วันที่ พุธ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 6: ความผิดพลาดในหลักวิปัสสนากรรมฐานกับกฎของไตรลักษณ์


ไตรลักษณ์ เป็นธรรมะที่ทำให้เป็นพระอริยะ (อริยกรธรรม) แปล ว่า ลักษณะ 3 ประการ หมายถึงสามัญลักษณะ คือ กฎธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง อันได้แก่ อนิจจลักษณะ ความไม่เที่ยง ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ คือ มีความบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิม ได้ตลอดไป และ อนัตตลักษณะ ความที่ทุกสิ่งไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามต้องการได้ เช่น ไม่สามารถบังคับให้ชีวิตยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป ไม่สามารถบังคับจิตใจให้เป็นไปตามปรารถนา เป็นต้น
 

อย่างที่ว่าไว้ครับ ไตรลักษณ์คือกฎของธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าโลกธาตุไหนๆล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้กฎนี้ ไตรลักษณ์คือความจริงสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศเอาไว้ เป็นความจริงที่จริงแท้แน่นอนที่สุด สิ่งใดที่ขัดกับไตรลักษณ์ก็คือสังสารวัฏนั่นเอง เพราะสังสารวัฏคือความพยายามที่จะดำรงตัวตน ดำรงอัตตาผ่านสภาพแห่งพระไตรลักษณ์ เรามาเข้ารายละเอียดของแต่ละข้อดีกว่าครับ
 
อนิจจัง คือความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง เกิด ดับ ตลอดเวลา หากอธิบายกันให้ได้เนื้อหาอริยะจริงๆ อนิจจังก็คือการไม่ยึดติดนั่นเอง ที่มันเป็นสังสารวัฏขึ้นมาได้ก็เพราะการเข้าไปยึดติดในสิ่งต่างๆที่มันเกิด ดับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั่นเอง
 
ระบบวิปัสสนากรรมฐานผิดกฎข้อนี้เต็มๆ ตรงที่ไปเจริญ ไปดำเนินจิต ซึ่งจิตเองก็เหมือนๆกันธาตุทั่วๆไปที่เกิดดับตลอดเวลา(ในที่นี้คือการเข้าไป หลงจับธาตุรู้จนนึกว่าเป็นจิต นั่นก็แปลว่าจิตจริงๆไม่มี มันเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่สมมติขึ้นมาไว้สื่อสารกันเท่านั้น) แต่พอมี "กู" หรือ "วิญญาณขันธ์"เข้าไปเจริญ หรือดำเนินในการดู การรู้เพียงแม้แต่นิดเดียว มันก็คือการเข้าไปยึดติดในความเป็นอนิจจังของจิตนั่นเอง คือสภาวะการรู้นั้นโดยปกติจะเกิดแล้วดับโดยอัตโนมัติของมันเอง ตามธรรมชาติของมัน โดยไม่ติดขัดข้องคาอะไร แต่ที่ผู้ภาวนาไปทำก็คือการใส่เจตนากรรมลงไปในการขับเคลื่อนหรือดำเนินจิต (หรือสติ หรือตัวรู้) เปรียบเสมือนกับการใส่พลังงานลงไปในธาตุหรืออนุภาคของธาตุ(จิตผู้รู้)เพื่อ ให้มันไปทำปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆ(คือสิ่งที่ถูกรู้) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์คือ "รู้" ขึ้นมาด้วยความจงใจ และด้วยการใส่เจตนากรรมนี้ลงไปที่จิต มันก็จะเกิดเป็นมโนกรรมทันที การใส่เจตนากรรมเพื่อให้รู้ หรือจดจ่อดู จดจ่อรู้ คอยรู้ ตามรู้ ตามดู อย่างต่อเนื่องนั้น คือการไม่ยอมรับกฎไตรลักษณ์หรือขัดกับกฎไตรลักษณ์ที่ว่าทุกอย่างเกิดดับ "โดยตัวมันเอง" ตามธรรามชาติอยู่แล้วแม้จะมีเราเข้าไปรู้หรือไม่รู้ก็ตาม
 
