วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

MOU 2543 เป็นคุณหรือเป็นโทษ : สันติภาพหรือสงคราม


"MOU 2543 เป็นคุณหรือเป็นโทษ : สันติภาพหรือสงคราม"

ผลสะเทือนจากการยื่นขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา เมื่อ 2-3 ปี ที่แล้วจากการไปเซ็นต์ยินยอมของนายนพดล ปัทมะ ส่งผลให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้สำเร็จ และกัมพูชาต้องส่งแผนพัฒนาบริเวณรอบๆ สถานที่มรดกโลกเพื่อจะได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรมรดกโลก ซึ่งไทยทำให้เขมรยังไม่สามารถทำให้แผนบริหารจัดการผ่านมติกรรมการมรดกโลกได้ และต้องเลื่อนไปอีกในปีหน้า

1 ปี ถัดจากนี้ รัฐบาลประกาศความมุ่งมั่นจะศึกษาแผนที่และรายละเอียดของกัมพูชา รวมทั้งแผนที่ซึ่งกัมพูชาจะนำเสนอ ทั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าจะเร่งรัดการปักปันเขตแดนตาม MOU 2543 ที่ได้ทำเป็นข้อตกลงกันไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้วให้คืบหน้าต่อไป โดยใช้หลักเจรจาและสันติวิธี

แต่ไม่รับปากว่า 1 ปี ต้องแล้วเสร็จ

แต่หากสำเร็จปัญหาความตรึงเครียดทางด้านชายแดนน่าจะบรรเทาเบาบางลงไป ประชาชนของสองประเทศก็ไม่ต้องหวาดผวาจากภัยสงครามที่เริ่มคุกรุ่นอยู่ในเวลานี้

รัฐบาลบอกว่าการทำ MOU 2543 ไทยได้เปรียบ เพราะดึงกัมพูชาให้ออกมาจากแผนที่ 1 : 200,000 ซึ่งไทยไม่เคยยอมรับ โดยเฉพาะ แผ่นระวาง Dangrek ซึ่งเป็นแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสขีดเส้นแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยฝ่ายไทยมิได้เดินสำรวจร่วมด้วย

การดึงเขมรให้ออกจากแผนที่ 1 : 200,000 ก็คือการกลับไปที่สนธิสัญญา 1904 ซึ่งให้ยึดถือหลัก "สันปันน้ำ" เป็นเส้นแบ่งเขตแดน

มองในมุมนี้ การทำข้อตกลงร่วม 2543 น่าจะส่งผลดีต่อไทย ที่จะมีข้ออ้างในการเจรจามากยิ่งขึ้น

ส่วนบริเวณปราสาทพระวิหาร ที่ยังมีปัญหา ไทยสามารถใช้ภาพแผนที่คัดค้านศาลโลก ที่ขีดเส้น ล้อมรั้ว ส่งมอบกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2505 และ กัมพูชาก็ไม่ได้คัดค้าน

นั่นคือด้านทิศเหนือ ให้กันเขตออกมา 20 เมตร ห่างจากบันไดนาค ลากเส้นลงไปช่องบันไดหักเป็นทิศตะวันออก

ด้านทิศตะวันตกให้ลากเส้นจากขอบบันไดนาคออกไป 100 เมตร แล้วลากขนานตัวปราสาทไปที่หน้าผาบริเวณ เป้ยตาดี นอกนั้นให้หลักสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน



(คลิกดูแผนที่ขยาย)

0000000000000000000

เราประชาชนก็ควรแสวงหาคำตอบร่วมกันถึงผลดี ผลเสียของการทำข้อตกลงปีกปันเขตแดน ซึ่งเป็นเรื่องของการเจรจาโดยสันติวิธี

หรือจะกลับไปยกเลิก MOU ที่ฝ่ายรัฐบาลถือว่าไทยได้เปรียบ ในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมองว่าทำให้ไทยเสียเปรียบ

ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทุกฝ่าย ให้มีความเข้าใจตรงกัน ด้วยข้อมูล เหตุผล ผลดี ผลเสียอย่างรอบด้าน

ถึงที่สุด...ไม่ว่าข้อโต้แย้งจะลงท้ายด้วยความเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ตัดสินใจไปบนพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สูงสุดที่ประเทศชาติและประชาชนโดยรวมจะได้รับโดยไม่มีผลประโยชน์อื่นใดเคลือบแฝง

ไม่ใช้การปลุกกระแสคลั่งชาติเพื่อนำไปเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือประโยชน์อื่นใด

การปักปันเขตแดน น่าจะถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสองประเทศ มิใช่เรื่องจะเอาแต่ประโยชน์ตนแต่ฝ่ายเดียว เพราะเรายกประเทศให้หนีจากกันไม่ได้

ทำยังไงให้เกิดความสงบสันติสุขตามแนวชายแดน โดยประชาชนทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์เต็มที่ คิดว่าประชาชนย่อมสนับสนุนทั้งสองรัฐบาลนั้น

แต่ถึงแม้จะมีการปักปันเขตแดนจนสำเร็จ นั่นก็มิได้หมายความว่าความสงบจะเกิดขึ้นในทันที ตามแนวบริเวณชายแดน

ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับนโยบายของผู้นำและนักการเมืองรวมทั้งประชาชนของทั้งสองประเทศจะพัฒนาคามสัมพันธ์ หรือจะทำลายความสัมพันธ์ลงไป

ความสำคัญของเรื่องนี้น่าจะถือเป็นวาระแห่งชาติด้วยซ้ำไป

สำหรับฝ่ายการเมือง ฝ่ายภาคประชาชนที่จะเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ควรศึกษาผลดี ผลเสียของ MOU 2543 ให้รอบคอบรอบด้าน อย่าฟังความด้านดียว เพราะอาจนำไปสู่ความไม่เข้าใจกันในสังคม และอาจลุกลามบานปลายไปสู่เหตุอันไม่พึงประสงค์

เรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง-ลัทธิชาตินิยม”
ถึง นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกัลยาณมิตร
จาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

http://www.charnvitkasetsiri.com/PDF/PreahVihearFor20June.pdf

โดย Canไทเมือง

 

กลับไปที่ www.oknation.net