วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

7.ภาพอดีต


                                                                         7 ภาพอดีต

 

                             ในวันเวลาที่ผมกำลังก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มแตกพาน  เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงชีวิตวัยเด็กที่เพิ่งพ้นผ่าน ภาพความ

ความทรงจำเก่า ๆ บางช่วงบางตอนเมื่อวันวาน ยังคงตราตรึงอยู่ในใจตลอดมา  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตอยู่ตามท้องทุ่งนาเสีย

ส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การติดตามครอบครัวไปเดินสายขายแรงยังต่างจังหวัด  ประสบการณ์เหล่านี้ ช่วยสอนให้ผมแข็งแกร่งอดทน และ

นำมาปรับใช้เพื่อดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี  แต่..ผมก็มีประสบการณ์ในวัยเด็กที่แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน

          ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนช่วงวัย 4 - 5 ขวบของผม ช่วงนั้นผมเป็นเด็กขี้โรคเอามาก ๆ  ผมมักป่วยเป็นไข้แทบทุกอาทิตย์ ถ้าไม่

ได้แพทย์คูณ (หมอเถื่อนประจำหมู่บ้าน) ช่วยฉีดยาให้ ก็จะเป็นหมอในคลีนิคที่ อำเภอมัญจาคีรี ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปราว 20

กว่ากิโลฯ วันหนึ่งผมเป็นไข้อาการหนักมาก จนแพทย์คูณบอกแม่ว่า

          "ต้องรีบเข้าไปรักษาในเมืองแล้วล่ะ เพราะอาการน่าเป็นห่วง"  

          ผมถูกส่งตัวเข้าไปรักษาในตัวเมืองอย่างเร่งด่วน ตามคำแนะนำของแพทย์คูณในวันนั้น พ่อกับแม่พาผมไปที่บ้านอาทองม้วน

น้องชายของพ่อที่รับราชการครู  ซึ่งซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านสามเหลี่ยม ในเขตตัวเมือง

          รถจอดส่งเราลงที่หน้าปากซอย แล้วพ่อก็เดินอุ้มผมมุ่งตรงไปยังบ้านของอา ที่อยู่ห่างจากหน้าปากซอยไม่มากนัก พ่อหวังจะ

อาศัยน้องชายซึ่งมีรถส่วนตัว ช่วยนำผมไปส่งยังโรงพยาบาลใหญ่

          แต่เมื่อมาถึงบ้านของอา อาการผมเริ่มทรุดหนักมีไข้ขึ้นสูง แม้จะเช็ดตัวเท่าไรก็เอาไม่อยู่ ผมชักกระตุกแล้วแน่นิ่งไป อา

หอม ภรรยาของอาทองม้วนตัดสินใจเอาก้อนน้ำแข็งผสมน้ำจนเต็มถัง เทราดลงบนตัวผมจนเปียกไปทั้งตัว  สักพัก..ผมจึงเริ่มมีอาการ

ตอบสนองขึ้นมาอีกครั้งราวปาฏิหาริย์  ซึ่งก่อนหน้านั้นแม่ออกปากพูดกับอาแล้วว่าจะจองวัดไหนให้ผมดี

          หลังจากนั้น ผมก็ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นอย่างเร่งด่วน  ซึ่งผลวินิจฉัยของหมอออกมาว่า ผมเป็น

โรคปอดบวม ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลอีกหลายวันกว่าจะหายเป็นปกติ

          ส่วนครั้งที่สองที่ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดนั้น อยู่ในช่วงวัยประถมฯ ของผม  ในช่วงหน้าฝนปีนั้น  ผมกับเพื่อน ๆ กำลังสนุกกับ

การเล่นน้ำที่ฝายใหม่  ฝนที่ตกหนัก ทำให้น้ำเอ่อไหลลงตามแนวลาดเอียงของลานปูนที่ออกแบบมารับกับฝายน้ำล้นหรือสปิลเวย์  

หมู่ฝูงปลาทั้งตัวเล็กตัวเขื่อง ต่างถืกแถลิงโลดกระโดดเต้นโผงผางสู้แรงน้ำที่ถาโถมลงมา แล้วสายน้ำนั้นก็ล่องไหลไปตามคูคลอง

เล็ก ๆ ที่คดเคี้ยว เลี้ยวผ่านท้องทุ่งของหมู่บ้านห่างออกไป

          หน้าฝายมีมะขามต้นใหญ่ที่กำลังออกฝักอยู่เต็มต้น ผมปีนขึ้นไปเก็บลงมากินอย่างอร่อยปาก กินไปเล่นน้ำไป  ในขณะที่ผม