การใส่แรงกระทำคือเจตนาลงไปบนธาตุรู้เพื่อที่จะให้มันไปดู ไปรู้ตามความต้องการที่จะเจริญปัญญา (เป็นตัณหาในความอยากรู้นั่นเอง) โดยความไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่อะไร (ถูกโมหะทิฏฐิครอบงำปิดบังอยู่) พยายามทำสติให้มีความต่อเนื่อง(คือพยายามไปดำเนินสันตติบนวิญญาณขันธ์เพื่อ จะให้ "ตัวกู"ได้เห็นสันตติขาดจากกันในธาตุหรือสภาวะที่ถูกรู้ เพื่อพิสูจน์คำสอนพระพุทเจ้า...ตกลงนี่มันไม่เชื่อพระพุทธเจ้ากันนะเนี่ย)
 
นี่คือข้อผิดพลาดร้ายแรงข้อที่เท่าไหร่ไม่รู้ของการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน แต่ก็ถือว่าเป็นข้อต้นๆนั่นแหละ ก็ไอ้ที่ไประลึกรู้กายรู้ใจนั่นแหละคือการใส่แรงกิริยาลงไปในวิญญาณธาตุ ให้มันไปทำปฏิกิริยากับธาตุหรือสภาวะอื่นที่ถูกรู้ เพื่อให้เกิดสภาวะรู้ขึ้นมา เกิดปัญญาขึ้นมา พอรู้แล้วก็หลงไปติดกับสภาวะรู้นั้น เก็บสภาวะรู้นั้นเอาไว้ในสัญญาขันธ์เพื่อจะได้นำมาวนรู้ วนปรุงแต่งต่อในภายหลัง เป็นความยึดติดแบบซ้ำซ้อนต่อเนื่องวกวน จนไม่รู้แจ้งในความจริงแห่งไตรลักษณ์ และกระบวนการเหล่านี้เป็นสังสารวัฏในตัวมันเอง นี่คือเหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจึงสอนให้ปลง ไม่ยึดติด พอปลง ไม่ยึดติดกับอะไรๆเลยแม้กระทั่งจิตเอง คือขณะจิตเดียวก็ไม่เอา ขณะจิตที่เคยเสวยอารมณ์หรือสภาวะอย่างต่อเนื่องเป็นโซ่กรรมมันก็จะขาดจากกัน ขาดจากความเป็นสังสารวัฏวนอยู่ภายใน พอไร้ขณะจิต มันก็จะตรงต่อความว่างจากการยึดติดทันที โดยที่ไม่ต้องทำ ซึ่งนิพพานนั้นก็ตรงต่อลักษณาการของไตรลักษณ์อยู่แล้วก็คือความไม่ยึดติด นั่นเอง
 
นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่า มโนกรรมนั้นละเอียดอ่อนซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจกันมากนัก ระบบวิปัสสนาจึงเป็นระบบการฝึกที่สร้างมโนกรรมล้วนๆอย่างที่ทุกคนไม่รู้ตัว
 
ทุกขัง คือ การทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ข้อนี้วิปัสสนาหรือสมถกรรมฐานที่สอนกันอยู่ก็ผิดเต็มๆอีกเหมือนกัน เพราะการไปเจริญสมาธินั้นก็คือการใส่เจตนาลงไปในจิตเพื่อไปทรงอยู่ในอารมณ์ ใดอารมณ์หนึ่งหรือสภาวะใดสภาวะหนึ่งที่มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เป็นการทรงสภาวะของวิญญาณธาตุให้จดจ่ออยู่กับธาตุใด ธาตุหนึ่ง หรือสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เพื่อสร้างกำลังในการเจริญตัวรู้ ซึ่งก็คือการสร้างมโนกรรมลงไปจดจ่อดู จดจ่อรู้ ระลึกรู้ซ้อนธาตุขันธ์ ซ้อนธาตุธรรมลงไปอีกที การเข้าไปทรงจิต ทรงสติในลักษณะนี้แหละคือการพยายามที่จะฝึกฝนให้จิตอยู่ในสภาพเดิมๆตลอดเวลา ที่ฝึก
 
แล้วถามว่าฝึกไปแล้วทรงสมาธิได้จริงๆไหม?
 
