packaging ทำตัวเป็นคนดี ถือศีลเว้นอบายมุข ก่อนหน้านี้ผมเห็นสื่อทีวียิงสปอตโฆษณาเชิญชวนให้งดเหล้าเข้าพรรษากันถี่มาก ผมว่าถ้าทำกลับกันนะ ช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน “กระดกเหล้าเข้าพรรษา” เอากันให้เต็มที่เลย แล้ว 9 เดือนที่เหลือมางดเหล้ากัน มองในแง่ fact แบบนี้น่าจะได้ผลในสัดส่วนที่มากกว่านะ

เอาเป็นว่าทำเรื่องง่ายๆ พื้นๆ แบบนี้ให้ผ่านก่อนแล้วค่อยมาว่ากันเรื่องประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินะ

หัวข้อที่ชาวพุทธหลายสนใจมักหนีไม่พ้นเรื่องนรกสวรรค์ พระหลายรูปก็ชอบเทศน์เรื่องนี้เพราะฟังง่าย สร้างศรัทธาให้คล้อยตามได้ง่าย ตามแผงหนังสือก็มีหลายสำนักพิมพ์ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำกับหัวข้อเรื่องระลึกชาติ ตัดกรรม ทัวร์นรกสวรรค์หรืออะไรเทือกนี้

วันนี้นึกครึ้มๆ เลยขอหยิบเอาเรื่องภพภูมิต่างๆ ในพุทธศาสนามาเขียนให้อ่านกันดีกว่า ว่ามีกี่ภพภูมิ นอกจากนรกและสวรรค์แล้วมีภพภูมิอะไรอีกบ้าง รู้ไว้ใช้ว่านะครับ ไม่ต้องไปซีเรียสมากว่าตายแล้วจะไปเกิดในภพภูมิไหน เอาเป็นว่าทำวันนี้ให้ดี ไม่มีชั่วต่อผู้อื่นและต่อมโนธรรมของตัวเอง ทำจิตให้เบิกบานบริสุทธิ์

ทำเหตุให้ดี เดี๋ยวผลก็ดูแลตัวมันเองแหละ

          ภพภูมิต่างๆ ในพุทธศาสนานั้นประกอบด้วยอรูปพรหม 4 รูปพรหม 16 (20 ภูมินี้เป็นโลกเบื้องสูง) เทวดา 6 โลกมนุษย์ 1 (7 ภูมินี้เป็นโลกเบื้องกลาง) สัตว์เดรัจฉาน 1 เปรต 1 อสุรกาย 1 และนรก 1 (4 ภูมินี้เป็นโลกเบื้องต่ำหรืออบายภูมิ) รวมทั้งหมดมี 31 ภพภูมิ

          กว่าผมจะเขียนครบทั้ง 31 ภพภูมิ คนอ่านคงง่วงซะก่อน ส่วนผมคงพิมพ์จนมืองิก เอาเป็นว่าเอ็นทรีนี้ ผมจะเริ่มจากภูมิมนุษย์ก่อนแล้วกัน เอ็นทรีต่อไปค่อยมาว่ากันในส่วนที่เหลือนะครับ

            โลกมนุษย์ เป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม แบ่งเป็น 4 จำพวกคือ

  1. พวกมืดมาแล้วมืดไป คือบุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำต้อยและยากจน ฝืดเคืองอย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย 4 อย่างหยาบ เช่นมีอาหารและน้ำน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า ร่างกายมอซอหม่นหมองหรือมีร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอนที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคไม่ค่อยได้ และเขากลับประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

  2. พวกมืดมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดมาในตระกูลต่ำ ผิวพรรณหยาบ แต่เป็นคนมีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เป็นคนมีความคิดประเสริฐไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณชีพราหมณ์หรือวณิพกอื่นๆ ย่อมสำเนียกในกริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กำลังจะให้ทาน เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

  3. พวกสว่างมาแล้วมืดไป เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลสูง เป็นผู้มั่งคั่งมีโภคทรัพย์มาก เป็นผู้มีปัจจัย 4 อันประณีต ทั้งเป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วนงดงาม ผิวพรรณดูน่าชม แต่กลับเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อกรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักขึ้งโกรธด่า บริภาษบุคคลต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ สมณชีพราหมณ์ ห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

  4. พวกสว่างมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดในตระกูลสูง มีผิวพรรณงามและเขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์

กรรมของมนุษย์ที่ทำในอดีตหรือบุพกรรม ส่งผลให้คนเรามีปฏิปทาต่างกันเช่น บางคนเป็นคนดี บางคนบ้า บางคนรวย บางคนมีปัญญา บางคนโง่เขลา ฯลฯ เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ อาทิ

ปฏิปทาให้มีอายุสั้น เพราะเป็นคนโหเหี้ยมดุร้าย มักคร่าชีวิตสัตว์

ปฏิปทาให้มีอายุยืน เพราะเป็นผู้เว้นขาดจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วงไป มีความละอาย เอ็นดูอนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูตอยู่เป็นนิตย์

ปฏิปทามีโรคมาก เพราะปกติเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ ท่อนไม้ ก้อนดิน ก้อนหิน หรือศาสตราวุธต่างๆ

ปฏิปทาให้มีผิวพรรณทราม เพราะเป็นคนมักโกรธ มากด้วยความเคืองแค้น ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจโกรธเคือง พยาบาทมาดร้าย

ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดาน้อย ปกติเป็นคนมีใจริษยามุ่งร้าย ผูกใจในการอิจฉาริษยาในลาภสักการะ ความเคารพความนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น

ปฏิปทาให้มีโภคะน้อย เป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ที่นอนที่อาศัยแก่สมณะหรือชีพราหมณ์เป็นต้น

ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลสูง เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน วจีไพเราะ สงเคราะห์เอื้อเฟื้อ รู้จักเคารพผู้เฒ่าผู้ใหญ่หรือคนที่ควรแก่การเคารพ สักการะแก่คนที่ควรสักการะ บูชาคนที่ควรบูชาเป็นต้น

ปฏิปทาทำให้มีปัญญาทราม คือเป็นผู้ไม่เคยเข้าหาบัณฑิต สมณะหรือชีพราหมณ์แล้วถามว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ เป็นต้น 

ในสมัยพระพุทธเจ้านั้น มนุษย์เรามีอายุเฉลี่ยที่ 100 ปี ส่วนในปัจจุบันมนุษย์มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปี โลกมนุษย์ถือเป็นภพภูมิกลาง เป็นภพภูมิเดียวเท่านั้นที่มีลิฟท์พิเศษที่ภพภูมิอื่นๆ ไม่มี ลิฟท์พิเศษที่ว่านี้คือ “นิพพาน” หรือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดวัฏสงสารนั่นเอง ดังนั้นการที่เราท่านได้ถือกำเนิดมาในภูมิมนุษย์นั้นถือเป็นโชคดีที่สุดแล้ว ในขณะที่ภพภูมิเบื้องสูงกว่ามีแต่สุข ส่วนภพภูมิที่ต่ำกว่าเรามีแต่ทุกข์ ภพภูมิมนุษย์นี้กลับมีเปรี้ยว หวาน มัน เข้ม ครบทั้งทุกข์และสุขให้ผู้ที่เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ได้ใช้เป็นบทพิจารณาตนเองเพื่อเข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเพียรของแต่ละคนว่าจะถึงเส้นชัยในชาตินี้หรือไม่นะครับ          

เอ็นทรีหน้าจะมาว่ากันด้วยเทวภูมิทั้ง 6 กันนะครับ

 

 

โดย SutinTan

 

กลับไปที่ www.oknation.net