กำลังหัวเราะสนุกสนานอยู่กับเพื่อนนั้น เกิดไอสำลักจนทำให้ฝักมะขามที่ผมเคี้ยวยังไม่ละเอียดดี ผลุบเข้าไปอุดหลอดลมซึ่งเป็นทาง

เดินหายใจ  ผมเริ่มอึดอัดหายใจติดขัดพร้อมกับนึกในใจว่า

          "กูตายแน่แล้วคราวนี้" 

           ก่อนที่จะหมดลม ผมตัดสินใจใช้มือล้วงเข้าไปลึกสุดจนถึงเศษมะขามที่อุดหลอดลมอยู่ ผมใช้นิ้วมือล้วงควักอยู่ไม่นานนักเศษ

มะขามก็ติดมือออกมาพร้อมกับเลือดจาง ๆ ปนติดออกมาด้วย  เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมต้องกินอาหารแบบระวังมากขึ้น และไม่กล้า

หัวเราะขณะเคี้ยวอาหารอยู่นาน

          ยามเหมันต์ย่างมาเยือน ผมได้มีโอกาสไปรับจ้างลอกปอกับเพื่อน ๆ  ต้นปอที่สูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร ถูกตัดและนำไปแช่น้ำจน

เยื่อปอที่ห่อหุ้มลำต้นนั้นเริ่มอ่อนตัว  ขบวนการนี้ต้องใช้เวลาอยู่หลายวัน จึงจะนำปอมาดึงเอาเส้นใยออกจากลำได้

          เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้ลอกปอ เด็กอย่างผมต้องใช้เวลาอยู่นานทีเดียวถึงจะลอกปอได้แต่ละลำ ไหนจะทั้งความยาวของ

ลำ และความเหม็นของเส้นใยปอที่โดนแช่ไว้นาน  ส่วนน้ำที่นำปอลงไปแช่นั้น จะเห็นได้ชัดทั้งกลิ่นที่เหม็น และสีของน้ำที่ขุ่นดำ

          ว่ากันว่ากลิ่นของน้ำแช่ปอนั้น มีความเหม็นไม่แพ้กลิ่นของลานมัน (ลานซีเมนต์กว้างที่ใช้ตากมันสำปะหลัง)  ลานตากมันสำ

ปะหลังนั้น เวลาโดนฝนมันมักจะปล่อยแก๊สส่งกลิ่นโชยออกมา ใครที่เคยผ่านลานมันในช่วงหน้าฝนจะรู้ดีว่า..กลิ่นมันฉุนรุนแรงแค่

ไหน

          มีเรื่องติดตลกเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่เพิ่งมีอะไรกันเป็นครั้งแรกตั้งแต่จีบกันมา และเมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นภาระ

กิจ  ชายหนุ่มรู้สึกทนไม่ไหวจึงได้พูดออกมาว่า

          "น้องจ๋า ทำไมไอ้ตรงนั้นของน้อง  ยังกะลานมันเลย"  

          สาวเจ้าเมื่อได้ยินคำพูดดังนั้น ก็กระหยิ่มยิ้มย่องคิดอยู่ในใจ

          "นึกอยู่แล้วว่าต้องพูดคำนี้" 

          แล้วเจ้าหล่อนก็พูดตอบมาด้วยความเขินอายว่า

          "ใหญ่ใช่ไหมพี่"  

          เจ้าหนุ่มสวนทันควัน 

          "เปล่าหรอกจ๊ะ...เหม็นน่ะ"

          ตึก ๆ โป๊ะ....ต่ะแลม ๆ ๆ ๆ 

          นิทานเรื่องนี้สอนไห้รู้ว่า  อย่าเล่นกับลานมัน (เพราะมันเหม็นมาก) ...ฮา

          อาเขยของผมมีเชื้อสายจีน เดินทางมาจากแดนโพ้นทะเลพร้อมครอบครัว  แกขายบะหมี่เกี๊ยวหยกและของชำอยู่หน้าโรงหนัง

ขอนแก่นซีเนม่า กิจการถือว่าไปได้ดีที่เดียว โดยเฉพาะลูกอม ที่เหล่านักดูหนังทั้งหลาย ต่างนิยมซื้อติดไม้ติดมือนำเข้าไปอมขณะนั่ง

ชมภาพยนต์ในโรงหนัง

          ดังนั้น..แกจึงมีกระป๋องโอเล่เปล่า ๆ อยู่มากมาย จนต้องขนออกมาให้แม่ยายทำเป็นภาชนะบรรจุน้ำ  ในยามที่ย่างสู่ฤดูหนาว...