มันทรงไม่ได้อย่างแท้จริงหรอก มั่วทั้งนั้น ไอ้ที่เข้าไปทรงนั่นก็เกิดดับตลอดเวลาอีกเช่นกัน จริงๆมันคือการเข้าไปทรงโมหะอุปาทาน ถูกปิดบังเอาไว้ทำให้รู้สึกว่ามันทรงได้บนความกระเพื่อมขึ้นลงของอนิจจัง การไปทรงสมาธิก็ยังถือว่าเป็นการเข้าไปยึดหรือเป็นอุปาทานนั่นเอง ดังนั้นการทำสมาธิแบบปุถุชนมันจึงเป็นสมาธิชั่วคราวที่ขึ้นๆลงๆเป็นอนิจจัง เหมือนสิ่งที่มันพยายามจะเข้าไปทรงนั่นแหละ มายาทั้งนั้น
 
ส่วนการเจริญสติก็เหมือนกัน สติของปุถุชนนั้นเป็นวิญญาณธาตุ ดังนั้นการเข้าไปเจริญสติ ทำให้มากมันก็คือการพยายามสร้างความต่อเนื่องให้สิ่งที่เป็นอนิจจังอย่างที่ อธิบายมาในข้ออนิจจังนั่นแหละ เอาสิ่งที่เป็นอนิจจังไปดูสิ่งที่เป็นอนิจจัง มันก็เป็นปัญญาขึ้นมา แต่เป็นโลกียะปัญญานะ เหมือนการอ่านหนังสือนั่นแหละ
 
เรียกว่าตั้งสติ ตั้งสมาธิขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เป็นมโนกรรมขึ้นมาทันที แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าวิปัสสนาตัดกรรมได้ยังไง มันตัดสิ่งที่ถูกรู้น่ะสิ แต่ไปติดไอ้ตรงตัวรู้แบบไม่รู้ตัวนั่นแหละ เหลือแต่วิญญาณธาตุที่ไปทำกรรมต่อ พอเหลือแต่ตัวรู้เมื่อไหร่เป็นได้หลอนแน่ๆ เพราะจิตนั่นแหละมายาล้วนๆ

อนัตตา คือความไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน อันนี้ก็ผิดเต็มดอกอีกเหมือนกัน เพราะตัวรู้นั่นแหละคืออัตตา คือสังสารวัฏโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เอาแค่เจตนาที่จะรู้ขึ้นมาเพียงขณะจิตเดียว สังสรวัฏก็พรึ่บขึ้นมาตรงหน้าเลยชนิดที่ไม่ต้องร้องขอ
 
โลกุตรธรรมโดยแท้จริงนั้น ไม่มีตัวตน ตัวเราเขาเข้าไปดำเนินทั้งนั้น ปัญญาโลกุตระนั้นเกิดเองเป็นเองต่อเมื่อเราตรงต่อพระนิพพาน คือเมื่อมันว่างจากการยึดเกาะทั้งหมดแม้กระทั่งการยึดเกาะตรงจิตเอง มันก็จะเข้าสู่เนื้อหาโลกุตระทันทีโดยที่ไม่ต้องไปเจริญปัญญา เพราะการเจริญปัญญามันก็ยังมีตัวตนเข้าไปดำเนินทั้งนั้น มีตัวตนอัตตาขึ้นมาดำเนินเมื่อไหร่เป็นโลกียปัญญาทันที
 
ไอ้พวกที่ไปเจริญสติแล้วคิดว่าตัวเองเป็นโสดาบัน เป็นอริยะอะไรนั่นน่ะมั่วทั้งนั้น โดนเขาแหกตาแล้วก็ตามน้ำแหกตาตัวเองเข้าไปอีก การที่ไปเจริญอัตตา แล้วไปเห็นความเป็นอนิจจัง ไปเข้าใจว่าตัวกูไม่เป็นตัวไม่เป็นตน แบบนั้นมันผิด การมีผู้ดู ผู้รู้เข้าไปดูสิ่งที่ถูกรู้นั้น มันเป็นความเข้าใจในระดับโลกียปัญญาทั้งนั้น ปัญญาแบบนี้ต้องทำมโนกรรมถึงจะได้มา คือมันไปเห็น และเข้าใจแจ่มแจ้งว่าสิ่งต่างๆเป็นอนิจจังแน่แท้แล้วจริงๆ แต่การไปเจริญ การไปดำเนินจิต เจริญสติอย่างที่ฝึกิวปัสสนากันน่ะ มันคือการยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่า จิต หรือ สติ ซึ่งเป็นวิญญาณธาตุนั้นเป็นอัตตาตัวตน บังคับได้ ไม่เปลี่ยนแปลง มันถึงได้เข้าไปบังคับไง ข้อนี้แหละที่ผิดไตรลักษณ์แบบเต็มๆเลย
 