และเมื่อคราวย่างเข้าหน้าแล้ง  ผมมักไปหยิบยืมกระป๋องโอเล่พร้อมรถเข็นของย่า ไปขนน้ำที่ลำห้วยมาใส่โอ่งมังกรสวย ๆ จากราชบุรี

ที่แม่ซื้อหามา เพื่อเติมน้ำท่าให้พอใช้ในครัวเรือน

          ค่ำคืนหนึ่ง ผมจำได้ว่า พ่อได้นำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงกระทัดรัดแบบมีลำโพงในตัว ที่ใช้เพียงแค่ถ่านไฟฉายไม่กี่ก้อนก็เปิด

ฟังเพลงได้ มาเปิดให้ผมฟัง พ่อยืมมันมาจากน้องเขยคนจีนของแก 

          จริง ๆ แล้ว ปู่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่เหมือนกัน แต่มันเป็นชุดใหญ่ต้องใช้เครื่องปั่นไฟที่มีลำโพงฮอร์น และแอมป์หลอดเป็น

ตัวช่วย จึงจะสามารถเปิดฟังเพลงได้ 

          เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเครื่องเล่นเสียงแผ่นขนาดกระทัดรัดอย่างนี้  คืนนั้น พ่อเปิดเพลงมนต์เมืองเหนือ ของสมยศ ทัศน

พันธ์ และอีกหลายต่อหลายเพลง จนผมเผลอหลับไปอย่างมีความสุข

          ปู่ผมเป็นอดีตครูใหญ่ รับเงินเดือนหลักร้อยบาทในช่วงแรกวัยทำงาน ต่อมาก็เพิ่มเป็นหลักพันจนถึงวัยเกษียณ เงินเดือนของปู่

ในสมัยนั้น ถือว่าเป็นเงินเดือนที่มากพอสมควร  เพราะแม่เคยบอกว่า ที่นาสมัยก่อน เขาซื้อขายกันแค่แปลงละไม่กี่ร้อยเอง  แต่ทำไมปู่

ไม่ซื้อที่ทางไว้ เพื่อจะเป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคตบ้างก็ไม่รู้  ทั้ง ๆ ที่ปู่ก็มีลูกมากถึง 9 คน 

          แต่สิ่งที่ปู่ซื้อกลับเป็นพวก เครื่องปั่นไฟ ชุดเครื่องเสียง เครื่องสูบน้ำ  วิทยุโบราณ  มอเตอร์ไซค์ 80 ซีซี และนาฬิกาลูกตุ้ม

เรือนใหญ่  ซึ่งเวลาไปนอนบ้านปู่ทีไร ผมมักจะกลัวเสียงเดินต๊อกแต๊ก ๆ  และเสียงตีบอกเวลาของมันทุกทีไป  บรรดาสิ่งของมากมาย

ที่ปู่ซื้อหามาทั้งหมดทั้งมวลนี้ ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยชุดแรกที่ถูกนำเข้ามาในหมู่บ้านเลยทีเดียว

          พ่อเก่งด้านซ่อมวิทยุและเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง  ปู่จึงให้พ่อคอยคุมเครื่องเสียง ในยามที่คณะหมอลำ

กลอนหมอลำเพลิน มาขอเช่าเครื่องปั่นไฟไปเปิดแสดง ซึ่งมันเป็นงานที่พ่อชอบเป็นทุนอยู่แล้ว

          พูดถึงเรื่องหมอลำ หมู่บ้านเรามีคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงอยู่คณะหนึ่ง ชื่อ คณะบุญเลี้ยงเพชรลำเพลิน เคยได้รางวัลชนะเลิศ

จากการประกวดถ้วยพระราชทานในตัวจังหวัดมาแล้ว  เวลาเปิดการแสดงเมื่อใด ผมเป็นต้องไปนั่งเฝ้าอยู่หน้าเวทีเสียทุกครั้ง เพราะ

ก่อนที่ลำเรื่องต่อกลอนจะเริ่มแสดง  จะมีช่วงดนตรีโหมโรงบรรเลงเพลงลูกทุ่งให้ได้ฟังอย่างถึงใจ  หลังจากนั้นลำเรื่องต่อกลอนถึงจะ

ร่ายยาวกันไปจนซอดแจ้งมับ (สว่างคาตา)  ในตอนหัวค่ำผมนั่งดูหมอลำทำการแสดง แต่ครั้นตกดึกนี่น่ะสิ หมอลำก็ได้ดูผมหลับโชว์

ที่หน้าเวทีเช่นกัน ฮา

          ก้องเพชร แก่นนคร คือนักร้องลูกทุ่งที่โด่งดังในช่วงวัยประถมฯ ของผม แกมีบทเพลงดัง ๆ หลายเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลง เบิ่ง

โขง ภูพานสะอื้น หอมกลิ่นดอกคำใต้ และอีกหลาย ๆ เพลง  น้าก้องเป็นเครือญาติทางพ่อ  แกมีนายห้าง ประจวบ จำปาทอง เป็นผู้

ให้การสนับสนุน   ครั้งหนึ่งแกเคยยกวงใหญ่พร้อมกับนายห้างประจวบ มาเปิดแสดงให้ชมฟรีที่หมู่บ้าน ทำให้วันนั้น  บรรยากาศ

หมู่บ้านของเราคึกคักกันใหญ่

          แกเคยพาแฟนสาวซึ่งเป็นเซ็กส์ซี่สตาร์นาม เหมยฟ้า มาให้เราได้ยลโฉมตัวจริงถึงในหมู่บ้าน หลังจากที่เคยได้ดูกันแต่ในจอ

ของหนังเร่ขายยา เด็กบ้านนาอย่างเราก็เฝ้าแต่เดินตามหลังดาราชนิดติดหนับ เวลาแกขยับเท้าทีกระดิ่งที่ห้อยเหนือข้อเท้า ก็ส่ง

เสียงกรุ๊งกรุิ๊ง ๆ ราวกับเสียงกระดิ่งที่ห้อยอยู่บนคอวัวคอควายก็มิปาน  คนอะไร ทั้งเนื้อทั้งตัว ขาวววววไปหมด

          ช่วงที่ผมจบชั้นประถมและออกมาเลี้ยงควายอยู่ประมาณหนึ่งปี   ผมก็ได้ติดตามพ่อกับแม่ลงไปรับจ้างทำไร่สับปะรดอีกครั้ง หน

นี้เราไปที่บ้านบึง จังหวัดชลบุรี  ผมรับหน้าที่เลี้ยงน้อง หลังจากที่ครั้งแรกผมเป็นฝ่ายถูกเลี้ยง อยู่บ้านบึงได้ประมาณสองเดือนก็ถูกส่ง

กลับบ้านมาเป็นเด็กเลี้ยงควายตามเดิม

          หนองสา คือบริเวณหนองน้ำที่เราชอบนำวัวควายไปเลี้ยงตอนหน้าแล้งเป็นประจำ หนองสาเป็นสระน้ำเก่าแก่ที่มีมาแต่โบร่ำ

โบราณ คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า แต่ก่อนหนองสาจะมีรูปทรงคล้ายแอ่งกระทะ รอบอาณาบริเวณหนองสานั้น เมื่อคราที่ผู้คนอพยพมาตั้ง

ถิ่นฐานใหม่ ๆ  ได้บุกเบิกถากถางเพื่อจับจองเป็นเป็นไร่นาของตัวเอง ต่างพบเจอโครงกระดูกของคนยุคโบราณมากมาย รวมทั้งเศษ

หม้อไห และภาชนะดินเผาที่แตกกระจัดกระจายอยู่ไปทั่ว

          ผมเองก็เจอเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกเกลื่อนอยู่ตามพื้น ในทุก ๆ ครั้งที่นำควายไปเลี้ยงแถวนั้น ไม่มีใครจะใส่ใจชุมชน

โบราณนี้สักเท่าไร  เราจึงไม่รู้ว่าเมืองนี้มีมาตั้งแต่สมัยใด...ผมเดาว่า หนองสา น่าจะเป็นหนองน้ำที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อเก็บกักน้ำไว้

อุปโภคในยามหน้าแล้ง ของชุมชนโบราณแห่งนี้เป็นแน่

          ในยุค "เงินผัน" ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช  หนองสาเป็นหนึ่งในหนองน้ำทั่วประเทศที่ได้งบเงินผันมาขุดลอกเพื่อ

กักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง  การขุดลอกครั้งนั้นใช้แรงงานคนทั้งหมด ผมซึ่งอายุไม่น่าจะถึง 10 ขวบ ก็เป็นอีกคนที่ได้ร่วมขุดลอก

หนองสาในครั้งนั้นด้วย  การขุดลอกจะมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดแบ่งล็อกให้ขุด หนึ่งล็อกก็จะมีความกว้างยาว และลึกตามที่กำหนด