ไม่มีหรอกนะไอ้ที่บอกว่าต้องทำกรรมก่อนถึงจะละกรรมได้น่ะ ก็ไอ้ที่ทำมโนกรรมกับการปฏิบัติเป็นสิบๆปีน่ะ มันไม่หนีหายไปไหนหรอก โน่นมันไปต่อภพต่อชาตินอนตีพุงรออยู่แล้ว พรหมบ้าง เทวดาบ้าง มนุษย์บ้าง อบายภูมิบ้าง นรกทั้งนั้น สร้างมโนกรรมซ้ำๆจนเป็นวสีอย่างนั้น มันละกรรมไม่เป็นหรอกเพราะติด"ทำ"ธรรม พอขั้นสุดท้ายทีไร ไอ้จิตที่เจริญจนเหนียวแน่นแล้วมันก็จะปอดแหกสร้างมายาจิตขึ้นมาจัดฉากให้ เราได้ "ฆ่าจิตผู้รู้" สมใจ โอ้หลุดพ้นแล้วโว๊ย!!!(นึกภาพคนกำลังใช้ปังตอสับมือตัวเองสิ) พอตายลงมันก็กลับมาจ๊ะเอ๋ใหม่ให้ตกใจเล่นเป็นหนังสยองขวัญ พอเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็ลืมแล้วว่าทำอะไรมา ผิดพลาดยังไงในขั้นสุดท้าย พอเกิดใหม่มันก็คลับคล้ายคลับคลายของเดิมที่ปฏิบัติจนเป็นกรรมอนุสัยติดใน วิญญาณขันธ์มันก็เริ่มไปปฏิบัติอีกแล้ว มันก็จะไปเข้าวงจรเดิมๆ ที่พอตายลงก็จ๊ะเอ๋อีก อยู่อย่างนี้เรื่อยไป ชนิดแกไปไหนฉันไปด้วยไอ้เพื่อนยาก...เราต้องไม่ทอดทิ้งกัน
 
นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตถึงสอนให้เรา ปลง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา ไม่แช่ กับธาตุหนึ่งขันธ์ใด (คือไม่ยึดติดเพราะทุกอย่างมันอนิจจังอยู่แล้ว) ไม่ต้องไม่ตั้ง เอากับธาตุหนึ่งขันธ์ใด (ก็ไม่ต้องไปฝืนสภาพความเป็นทุกขังที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ของจิต ของสติ) ไม่อะไรกับอะไร (ก็ถ้าอะไรกับอะไร หรือมีความเห็นความหมายขึ้นมาแม้ขณะจิตเดียว มันก็เป็นอัตตาตัวตนขึ้นมาทันที) และสัจธรรมทั้งหมดที่หลวงพ่อท่านว่ามานี้แหละที่ตรงต่อพระไตรลักษณ์ชนิดที่ ไม่มีข้อไหนผิดแม้แต่นิดเดียว และเป็นเหตุให้สัจธรรมแท้ที่ถูกประกาศขึ้นมานี้ มีอานุภาพในการคลายความยึดติดในอุปาทานขันธ์ของสรรพสัตว์ที่ได้ยินได้ฟัง แบบที่คนจำนวนมากพิสูจน์มาแล้วกับตัวเอง ทั้งต่อหน้าหลวงพ่อและการฟังผ่านซีดี
พบสัจธรรมแห่งพุทธอรหันต์ได้ที่

www.rombodhidharma.net

โดย ดับจิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net