เอาไว้  ใช้เวลาเป็นเดือน ๆ กว่างานจะสำเร็จเสร็จลง  ครอบครัวผมได้รับเงินผันในครั้งนั้นมาเป็นกอบเป็นกำพอสมควร เพราะแรงงาน

ในครอบครัวของเรามีเยอะกว่าครัวเรือนอื่นนั่นเอง

          วันหนึ่ง มีหนุ่มรุ่นน้า ประมาณ 4 - 5 คน ไปขุดหาหนูบริเวณเมืองโบราณ  รูหนูที่ยาววกวนนั้น ทำเอาหนุ่มกระทงต่างเหงื่อไหล

อาบท่วมตัวไปตาม ๆ กัน  ต่างพลัดกันออกแรงขุดตามรูหนูอยู่นมนาน จนรูหนูพาไปสิ้นสุดลงที่ไหใบหนึ่ง  ซึ่งถูกฝังมาตั้งแต่เมื่อไรไม่

ทราบได้  ทุกคนพยายามจะนำไหใบนั้นขึ้นมาจากหลุม  แต่ก็ไม่มีใครสามารถนำมันขึ้นมาได้  หนึ่งในนั้นจึงได้ยกมือพนมขึ้น พร้อมกับ

กล่าวพึมพัมอยู่สักพัก จึงลองยกไหขึ้นอีกครั้ง ปรากฏว่าไหใบนั้นถูกยกขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

          เมื่อตรวจดูในไหจึงพบว่ามีวัตถุโบราณอยู่หลายรายการ  หนุ่ม ๆ เหล่านั้นจึงได้จัดการแบ่งวัตถุโบราณไปคนละสองสามชิ้น

  เรื่องนี้มีคนพูดถึงอยู่ไม่นานก็ลืม ๆ กันไป

          อีกหลายปีต่อมา....มีคนต่างถิ่นนำเครื่องมือตรวจจับวัตถุมาค้นหาของเก่าที่หนองสาอีกครั้ง   เห็นว่าได้วัตถุโบราณติดไม้

ติดมือกลับไปหลายรายการอยู่เหมือนกัน

          ในวัยแตกหนุ่ม  ผมใช้ชีวิตอยู่กับฝูงควายมาตลอดแทบไม่เคยได้หยุดพัก นอกจากการเจ็บป่วยเท่านั้นจึงจะได้พักผ่อนกับเขา

สักครั้ง  ระ กบ ศักดิ์ เปี๊ยก แสงเงิน นันท์ อ้ายเผ่า และผม เป็นเด็กเลี้ยงควายที่รวมกลุ่มไปด้วยกันแทบจะตลอด  โดยเฉพาะช่วงที่กบ

กับระปิดเทอม ยิ่งสนุกกันใหญ่   ยามใดที่วัวควายรวมฝูงและเล็มหญ้าสบายใจอยู่กลางทุ่ง พวกเราก็ตั้งวงเล่นไพ่กินยางวง หรือไม่งั้น

ก็เป่ายางวงฆ่าเวลา สนุกสนานกันไป

          กับกบเป่ายางเก่งกว่าพวกเราในกลุ่ม ทำให้ทั้งสองมีหนังยางโชว์ล่อตาล่อใจเราไม่ต่ำกว่า 2 - 3 ร้อยเส้น ยาวตั้งแต่ข้อมือยัน

เกือบถึงข้อศอก

          บ้านของกบเป็นร้านขายของชำ สินค้าในร้านมีทั้งขายทั้งแลก บักงิ้วแห้งสามารถนำไปแลกด้ทั้ง ยางวง ปลาอี่ฮือ ปลาขี้

โก๋ และไข่ขี้เกี้ยม

          วันไหนเก็บบักงิ้วได้เยอะก็มีโอกาสได้ลิ้มลอง ปลาอี่ฮือ และปลาขี้โก๋ (ปลาหมึก และปลาช่อนทะเล) แต่ถ้าวันไหนเก็บบักงิ้วได้

เพียงน้อยนิด ก็เอายางวงไปเป่า หรือไม่ก็เอาไข่ขี้เกี้ยมไปกินเล่นพลาง ๆ ก่อน (ก็แล้วกัน)

          ความทรงจำในอดีตที่มากมาย ทะยอยผุดขึ้นมาแบบปะติดปะต่อ มันเยอะเสียจนไม่หวาดไหวที่จะกล่าว แต่เมื่อได้นึกถึงและ

เล่ามันขึ้นมาครั้งใด ก็ให้รู้สึกมีความสุขกับมัน..เสียทุกทีไป...สิน่า

 

 

     

     

โดย ป้อมกีตาร์เมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net